สรุปประเด็นสำคัญและฎีกาที่น่าสนใจ: สัญญาซื้อขาย 2 (ตามเอกสารการสอนหน่วยที่ 3 ตอนที่ 3.1)
บทนำ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปประเด็นสำคัญในเรื่อง “สัญญาซื้อขาย 2” ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เน้นบทบาทของผู้ขายโดยเฉพาะ ต่อเนื่องจากหน่วยการเรียนรู้ก่อนหน้าที่ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ซื้อ โดยมุ่งวิเคราะห์หน้าที่, สิทธิ, และความรับผิดของผู้ขายภายหลังจากที่สัญญาซื้อขายได้เกิดขึ้นแล้ว เอกสารนี้จะทำการวิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ควบคู่ไปกับการสรุปใจความสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องตามที่ปรากฏในเอกสารการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถทบทวนเนื้อหา ทำความเข้าใจแนวทางการปรับใช้กฎหมาย และเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาจะเริ่มต้นจากการพิจารณาหน้าที่พื้นฐานที่สุดของผู้ขาย คือ การส่งมอบทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจของการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย จากนั้นจะกล่าวถึงสิทธิของผู้ขายในการยึดหน่วงทรัพย์สินไว้เป็นประกัน และปิดท้ายด้วยความรับผิดในกรณีที่ทรัพย์สินที่ส่งมอบนั้นชำรุดบกพร่องหรือถูกรอนสิทธิ เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับทรัพย์สินที่สมบูรณ์และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างปกติสุขตามเจตนาแห่งสัญญา
——————————————————————————–
1. หน้าที่ในการส่งมอบทรัพย์สินของผู้ขาย (เรื่องที่ 3.1.1)
หน้าที่สำคัญประการแรกของผู้ขายภายหลังการทำสัญญาซื้อขาย คือการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 461 ซึ่งเป็นหัวใจของการชำระหนี้ของผู้ขาย การส่งมอบที่ถูกต้องและครบถ้วนไม่เพียงแต่หมายถึงการส่งมอบตัวทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินการทั้งปวงเพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นได้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสัญญา
1.1 หลักการและวิธีการส่งมอบ
1. หลักการพื้นฐาน (ป.พ.พ. มาตรา 461)
มาตรา 461 บัญญัติว่า “ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ” หลักการนี้มีความหมายกว้างกว่าเพียงการส่งมอบตัวทรัพย์ แต่รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การซื้อขายบรรลุวัตถุประสงค์ ดังที่ปรากฏในแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ
| เลขที่คำพิพากษาฎีกา | สรุปหลักกฎหมาย/ประเด็นสำคัญ |
ฎีกาที่ 802/2546 | การซื้อขายรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีกฎหมายควบคุม ผู้ขายไม่เพียงแต่มีหน้าที่ส่งมอบตัวรถยนต์ แต่ต้องส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนเพื่อให้ผู้ซื้อสามารถนำรถไปจดทะเบียนและเสียภาษีเพื่อใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย |
ฎีกาที่ 1548/2529 | ศาลฎีกาได้วางหลักที่สำคัญเพื่อตีความคำว่า ‘การส่งมอบ’ ให้สอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงของสัญญา โดยวินิจฉัยว่าการส่งมอบทรัพย์สินที่ใช้งานไม่ได้ตามสัญญา (เครื่องสูบน้ำชำรุด) ไม่ถือว่าเป็นการส่งมอบที่สมบูรณ์ ผู้ขายจะถือว่าได้ส่งมอบแล้วต่อเมื่อได้ส่งมอบทรัพย์สินที่อยู่ในสภาพใช้งานได้จริงตามความประสงค์ในทางสุจริต |
ฎีกาที่ 10711/2546 | กรณีซื้อขายห้องชุดโดยผู้ซื้อแจ้งความประสงค์ว่าจะใช้เพื่อประกอบกิจการขายยา การที่ผู้ขายจดทะเบียนข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดให้ใช้ห้องพิพาทเพื่ออยู่อาศัยและขายยาเท่านั้น ไม่ถือว่าผู้ขายผิดสัญญา เพราะเป็นการส่งมอบที่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงกันไว้ |
ฎีกาที่ 3952/2546 | เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินระบุจำนวนเนื้อที่แน่นอน (100 ตารางวา) แม้จะเป็นการเข้าถือกรรมสิทธิ์รวม แต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกแล้วที่ดินทั้งแปลงมีเนื้อที่ขาดไป ผู้ขายจะขอส่งมอบที่ดินโดยลดลงตามส่วนไม่ได้ ต้องส่งมอบให้ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา |
ฎีกาที่ 2910/2526 | เมื่อสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแล้ว ผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินตามมาตรา 461 จะอ้างประเพณีทางการค้าหรือภาวะวิกฤตการณ์น้ำมันขึ้นทั่วโลก เพื่อบอกปัดไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อไม่ได้ ถือเป็นการผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน |
2. วิธีการส่งมอบ (ป.พ.พ. มาตรา 462)
มาตรา 462 ระบุว่า “การส่งมอบนั้นจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้สุดแต่ว่าเป็นผลให้ทรัพย์สินนั้นไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ” คำว่า “อยู่ในเงื้อมมือ” หมายถึง การโอนการครอบครองให้แก่ผู้ซื้อ ไม่จำเป็นต้องเป็นการส่งมอบถึงตัวผู้ซื้อโดยตรง แต่เป็นการกระทำให้ทรัพย์สินนั้นอยู่ในความดูแลหรืออำนาจจัดการของผู้ซื้อ
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2331/2516 วางหลักว่า หน้าที่ของผู้ขายไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้นให้แก่ผู้ซื้อ โดยปราศจากการรบกวนขัดสิทธิ ด้วย หากยังมีบุคคลอื่นรบกวนสิทธิอยู่ ผู้ขายต้องขจัดเหตุนั้นให้หมดไปก่อน มิเช่นนั้นจะถือว่าผู้ขายเป็นฝ่ายผิดสัญญา
3. การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทาง (ป.พ.พ. มาตรา 463)
สำหรับสัญญาที่ตกลงให้ส่งทรัพย์สินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มาตรา 463 กำหนดว่าการส่งมอบจะสำเร็จเมื่อ “ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง“ ซึ่งคำว่า “ผู้ขนส่ง” ในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตน (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 608) ไม่ใช่ผู้รับจ้างขนของทั่วไปซึ่งถือเป็นการจ้างทำของ
- คำพิพากษาฎีกาที่ 241/2492 วินิจฉัยว่า ผู้รับจ้างบรรทุกทางเรือทั่วไป ไม่ใช่ “ผู้ขนส่ง” ตามความหมายของมาตรา 463 ดังนั้น เมื่อผู้ขายจ้างเรือบรรทุกทั่วไปส่งข้าวสารให้ผู้ซื้อ แต่ข้าวสารไปไม่ถึงมือผู้ซื้อ การส่งมอบจึงยังไม่สำเร็จ และผู้ขายยังคงต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามเดิม
1.2 การส่งมอบขาดตกบกพร่อง หรือล้ำจำนวน
1. กรณีสังหาริมทรัพย์ (ป.พ.พ. มาตรา 465)
กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการจัดการกับการส่งมอบที่ไม่ตรงตามสัญญา ดังนี้:
- ส่งมอบน้อยกว่าสัญญา: ผู้ซื้อมีสิทธิ
- ปัดเสีย ไม่รับเอาเลย หรือ
- รับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วน
- ส่งมอบมากกว่าสัญญา: ผู้ซื้อมีสิทธิ
- ปัดเสียทั้งหมด ไม่รับเอาเลย หรือ
- รับไว้เฉพาะตามจำนวนในสัญญา และปัดส่วนที่เกินทิ้งไป หรือ
- รับเอาไว้ทั้งหมด และใช้ราคาตามส่วน
- ส่งมอบปะปนกับทรัพย์อื่น: ผู้ซื้อมีสิทธิ
- รับไว้เฉพาะทรัพย์สินตามสัญญา และปัดส่วนอื่นทิ้งไป หรือ
- ปัดเสียทั้งหมด ไม่มีรับทั้งหมด
2. กรณีอสังหาริมทรัพย์ (ป.พ.พ. มาตรา 466)
การส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ หากขาดหรือเกินจำนวนไป กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้:
- ขาดหรือเกินไม่เกินร้อยละ 5: ผู้ซื้อ จำต้องรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วน
- ขาดหรือเกินกว่าร้อยละ 5: ผู้ซื้อมีสิทธิเลือกที่จะ ปัดเสีย ไม่รับเลย หรือ รับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วน
- ข้อยกเว้น: แม้จะขาดหรือเกินไม่เกินร้อยละ 5 แต่หากเป็นกรณีที่ “หากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น” ผู้ซื้อก็มีสิทธิ เลิกสัญญา ได้
หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกา:
- ฎีกาที่ 12696/2558: วางหลักการคำนวณเงินคืนให้ผู้ซื้อในกรณีที่ดินขาดจำนวนและผู้ซื้อเลือกที่จะรับเอาไว้ โดยให้คิดราคาเฉลี่ยต่อหน่วย (ตารางวา) จากราคาที่ซื้อขายกัน แล้วคูณด้วยจำนวนเนื้อที่ที่ขาดไป
- ฎีกาที่ 10698/2546: การตกลงซื้อขายที่ดินโดยระบุเนื้อที่แน่นอน แต่กำหนด “ราคาเหมา” ไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อต้องรับที่ดินโดยไม่คำนึงถึงจำนวนเนื้อที่ หากเนื้อที่ขาดไปมาก (ในคดีนี้ 15.35%) ถือว่าต้องบังคับตามมาตรา 466 ผู้ซื้อมีสิทธิบอกปัดและเลิกสัญญาได้
- ฎีกาที่ 3202/2562: หากผู้ขายรู้อยู่แล้วก่อนทำสัญญาว่าที่ดินมีเนื้อที่น้อยกว่าที่ระบุในโฉนด แต่เพิกเฉยไม่แจ้งผู้ซื้อ ถือเป็นการ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ผู้ขายจะอ้างว่าเป็นสัญญาซื้อขายเหมาเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ต้องบังคับตามมาตรา 466
- ฎีกาที่ 4390/2547: หากสัญญา มีบันทึกเพิ่มเติม ว่าให้คิดราคาตามเนื้อที่ดินที่รังวัดใหม่ ถือว่าคู่สัญญามีเจตนาซื้อขายกันตามจำนวนเนื้อที่จริง ไม่ใช่การซื้อขายที่ระบุจำนวนเนื้อที่แน่นอนตามมาตรา 466 ดังนั้น แม้รังวัดแล้วเนื้อที่น้อยกว่าในโฉนดเกินร้อยละ 5 ผู้ซื้อก็ไม่มีสิทธิเลิกสัญญา
- ฎีกาที่ 975/2543: แม้คู่สัญญาจะตกลงกันแตกต่างไปจากมาตรา 466 ได้ แต่ศาลต้องตีความสัญญาให้เป็นไปตาม ความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริต หากการส่งมอบล้ำจำนวนมากจนเกินปกติ (ในคดีนี้ 31.7%) จนหากผู้ซื้อทราบก่อนคงไม่เข้าทำสัญญา ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้
1.3 อายุความฟ้องร้อง (ป.พ.พ. มาตรา 467)
การฟ้องร้องในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาส่งมอบ
ข้อสังเกตและข้อยกเว้น:
- ฎีกาที่ 466/2492 วินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกเงินราคาที่ชำระเกินไป เป็นเรื่อง ลาภมิควรได้ ไม่ใช่อายุความ 1 ปีตามมาตรา 467 แต่มีอายุความ 1 ปีนับแต่รู้ หรือ 10 ปีนับแต่เกิดสิทธิ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419)
- กรณีผู้ขายฟ้องเรียกทรัพย์ที่ส่งเกินไปคืนจากผู้ซื้อ ก็เป็นเรื่อง ลาภมิควรได้ และมีอายุความเช่นเดียวกับข้อแรก
- ฎีกาที่ 3891/2535 วินิจฉัยว่าการฟ้องเรียกเบี้ยปรับกรณีส่งมอบล่าช้าหรือส่งของไม่ตรงตามสัญญา เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า มี อายุความ 10 ปี ตามหลักทั่วไป ไม่ใช่อายุความ 1 ปีตามมาตรา 467
จากหน้าที่ในการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ กฎหมายยังให้สิทธิแก่ผู้ขายในการยึดหน่วงทรัพย์สินไว้เป็นประกันการชำระราคาในบางกรณี ซึ่งจะได้วิเคราะห์ในลำดับถัดไป
——————————————————————————–
2. สิทธิยึดหน่วงของผู้ขาย (เรื่องที่ 3.1.2)
สิทธิยึดหน่วงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ให้ผู้ขายสามารถครอบครองทรัพย์สินที่ขายไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการชำระราคา เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ซื้อจะชำระหนี้ค่าทรัพย์สินนั้น โดยกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ผู้ขายจะสามารถใช้สิทธินี้ได้
2.1 กรณีและเงื่อนไขการใช้สิทธิยึดหน่วง
1. กรณีสัญญาไม่มีกำหนดเวลาชำระราคา (ป.พ.พ. มาตรา 468)
หากสัญญาซื้อขายไม่ได้ให้เครดิตการชำระราคา (ไม่มีกำหนดเวลาให้ใช้ราคา) ผู้ขายมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินไว้ได้จนกว่าจะได้รับชำระราคา ซึ่งเป็นไปตามหลัก “ยืนหมูยื่นแมว” ของสัญญาต่างตอบแทน
ฎีกาที่ 693/2475: เมื่อผู้ขายได้ ส่งมอบทรัพย์สิน ให้ผู้ซื้อไปแล้ว สิทธิยึดหน่วงย่อมสิ้นสุดลง แม้จะยังไม่ได้รับชำระราคาก็ตามฎีกาที่ 7705/2544: หนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิยึดหน่วงต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวด้วยตัวทรัพย์ที่ยึดหน่วงโดยตรง เช่น หนี้ค่าซ่อมรถที่ผู้ซื้อต้องชำระ ทำให้เกิดสิทธิยึดหน่วงรถคันนั้นได้ แต่ หนี้เงินดาวน์ที่เหลือ ซึ่งเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายเดิม ไม่ก่อให้เกิดสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ที่ผู้ซื้อนำกลับมาซ่อมได้
2. กรณีมีกำหนดเวลาชำระราคา แต่เกิดเหตุพิเศษ (ป.พ.พ. มาตรา 469)
แม้สัญญาจะให้เครดิตการชำระราคาแก่ผู้ซื้อ แต่ผู้ขายยังสามารถใช้สิทธิยึดหน่วงได้หากเกิดเหตุการณ์พิเศษ 3 กรณีดังต่อไปนี้:
- ผู้ซื้อ ล้มละลายก่อน การส่งมอบทรัพย์สิน
- ผู้ซื้อ เป็นคนล้มละลายอยู่แล้ว ในเวลาซื้อขาย โดยที่ผู้ขายไม่รู้
- ผู้ซื้อ ทำให้หลักทรัพย์ ที่ให้ไว้เพื่อประกันการชำระเงินนั้น เสื่อมเสียหรือลดน้อยลง
ข้อยกเว้น: สิทธิยึดหน่วงในกรณีเหล่านี้จะสิ้นสุดลง หากผู้ซื้อสามารถ หาประกันที่สมควรมาให้ได้
2.2 ผลของการยึดหน่วง (ป.พ.พ. มาตรา 470-471)
เมื่อผู้ซื้อผิดนัดชำระราคา และผู้ขายได้ใช้สิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินไว้แล้ว ผู้ขายสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้แทนการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ตามปกติได้:
- การบอกกล่าว: ผู้ขายต้องมี จดหมายบอกกล่าว ไปยังผู้ซื้อ ให้ชำระราคาพร้อมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง (เช่น ค่าเก็บรักษา) ภายในเวลาอันควรที่กำหนดไว้ในคำบอกกล่าว
- การขายทอดตลาด: หากผู้ซื้อละเลยไม่ชำระตามคำบอกกล่าว ผู้ขาย “อาจ” นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดได้
- การจัดการเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด: ผู้ขายมีสิทธิหักเงินที่ค้างชำระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องออก หากมีเงินเหลือ จะต้องส่งมอบส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้ซื้อโดยพลัน
การทำความเข้าใจสิทธิยึดหน่วงแสดงให้เห็นถึงกลไกการคุ้มครองผู้ขาย แต่กฎหมายยังกำหนดหน้าที่ความรับผิดของผู้ขายไว้เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อด้วย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในหัวข้อถัดไป
——————————————————————————–
3. ความรับผิดของผู้ขาย (เรื่องที่ 3.1.3)
นอกเหนือจากหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินให้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดในอีก 2 กรณีสำคัญ คือ ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สิน และ การถูกรอนสิทธิ หลักการนี้มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ซื้อจะได้รับทรัพย์สินที่สมบูรณ์ มีคุณสมบัติตามที่ตกลง และสามารถครอบครองใช้สอยได้อย่างปกติสุขโดยปราศจากการรบกวนจากบุคคลภายนอก
3.1 ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง
1. หลักเกณฑ์ความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 472)
ผู้ขายต้องรับผิดหากทรัพย์สินที่ขายมีความชำรุดบกพร่อง โดยมีองค์ประกอบดังนี้:
- ลักษณะของความชำรุดบกพร่อง: ต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่ มีอยู่ก่อนหรือในขณะส่งมอบ ไม่ใช่ความชำรุดที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้งานตามปกติ
- ผลของความชำรุดบกพร่อง: ต้องเป็นเหตุให้
- เสื่อมราคา หรือ
- เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ (ทั้งประโยชน์การใช้งานตามปกติของทรัพย์นั้น และประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา)
- ความรู้ของผู้ขาย: ผู้ขายต้องรับผิด ไม่ว่าผู้ขายจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องนั้นหรือไม่ก็ตาม
สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกา:
| เลขที่ฎีกา | ประเด็น | สรุปหลักกฎหมาย |
ฎีกาที่ 459/2514 | เวลาที่เกิดความชำรุด | ความรับผิดของผู้ขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อความชำรุดบกพร่องมีอยู่ก่อนหรือขณะส่งมอบ หากเครื่องปรับอากาศใช้งานได้ดี 3-4 เดือนแล้วจึงเสีย ถือว่าเกิดขึ้นภายหลัง ผู้ขายไม่ต้องรับผิด |
ฎีกาที่ 508/2545 | การตรวจสอบก่อนรับมอบ | เมื่อผู้ซื้อได้ตรวจสอบเครื่องผลิตไอศกรีมก่อนรับมอบและพบว่าใช้งานได้ดี แสดงว่าไม่มีความชำรุดบกพร่องในขณะส่งมอบ การที่เครื่องมาเสียหลังใช้งานไปเกือบ 1 ปี ผู้ขายไม่ต้องรับผิด |
ฎีกาที่ 903/2519 | ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา | ผู้ซื้อซื้อสินค้าเพื่อส่งไปขายต่อที่สหรัฐอเมริกา เมื่อสินค้าชำรุดเพราะใช้กาวไม่มีคุณภาพ ทำให้เสื่อมราคาและขายไม่ได้ ถือว่าเสื่อมประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา ผู้ขายต้องรับผิด |
ฎีกาที่ 3086/2540 | การเสื่อมราคา | ผ้าที่ซื้อมาเพื่อตัดเย็บส่งออก สีตก ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศปฏิเสธไม่รับสินค้า จนต้องลดราคาให้ ถือว่าทำให้ทรัพย์ “เสื่อมราคา” ผู้ขายต้องรับผิด |
ฎีกาที่ 6976/2542 | ระดับของความชำรุดบกพร่อง | การที่ปลาป่นมีขนไก่ปลอมปนอยู่เพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้ไก่เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ไม่ถือว่าเป็นความชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ ผู้ขายไม่ต้องรับผิด |
ฎีกาที่ 5581/2533 | ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา | การซื้อกระป๋องเพื่อบรรจุปลา แต่กระป๋องเป็นสนิม ทำให้ไม่สามารถใช้บรรจุปลาได้ตามวัตถุประสงค์ ถือเป็นการเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา ผู้ขายต้องรับผิด |
2. ข้อยกเว้นความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 473)
ผู้ขายไม่ต้องรับผิดใน 3 กรณีดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นไปตามหลัก “ผู้ซื้อต้องระวัง” (Caveat Emptor):
- ผู้ซื้อรู้อยู่แล้ว หรือ ควรจะได้รู้ หากได้ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชน (คนปกติทั่วไป)
- ความชำรุดบกพร่องนั้น เห็นประจักษ์ ในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับทรัพย์นั้นไว้โดย มิได้อิดเอื้อน (ไม่ได้โต้แย้งหรือสงวนสิทธิ)
- ทรัพย์สินนั้นได้มาจากการ ขายทอดตลาด
- คำพิพากษาฎีกาที่ 17002/2555 วินิจฉัยว่า การผุกร่อนของเหล็กเส้นที่ถูกสนิมกัดกินภายในคานบ้าน เป็นความชำรุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่ภายใน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ซื้อจะเห็นได้ประจักษ์ หรือควรจะรู้ได้ด้วยการตรวจสอบตามปกติ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขาย
3. อายุความฟ้องคดี (ป.พ.พ. มาตรา 474)
การฟ้องคดีในข้อรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องมีอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง
ข้อสังเกตและแนวฎีกาที่สำคัญ:
- การเริ่มนับอายุความ: ฎีกาที่ 5584/2544 วางหลักว่า การ “พบเห็น” ความชำรุดบกพร่องที่ซับซ้อน (เช่น รอยร้าวในอาคาร) อาจเริ่มนับจากวันที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบและแจ้งผลให้ทราบ ไม่ใช่วันที่เห็นรอยร้าวครั้งแรก
- กรณีมีสัญญาให้แก้ไข: ฎีกาที่ 17186/2555 วินิจฉัยว่า หากสัญญากำหนดให้ผู้ขายต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องภายในเวลาที่กำหนด อายุความจะเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นไปแล้ว
- อายุความสะดุดหยุดลง: ฎีกาที่ 456/2539 วางหลักว่า การที่ผู้ขายรับทรัพย์สินที่ชำรุดไปซ่อมแซม ถือเป็นการ รับสภาพหนี้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับใหม่
- กรณีส่งมอบของผิดชนิด: ฎีกาที่ 8339/2540 วางหลักว่า การส่งมอบทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้องตรงตามสัญญา (เช่น ส่งเครื่องอัดตะกอนลอยผิดสเปก) เป็นเรื่อง การผิดสัญญา ทั่วไป มีอายุความ 10 ปี ไม่ใช่เรื่องความชำรุดบกพร่องที่มีอายุความ 1 ปี ข้อสังเกตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะการเลือกใช้ฐานการฟ้องร้องที่ถูกต้องจะส่งผลโดยตรงต่ออายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ซื้อ
3.2 ความรับผิดในการรอนสิทธิ
1. หลักแห่งการรอนสิทธิ (ป.พ.พ. มาตรา 475)
การรอนสิทธิเกิดขึ้นเมื่อ “บุคคลผู้ใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ” ในการครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข โดยการรบกวนนั้นต้องเกิดจากสาเหตุ 2 ประการนี้:
- บุคคลภายนอกนั้นมี สิทธิเหนือทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นอยู่แล้ว ในเวลาซื้อขาย
- การรบกวนเกิดจาก ความผิดของผู้ขาย เอง
- แนวฎีกาเรื่องการซื้อทรัพย์โดยสุจริต (ป.พ.พ. มาตรา 1332): เดิมศาลเคยวินิจฉัยว่ากรณีเจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ซื้อโดยสุจริต (โดยต้องชดใช้ราคา) ไม่ใช่เรื่องรอนสิทธิ (
ฎีกาที่ 1801/2501) แต่แนวคำพิพากษาในปัจจุบัน (ฎีกาที่ 2292/2515,390/2518) ได้กลับหลักแล้ว โดยวินิจฉัยว่าเป็น เรื่องการรอนสิทธิ เพราะวัตถุประสงค์ของผู้ซื้อคือการได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่แค่การได้รับชดใช้ราคาคืน - ฎีกาที่ 395/2538: การขายที่ดินที่เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน สัญญาซื้อขายเป็น โมฆะ ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เรื่องการรอนสิทธิ
2. ขอบเขตความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 479)
ผู้ขายต้องรับผิดใน 2 กรณีหลัก:
- ทรัพย์สิน หลุดไป จากผู้ซื้อทั้งหมดหรือบางส่วน
- ทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่ง สิทธิอย่างอื่น (เช่น การเช่า, ภาระจำยอม) ที่ทำให้เสื่อมราคาหรือประโยชน์ และผู้ซื้อไม่รู้ในเวลาซื้อขาย
- ฎีกาที่ 981/2523: การที่พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์ที่ซื้อมาไปเป็นของกลาง เนื่องจากเป็นรถที่ถูกลักมา ถือเป็นการที่ทรัพย์หลุดไปจากผู้ซื้อเพราะเหตุรอนสิทธิตามมาตรา 479 ผู้ขายต้องรับผิดชำระราคาคืน
- ฎีกาที่ 926/2530: การที่กรมที่ดินสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ทำให้กรรมสิทธิ์กลับคืนไปยังเจ้าของที่แท้จริง ถือเป็นกรณีที่ทรัพย์หลุดไปจากผู้ซื้อเพราะเหตุรอนสิทธิ ผู้ขายต้องรับผิดต่อผู้ซื้อเช่นกัน
3. ข้อยกเว้นความรับผิด
ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิในกรณีต่อไปนี้:
- ผู้ซื้อรู้อยู่แล้ว (ม. 476): หากผู้ซื้อทราบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอยู่แล้วในเวลาซื้อขาย ผู้ขายไม่ต้องรับผิด (
ฎีกาที่ 2008/2540) - ภาระจำยอมโดยกฎหมาย (ม. 480): ผู้ขายไม่ต้องรับผิดสำหรับภาระจำยอมที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย (เช่น ทางจำเป็น) เว้นแต่ผู้ขายจะรับรองไว้ในสัญญาว่าทรัพย์นั้นปลอดจากภาระจำยอม
- เป็นความผิดของผู้ซื้อ (ม. 482): ผู้ขายไม่ต้องรับผิดหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ซื้อแพ้คดีเพราะความผิดของตนเอง 3 ประการ คือ 1) ไม่มีการฟ้องคดีและผู้ขายพิสูจน์ได้ว่าสิทธิของผู้ซื้อสูญไปเพราะความผิดของผู้ซื้อเอง 2) ผู้ซื้อไม่ได้เรียกผู้ขายเข้ามาในคดีและผู้ขายพิสูจน์ได้ว่าถ้าเรียกเข้ามาคดีฝ่ายผู้ซื้อจะชนะ หรือ 3) ผู้ขายเข้ามาในคดีแล้วแต่ศาลยกคำร้องเพราะความผิดของผู้ซื้อเอง
4. อายุความฟ้องคดี (ป.พ.พ. มาตรา 481)
กฎหมายกำหนดอายุความพิเศษ 3 เดือน ไว้สำหรับ 2 กรณี:
- ผู้ขายไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมที่ผู้ซื้อถูกฟ้อง
- ผู้ซื้อประนีประนอมยอมความ หรือยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง
- ในกรณีอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับของมาตรานี้ จะมี อายุความ 10 ปี ตามหลักทั่วไป (
ฎีกาที่ 489/2507) - ฎีกาที่ 603/2535: การที่ตำรวจยึดรถยนต์ของกลางไป ไม่ถือว่าผู้ซื้อ “ยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง” โดยสมัครใจ จึงไม่ใช่อายุความ 3 เดือน แต่เป็นอายุความ 10 ปี
3.3 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 483-485)
คู่สัญญาสามารถตกลงกันให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิได้ (ม. 483) อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีข้อจำกัดที่สำคัญ 3 ประการ:
- ไม่คุ้มถึงการคืนราคา (ม. 484): แม้จะมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิด แต่ผู้ขายยังคงต้องคืนราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ในสัญญา
- ไม่คุ้มการกระทำของผู้ขายเอง (ม. 485): ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด ไม่สามารถใช้บังคับกับการรอนสิทธิที่เกิดจาก การกระทำของผู้ขายเอง ได้
- ไม่คุ้มข้อความจริงที่ผู้ขายรู้และปกปิด (ม. 485): ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด ไม่สามารถใช้บังคับกับความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิที่ผู้ขาย รู้อยู่แล้วแต่ปกปิด ไม่ให้ผู้ซื้อทราบ
——————————————————————————–
โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่ากฎหมายสัญญาซื้อขายได้สร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้การซื้อขายเป็นไปโดยสะดวก กับการคุ้มครองผู้ซื้ออย่างรัดกุม หน้าที่และความรับผิดของผู้ขายที่บัญญัติไว้อย่างละเอียดนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นในธุรกรรม และเป็นประเด็นที่นักศึกษาต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหลักการและข้อยกเว้นต่างๆ เพื่อการปรับใช้กฎหมายที่แม่นยำต่อไป
🎁คำถามในแบบทดสอบของคุณคือการสอบถามเกี่ยวกับข้อยกเว้นที่ทำให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 473
คำตอบที่ถูกต้องคือ “ทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด”
ต่อไปนี้คือคำอธิบายว่าทำไมคำตอบของคุณจึงไม่ถูกต้อง และทำไมคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมาย:
1. เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง
คำตอบที่คุณเลือกคือ “ผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน แม้ความชำรุดบกพร่องนั้นจะยังไม่ปรากฏในเวลาส่งมอบ”
ข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 473 (2) บัญญัติไว้ดังนี้:
“ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน”
ความผิดพลาดของคำตอบที่คุณเลือกเกิดจากส่วนที่ระบุว่า “แม้ความชำรุดบกพร่องนั้นจะยังไม่ปรากฏในเวลาส่งมอบ” ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้:
• เงื่อนไขสำคัญ ตามมาตรา 473 (2) คือ ความชำรุดบกพร่องนั้นต้อง “เป็นอันเห็นประจักษ์แล้ว” (คือเห็นได้อย่างชัดเจน) ในเวลาส่งมอบ
• ข้อยกเว้นนี้เป็นไปตามหลัก “กฎหมายปิดปาก” (Estoppel) กล่าวคือ ผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้ “อิดเอื้อน” (มิได้โต้แย้งหรือสงวนสิทธิ์ไว้) แสดงว่าผู้ซื้อยอมรับความชำรุดบกพร่องที่ตนเห็นอยู่แล้ว ผู้ขายจึงพ้นความรับผิด
• ดังนั้น หากความชำรุดบกพร่องนั้น “ยังไม่ปรากฏ” ในเวลาส่งมอบ ย่อมหมายความว่าผู้ซื้อไม่สามารถรับรู้ถึงความบกพร่องได้ ผู้ขายจึงไม่สามารถอ้างข้อยกเว้นตามมาตรา 473 (2) เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดได้ เพราะหลักเกณฑ์นี้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ความชำรุดบกพร่องนั้นเห็นประจักษ์ในขณะส่งมอบเท่านั้น.
2. คำตอบที่ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 473
คำตอบที่ถูกต้องคือ “ทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ใน มาตรา 473 (3)
มาตรา 473 ได้กำหนดข้อยกเว้นที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องไว้ 3 กรณี คือ:
1. ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือควรจะได้รู้เช่นนั้น หากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
2. ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
3. ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด
สำหรับกรณีที่ทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด กฎหมายมีแนวคิดว่า การซื้อขายทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดถือเป็นการซื้อขายตามสภาพ ผู้ประมูลสู้ราคาได้ตามความสมัครใจ เป็นการเสี่ยงประมูลซื้อไปเอง ดังนั้น ผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องแต่ประการใด. (ข้อยกเว้นนี้ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือจากการขายทอดตลาดของเอกชนก็ตาม)
👜 คุณกำลังสอบถามถึงหลักกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายในส่วนของ “ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด” ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 485
คำตอบที่คุณเลือกไม่ถูกต้อง เพราะแม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเหมือนกันคือ “ไม่มีผลคุ้มครอง” แต่เหตุผลทางกฎหมายที่คุณใช้อ้างอิงนั้นไม่ถูกต้องตามหลักการของสัญญาซื้อขาย
นี่คือคำอธิบายโดยละเอียดว่าทำไมคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นเช่นนั้น และข้อผิดพลาดในคำตอบของคุณคืออะไร:
1. หลักการทั่วไปของข้อตกลงยกเว้นความรับผิด (มาตรา 483)
โดยหลักการทั่วไปแล้ว คู่สัญญาซื้อขายสามารถตกลงกันได้ว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิใด ๆ
• การที่คู่สัญญาตกลงยกเว้นความรับผิดนี้เป็นไปตาม หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of contract)
• บทบัญญัติ ที่ว่าด้วยความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธินั้น มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 คู่สัญญาจึงตกลงแตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดได้ (นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคำตอบของคุณที่กล่าวว่า “ข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและเป็นโมฆะเสมอ” จึงไม่ถูกต้องในทางหลักการทั่วไป)
2. ข้อยกเว้นความคุ้มครองของผู้ขาย (มาตรา 485)
แม้ว่าโดยทั่วไปข้อตกลงยกเว้นความรับผิดจะทำได้ แต่กฎหมายก็กำหนดข้อยกเว้นที่ข้อตกลงนั้นจะไม่สามารถนำมาใช้คุ้มครองผู้ขายได้ เพื่อรักษาหลักความสุจริตในการทำสัญญา
ป.พ.พ. มาตรา 485 ได้บัญญัติถึงกรณีที่ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มครองผู้ขาย ไว้ดังนี้:
“ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มความรับผิดของผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย“
ดังนั้น ในสถานการณ์ตามโจทย์ที่ระบุว่า ผู้ขายรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ (รอนสิทธิ) แต่ได้ปกปิดไว้ จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 485 ส่วนท้าย:
• ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด ดังกล่าว ไม่มีผลคุ้มครองผู้ขาย
• เหตุผลที่คุ้มครองไม่ได้ก็เพราะการที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วและปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น ขัดต่อหลักสุจริต (good faith) และถือเป็น ผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย
• การที่ผู้ขายปกปิดข้อเท็จจริงที่ตนรู้อยู่แล้วและพยายามใช้ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดมาคุ้มครองตนเองนั้น เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (เพราะขัดต่อหลักสุจริต)
3. สรุปความแตกต่างของคำตอบ
| ประเด็น | คำตอบที่คุณเลือก (ไม่ถูกต้อง) | คำตอบที่ถูกต้อง (ตามมาตรา 485) |
| ผลการคุ้มครอง | ไม่มีผลคุ้มครอง | ไม่มีผลคุ้มครอง |
| เหตุผลทางกฎหมาย | เพราะข้อตกลง “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและเป็นโมฆะเสมอ” | เพราะเป็น “ผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย” |
| ข้อผิดพลาด | ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดโดยทั่วไป (มาตรา 483) ทำได้และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย การกล่าวว่าโมฆะเสมอจึงไม่ถูกต้อง | คำตอบนี้ระบุถึง ข้อยกเว้นเฉพาะ (มาตรา 485) ที่ทำให้ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดใช้ไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ขายเจตนาไม่สุจริต (รู้แล้วปกปิด). |
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ “ไม่มีผลคุ้มครอง เพราะเป็นผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย” ซึ่งเป็นเหตุผลตามหลักกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนใน ป.พ.พ. มาตรา 485 ส่วนท้าย
