study guide
คู่มือการศึกษา: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสัญญาทางพาณิชย์
แบบทดสอบความเข้าใจ (คำตอบสั้น)
1. สัญญาในยุคโรมันมีลักษณะสำคัญอย่างไร และสถานะของบุคคลมีผลต่อความสามารถในการทำสัญญาอย่างไร?
2. เหตุใดสัญญาในยุคฟิวดัลจึงให้ความสำคัญกับชนชั้นของบุคคล และสัญญาของพ่อค้าแตกต่างจากสัญญาของชนชั้นขุนนางอย่างไร?
3. แนวคิดเรื่องสัญญาในยุคกฎหมายศาสนามีลักษณะอย่างไร และแนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อการพัฒนาทฤษฎีทางกฎหมายที่สำคัญอย่างไร?
4. จงอธิบายหลักกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวกับสัญญา 4 ประการ ตามที่ปรากฏในเอกสารการสอน
5. หลักเสรีภาพในการทำสัญญามีขอบเขตจำกัดหรือไม่ อย่างไร? จงอธิบายโดยอ้างอิงบทบัญญัติของกฎหมาย
6. เหตุใดรัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงหลักเสรีภาพในการทำสัญญาของเอกชน และก่อให้เกิด “การควบคุมสัญญา” ขึ้น?
7. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2541) ได้ให้อำนาจแก่ “คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา” ในการควบคุมสัญญาอย่างไรบ้าง?
8. จงยกตัวอย่างกฎหมายอื่นนอกเหนือจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ที่นำแนวคิดการควบคุมสัญญามาปรับใช้ พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบโดยสังเขป
9. ระบบกฎหมายพาณิชย์ของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนีมีความเหมือนและความแตกต่างกันในประเด็นใดบ้าง?
10. ประเทศไทยมีการแบ่งแยกกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ออกจากกันหรือไม่ และการจัดระบบกฎหมายเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีพาณิชย์อย่างไร?
——————————————————————————–
เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ
1. สัญญาในยุคโรมันให้ความสำคัญกับ “แบบพิธี” (Formal Contracts) โดยความสมบูรณ์ของสัญญาขึ้นอยู่กับการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดเป็นสำคัญ มิได้พิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา สำหรับสถานะของบุคคลนั้น ผู้ที่จะทำสัญญาได้ต้องมีสถานะครบ 3 ประการ คือ มีความเป็นอิสระ (ไม่ใช่ทาส), เป็นพลเมืองโรมัน และเป็นหัวหน้าครอบครัว (เฉพาะเพศชาย)
2. สัญญาในยุคฟิวดัลให้ความสำคัญกับชนชั้นของบุคคลมากกว่ารูปแบบของสัญญา โดยสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพ่อค้าจะเน้นการต่อรองและผลประโยชน์ทางการเงินเป็นหลัก ส่วนสัญญาที่ทำกับชนชั้นขุนนางจะเน้นเรื่องความศรัทธา ความซื่อสัตย์ และการรักษาคำมั่นสัญญาเป็นสำคัญ
3. สัญญาในยุคกฎหมายศาสนาอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตจักร โดยถือว่าสัญญาต้องผูกพันกับความคิดทางศีลธรรมและการรักษาคำพูด แนวคิดนี้ประกอบกับแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติที่เชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิด “ลัทธิเสรีนิยม” (Liberalism) และทฤษฎีเสรีภาพในการทำสัญญา (The Doctrine of Freedom of Contract)
4. หลักกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวกับสัญญา 4 ประการ ได้แก่:
◦ หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract): คู่สัญญามีอิสระในการเข้าทำสัญญา เลือกคู่สัญญา กำหนดข้อสัญญา และเลือกแบบของสัญญา
◦ หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will): การยอมรับการแสดงเจตนาของบุคคลที่ตกลงทำสัญญาโดยมุ่งให้เกิดผลผูกพันกัน และรัฐไม่อาจเข้าแทรกแซงได้
◦ หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda): เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องผูกพันตามข้อตกลงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่าย
◦ หลักสุจริต (Good Faith): บุคคลทุกคนต้องกระทำการใช้สิทธิและชำระหนี้โดยสุจริต
5. หลักเสรีภาพในการทำสัญญามีขอบเขตจำกัด โดยข้อตกลงหรือข้อสัญญาที่ทำขึ้นนั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย กล่าวคือ ข้อตกลงจะต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หากฝ่าฝืนข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ
6. รัฐจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง เนื่องจากสัญญาที่ตกลงกันระหว่างเอกชนอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือความเสียหายต่อคู่สัญญาฝ่ายที่ด้อยกว่า เช่น ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจน้อยกว่า สถานะทางการเงินไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น รัฐจึงต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุมสัญญา เพื่อรักษาความยุติธรรมในสังคม
7. พระราชบัญญัติดังกล่าวมอบอำนาจให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาสามารถกำหนดให้ธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” ได้ โดยสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคในธุรกิจนั้นจะต้องใช้ข้อสัญญาที่จำเป็น ไม่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินควร และห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
8. ตัวอย่างกฎหมายอื่นที่ใช้แนวคิดควบคุมสัญญาคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
9. ความเหมือน: ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นประเทศในระบบ Civil Law และมีการแบ่งแยกประมวลกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายพาณิชย์ออกจากกัน ความแตกต่าง: ฝรั่งเศสมีการจัดตั้ง “ศาลพาณิชย์” ขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อพิจารณาคดีทางการค้า ในขณะที่เยอรมนีไม่ได้แยกศาล แต่มีการแบ่งแผนกคดีในศาล และเน้นการมีส่วนร่วมของผู้พิพากษาสมทบที่มีความเชี่ยวชาญด้านพาณิชย์
10. ประเทศไทย ไม่ได้ มีการแบ่งแยกกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ออกจากกัน โดยได้รวมไว้ใน “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ฉบับเดียวกัน การจัดระบบเช่นนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาในการนำหลักกฎหมายแพ่งซึ่งมุ่งเน้นนิติกรรมในชีวิตประจำวัน มาใช้บังคับกับธุรกรรมทางการค้าซึ่งมีลักษณะเฉพาะและต้องการความรวดเร็ว ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
——————————————————————————–
คำถามเรียงความ
1. จงวิเคราะห์วิวัฒนาการของ “สัญญา” ตั้งแต่ยุคโรมันจนถึงยุคปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และปรัชญาในแต่ละยุคส่งผลต่อลักษณะและหลักการของสัญญาอย่างไร
2. “หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)” ถือเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายสัญญา แต่ในขณะเดียวกัน “แนวคิดเกี่ยวกับการควบคุมสัญญา (Control to Contract)” ก็มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมในสังคม จงอภิปรายถึงความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งและส่งเสริมกันของสองแนวคิดนี้ในบริบทของกฎหมายไทย
3. เปรียบเทียบแนวทางการจัดทำกฎหมายพาณิชย์และระบบศาลของประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และไทย ท่านมีความเห็นว่าแนวทางของประเทศใดมีความเหมาะสมกับบริบทการค้าและการลงทุนในปัจจุบันมากที่สุด เพราะเหตุใด
4. “หลักสุจริต (Good Faith)” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มีความสำคัญต่อการทำสัญญาทางพาณิชย์อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบ
5. จงวิเคราะห์บทบาทและผลกระทบของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและเนื้อหาของสัญญาทางพาณิชย์ในประเทศไทย
——————————————————————————–
อภิธานศัพท์
| คำศัพท์ | ความหมาย |
| กฎหมายพาณิชย์ (Commercial Law) | กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย เช่าทรัพย์ จ้างทำของ หุ้นส่วนบริษัท และตั๋วเงิน |
| การควบคุมสัญญา (Control to Contract) | แนวคิดที่รัฐใช้อำนาจออกกฎหมายเข้ามาแทรกแซงหลักเสรีภาพในการทำสัญญาของเอกชน เพื่อควบคุมให้สัญญาเกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้บริโภคหรือฝ่ายที่เสียเปรียบ |
| ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม | ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี |
| ทรัพยสัญญา (Real Contracts) | สัญญาในยุคโรมันที่มุ่งเน้นความผูกพันในทรัพย์ โดยความสมบูรณ์ของสัญญาเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สิน เช่น สัญญายืมใช้ สัญญาฝากของ |
| นิติกรรม (Juristic Act) | การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149) สัญญาทุกประเภทถือเป็นนิติกรรม |
| หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will) | หลักการที่ยอมรับการแสดงเจตนาของคู่สัญญาว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการสร้างผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกัน โดยที่รัฐไม่อาจเข้าแทรกแซงได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย |
| หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda) | หลักการที่ว่าเมื่อสัญญาได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมเปรียบเสมือนกฎหมายระหว่างคู่สัญญา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้นและจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยพลการไม่ได้ |
| หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) | หลักการที่บุคคลมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะเข้าทำสัญญาหรือไม่ จะเลือกทำสัญญากับใคร จะกำหนดเนื้อหาและข้อสัญญาอย่างไร และจะเลือกทำสัญญาตามแบบใด |
| หลักสุจริต (Good Faith) | หลักการที่ว่าในการใช้สิทธิและการชำระหนี้ บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยซื่อสัตย์และเป็นธรรม สามารถแบ่งได้ 2 ความหมายคือ 1) ความหมายทั่วไป เป็นมาตรฐานความประพฤติ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5) และ 2) ความหมายเฉพาะเรื่อง หมายถึงการไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง |
| สัญญา (Contract) | นิติกรรมประเภทหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป โดยมีคำเสนอและคำสนองที่ถูกต้องตรงกัน ก่อให้เกิดความผูกพันทางกฎหมาย |
| สัญญาตามแบบพิธี (Formal Contracts) | สัญญาในยุคโรมันที่เน้นความสำคัญของ “แบบ” เป็นหลัก ความสมบูรณ์ของสัญญาขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามพิธีกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา |
| สัญญาสสำเร็จรูป (Standard Form Contract) | สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน |
🎃หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) ถือเป็นหนึ่งใน หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับสัญญาในเบื้องต้น ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษากฎหมายพาณิชย์ หลักการนี้ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการทำสัญญาทุกประเภท
1. บริบทและรากฐานของหลักเสรีภาพในการทำสัญญา
หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) พัฒนามาจากแนวคิดของ ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งหมายถึงลัทธิเศรษฐกิจสังคมที่ต้องการให้รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวควบคุมการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของเอกชนน้อยที่สุด แนวคิดนี้ก่อให้เกิดทฤษฎีเสรีภาพในการทำสัญญา (The Doctrine of Freedom of Contract) ขึ้น
โดยลักษณะสำคัญของสัญญาในยุคปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นจากการพัฒนาแนวคิดของลัทธิเสรีนิยมในเรื่องนี้เอง หลักการนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าคู่สัญญามีฐานะในการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ทำให้สัญญาที่ทำขึ้นนั้นต้องเป็น เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา หรือเกิดจากความสมัครใจ โดยมิได้มีการข่มขู่หรือบังคับให้ทำสัญญา
หลักเสรีภาพในการทำสัญญานั้น หมายถึง คู่สัญญาต้องมีอิสระภาพหรือมีเสรีภาพ ในการที่จะเข้าทำสัญญา, ตกลงในข้อสัญญา, และรวมถึงข้อตกลงที่จะระงับการก่อให้เกิดสัญญา
ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ธนิตกุล ได้กล่าวถึงเสรีภาพในการทำสัญญาว่าครอบคลุมเสรีภาพ 4 ประการ ดังนี้:
1. เสรีภาพในการเข้าทำสัญญา
2. เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญา
3. เสรีภาพในการเลือกข้อสัญญา
4. เสรีภาพในการเลือกแบบของสัญญา
2. ตัวอย่างการใช้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาในกฎหมายไทย
หลักเสรีภาพในการทำสัญญานี้ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ในหลายมาตรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิสระในการตกลงของคู่สัญญา เช่น:
• สัญญาซื้อขาย (มาตรา 483): คู่สัญญาซื้อขายสามารถตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้ โดยปกติแล้วผู้ซื้อสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ด้วยหลักเสรีภาพนี้ คู่สัญญาจึงสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้
• สัญญาเช่าทรัพย์ (มาตรา 544): โดยหลักแล้วผู้เช่าไม่มีสิทธินำทรัพย์ที่เช่าออกให้เช่าช่วง แต่หากได้มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า ผู้เช่าย่อมสามารถที่จะกระทำได้
• ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย (มาตรา 457): โดยหลักแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยหลักเสรีภาพในการทำสัญญา คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ (อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6921/2558 ระบุว่า ข้อตกลงที่ให้ผู้จะซื้อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เป็นการกระทำนอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมายและไม่มีผลบังคับใช้)
3. ข้อจำกัดและการแทรกแซงหลักเสรีภาพโดยรัฐ
แม้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่สัญญาในการตกลงกันได้อย่างอิสระ แต่หลักการนี้ก็ถูกควบคุมโดยบทบัญญัติของกฎหมายเช่นกัน
ความตกลงหรือข้อสัญญาที่ทำขึ้นจะต้องไม่เป็นการ พ้นวิสัย หรือเป็นการ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หากข้อตกลงใดฝ่าฝืนข้อกำหนดเหล่านี้ สัญญานั้นย่อมมีผลเป็น โมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
การควบคุมสัญญาเป็นการแทรกแซงเสรีภาพ
ในยุคปัจจุบัน สัญญาที่ตกลงกันระหว่างเอกชนอาจก่อให้เกิด ความไม่เป็นธรรม ต่อคู่สัญญาฝ่ายที่เสียเปรียบ (ผู้บริโภค) เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันในฐานะการต่อรองหรือสถานะทางการเงิน
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง การควบคุมสัญญา (Control to Contract) จึงเกิดขึ้น การควบคุมสัญญาโดยรัฐนั้น ถือเป็นการแทรกแซงหลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) ของคู่สัญญา รัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจในการออกกฎหมายเพื่อควบคุมสัญญาเพื่อรักษาความยุติธรรม ตัวอย่างการแทรกแซงนี้ปรากฏในกฎหมายหลายฉบับ เช่น:
• พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541: ถือเป็นกฎหมายกลางของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค โดยกำหนดให้สัญญาต้องใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นและห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
• พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540: ได้นำหลักการควบคุมสัญญามาใช้กับข้อตกลงในสัญญาสัญญาสาเร็จรูปหรือสัญญาอื่นที่ทำให้อีกฝ่ายได้เปรียบคู่สัญญาเกินสมควร ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม
ดังนั้น หลักเสรีภาพในการทำสัญญา แม้จะเป็นหลักการพื้นฐานที่ทรงอำนาจและเป็นอิสระของปัจเจกชนในการแสดงเจตนา แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายสมัยใหม่ได้เข้ามากำหนดขอบเขตและแทรกแซงหลักการนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมและคุ้มครองคู่สัญญาที่อ่อนแอกว่า
🧣 การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์: วิวัฒนาการของกฎหมายสัญญาพาณิชย์
1. บทนำ: รากฐานและหลักการพื้นฐานของสัญญาพาณิชย์
1.1. ภาพรวมการวิเคราะห์
การทำความเข้าใจกฎหมายสัญญาพาณิชย์ในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และหลักการพื้นฐานที่หล่อหลอมแนวคิดเรื่องข้อตกลงทางการค้ามายาวนาน สัญญาไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นภาพสะท้อนของรูปแบบสังคม ปรัชญา และความจำเป็นทางเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ยุคที่ให้ความสำคัญกับสถานะของบุคคลและแบบพิธีอันเคร่งครัด มาสู่ยุคที่เชิดชูเจตนาอันเสรีของปัจเจกชน และท้ายที่สุดคือยุคแห่งความสมดุลที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเป็นธรรม วิวัฒนาการนี้แสดงให้เห็นพลวัตของกฎหมายที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การวิเคราะห์ในเอกสารฉบับนี้จะสำรวจเส้นทางดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานที่ค้ำจุนระบบสัญญาพาณิชย์ในปัจจุบัน
1.2. วิวัฒนาการของสัญญาในยุคสมัยต่างๆ
ลักษณะแก่นแท้ของสัญญาได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมและปรัชญาในแต่ละยุคสมัย ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบในตารางต่อไปนี้
| ยุคสมัย | ปัจจัยกำหนดความสมบูรณ์ของสัญญา | อิทธิพลต่อแนวคิดสัญญา |
| ยุคโรมัน | สถานะของบุคคล (ความเป็นอิสระ, พลเมือง, หัวหน้าครอบครัว) และการกระทำตามแบบพิธีที่กฎหมายกำหนด (Formal Contracts) | การเน้นความสำคัญของรูปแบบมากกว่าเจตนาที่แท้จริง และจำกัดความสามารถในการทำสัญญาไว้เฉพาะบุคคลบางกลุ่ม |
| ยุคฟิวดัล | ชนชั้นทางสังคมของคู่สัญญา (เช่น ขุนนาง, พ่อค้า) และความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาตามความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ | การเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความศรัทธาเป็นพื้นฐานของข้อผูกพัน สัญญาของพ่อค้าจะเน้นการต่อรองผลประโยชน์ |
| ยุคกฎหมายศาสนา | ความถูกต้องตามหลักศีลธรรมทางศาสนา ความยุติธรรม และการรักษาคำพูดที่ให้ไว้ต่อหน้าพยาน | การเกิดแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญา โดยอิงจากหลักกฎหมายธรรมชาติที่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุผลและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง |
| ยุคปัจจุบัน | เจตนาเสรีและความสมัครใจของคู่สัญญา (คําเสนอและคําสนองต้องตรงกัน) โดยปราศจากการบังคับหรือสำคัญผิด | การพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่เสียเปรียบ (กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค) และการรับรองสัญญาในรูปแบบใหม่ๆ (สัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์) |
1.3. หลักกฎหมายพื้นฐานที่ค้ำจุนสัญญา
กฎหมายสัญญาในยุคปัจจุบันตั้งอยู่บนเสาหลักทางความคิด 4 ประการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย (ป.พ.พ.) และคำพิพากษาศาลฎีกา
• หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) หลักการนี้ถือว่าคู่สัญญามีอิสระในการตัดสินใจว่าจะเข้าทำสัญญาหรือไม่ จะเลือกทำสัญญากับใคร มีเนื้อหาและรูปแบบอย่างไร โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าคู่สัญญามีอำนาจต่อรองที่เท่าเทียมกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนใน ป.พ.พ. คือ มาตรา 483 ที่อนุญาตให้คู่สัญญาซื้อขายตกลงกันให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิได้ หรือ มาตรา 544 ที่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาเช่าทรัพย์ตกลงให้ผู้เช่านำทรัพย์สินไปให้เช่าช่วงได้ ซึ่งโดยหลักแล้วไม่สามารถทำได้ ศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการนี้ในหลายคดี เช่นใน คำพิพากษาฎีกาที่ 725/2519 ที่วินิจฉัยว่าข้อตกลงให้ลูกจ้างที่บริษัทส่งไปฝึกงานต้องกลับมาทำงานให้ครบ 5 ปี ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและมีผลใช้บังคับได้ และใน คำพิพากษาฎีกาที่ 5915/2548 ที่ศาลรับรองข้อตกลงของคู่สัญญาซื้อขายที่ดินที่ให้ต่างฝ่ายต่างออกค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการตกลงที่แตกต่างไปจากหลักทั่วไปใน มาตรา 457 อย่างไรก็ตาม เสรีภาพนี้มีขอบเขตจำกัด โดย มาตรา 150 และ 151 กำหนดว่าข้อตกลงใดที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ดังเช่นใน คำพิพากษาฎีกาที่ 6921/2558 ที่วินิจฉัยว่าข้อตกลงที่ผลักภาระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้นิติบุคคลไปให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายชำระแต่เพียงผู้เดียว เป็นการทำนอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมายและไม่มีผลใช้บังคับ
• หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will) หลักการนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักเสรีภาพ โดยยอมรับว่าเจตนาที่แสดงออกโดยสมัครใจของคู่สัญญาเป็นอำนาจสูงสุดในการสร้างนิติสัมพันธ์และก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย เมื่อคู่สัญญาตกลงกันแล้ว รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง เว้นแต่ข้อตกลงนั้นจะขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หลักการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเคารพการตัดสินใจของปัจเจกชนในการจัดการผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งศาลไทยได้ยอมรับหลักการนี้ ดังปรากฏใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2930/2519 ที่รับรองการโอนหุ้นตามข้อสัญญา แม้ข้อบังคับบริษัทจะให้อำนาจกรรมการปฏิเสธการโอนได้ แต่การปฏิเสธภายหลังจากลงนามแล้วถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2548 ที่วินิจฉัยว่าเมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างคู่สัญญาต่างสัญชาติมีข้อตกลงให้ใช้กฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา
• หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda) หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดทางศาสนาที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อสัญญาเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาที่ตรงกันของคู่สัญญาแล้ว สัญญานั้นย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาเสมือนเป็นกฎหมายระหว่างกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด และจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ หลักการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงในระบบนิติกรรมสัญญา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2552 วินิจฉัยให้บังคับตามข้อตกลงในสัญญาให้ทุนฝึกอบรมที่กำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่าของค่าใช้จ่าย หากผู้รับทุนไม่กลับมาทำงานตามสัญญา โดยชี้ว่าเป็นทางเลือกที่ผู้รับทุนสามารถตัดสินใจได้เอง และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2559 ได้ยืนยันหลักการนี้ว่า เมื่อผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ตกลงทำสัญญาเช่ากันแล้ว “สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา” และต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้นจนกว่าจะครบกำหนด
• หลักสุจริต (Good Faith) หลักสุจริตเป็นมาตรฐานความประพฤติที่กฎหมายเรียกร้องจากบุคคลในการใช้สิทธิและชำระหนี้ โดยมีความหมาย 2 นัย คือ
1. ความหมายทั่วไป: หมายถึงการกระทำโดยซื่อสัตย์และเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ควบคุมการใช้สิทธิและการตีความสัญญา ดังบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 5, 6, และ 368 ศาลฎีกาได้ปรับใช้หลักการนี้อย่างกว้างขวาง เช่นใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13267/2557 ที่วินิจฉัยว่ากรรมการบริษัทซึ่งสิ้นสภาพไปแล้วยังนำเช็คของบริษัทไปขายลด ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2560 ที่วินิจฉัยว่าการที่โจทก์รู้ดีว่าเช็คไม่มีมูลหนี้แต่กลับนำมาฟ้องคดี ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2562 ที่ศาลตีความข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยสุจริตว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ระงับข้อพิพาทด้วยกันก่อน ไม่ใช่ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลก่อน
2. ความหมายอย่างแคบหรือเฉพาะเรื่อง: หมายถึงการกระทำโดยไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงบางประการที่อาจทำให้ตนเสียสิทธิ เช่น ในเรื่องลาภมิควรได้ (มาตรา 412) หรือการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น (มาตรา 1310) ดังใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9526/2544 ที่ศาลให้คำนิยาม “สุจริต” ในบริบทของมาตรา 1310 ว่าหมายถึงการปลูกสร้างโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิ เมื่อจำเลยทราบว่าที่ดินเป็นของผู้อื่น จึงถือว่ากระทำโดยไม่สุจริต เช่นเดียวกับใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2551 ที่ชี้ว่าความสุจริตต้องพิจารณา ณ ขณะที่ปลูกสร้าง หากตอนนั้นไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของผู้อื่นก็ถือว่าสุจริต ส่วน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2559 วินิจฉัยว่าจำเลยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพไปโดยสุจริต (ไม่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิ) และได้ใช้จ่ายเงินนั้นไปหมดแล้ว จึงไม่ต้องคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้
1.4. บทสรุปและเชื่อมโยง
จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของสัญญาและหลักกฎหมายพื้นฐานได้เดินทางผ่านช่วงเวลาที่ยาวนาน จากการให้ความสำคัญกับรูปแบบและสถานะ มาสู่การยอมรับเจตนาเสรีของปัจเจกชนเป็นหัวใจสำคัญ แม้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาจะเป็นรากฐานของระบบกฎหมายสมัยใหม่ แต่การนำหลักการดังกล่าวมาใช้อย่างสมบูรณ์ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนและอำนาจต่อรองของคู่สัญญาไม่เท่าเทียมกัน กลับเผยให้เห็นข้อจำกัดโดยธรรมชาติ การยึดมั่นในสมมติฐานที่ว่าคู่สัญญามีอำนาจต่อรองเท่าเทียมกันนั้นได้กลายเป็นมายาคติ ซึ่งนำไปสู่การที่ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าสามารถกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ สภาพการณ์เช่นนี้ได้สร้างความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการพัฒนากระบวนทัศน์ทางกฎหมายใหม่ นั่นคือการที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการควบคุมสัญญาเพื่อสร้างดุลยภาพและความเป็นธรรมในสังคม
——————————————————————————–
2. กระบวนทัศน์ใหม่: แนวคิดการควบคุมสัญญาเพื่อความเป็นธรรม
2.1. ภาพรวมการวิเคราะห์
หลักเสรีภาพในการทำสัญญาอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองสูงกว่าผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด ได้นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ บ่อยครั้งที่ผู้บริโภคต้องยอมรับ “สัญญาสําเร็จรูป” ที่มีข้อสัญญาเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่มีโอกาสต่อรองหรือแก้ไข ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ จากการปล่อยให้เป็นเรื่องของเจตนาเสรีระหว่างเอกชน ไปสู่การแทรกแซงโดยรัฐผ่านกลไกทางกฎหมาย รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อ “ควบคุมสัญญา” เพื่อสร้างสมดุลและคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่เสียเปรียบ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาอีกขั้นของกฎหมายสัญญาที่มุ่งรักษาความยุติธรรมในสังคม
2.2. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะกลไกหลัก
2.2.1. บริบทและเหตุผลในการออกกฎหมาย
การตรา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และการแก้ไขเพิ่มเติมใน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2541 เกิดขึ้นจากความจำเป็นเร่งด่วนในสังคม เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจได้นำเทคนิคทางการตลาดและการโฆษณามาใช้ส่งเสริมการขาย ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เพราะไม่อาจทราบข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพและราคาของสินค้าได้อย่างถ่องแท้และทันท่วงที แม้จะมีกฎหมายอื่นคุ้มครองอยู่บ้าง แต่การดำเนินคดีก็มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาสูง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ การแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2541 ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้บริโภคร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายกลางที่ให้อำนาจองค์กรของรัฐในการกำกับดูแลและกำหนดสิทธิของผู้บริโภคในการทำสัญญาไว้อย่างชัดเจน
2.2.2. อำนาจในการควบคุมสัญญา
หัวใจสำคัญของการควบคุมสัญญาปรากฏอยู่ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ซึ่งให้อำนาจแก่ “คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา” ในการประกาศให้ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการใดๆ เป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” เมื่อธุรกิจใดถูกประกาศแล้ว สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคจะต้องมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ต้องใช้ข้อสัญญาที่จำเป็น: สัญญาต้องมีข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากไม่มีแล้วจะทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควร
2. ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม: สัญญาต้องไม่มีข้อสัญญาที่สร้างภาระหรือเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญายังมีอำนาจกำหนด “แบบสัญญา” ที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ เพื่อเป็นหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงหลักเสรีภาพในการทำสัญญาโดยตรงเพื่อประโยชน์สาธารณะ
2.3. การขยายขอบเขตการควบคุมสัญญาในกฎหมายเฉพาะทาง
แนวคิดการควบคุมสัญญาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังถูกนำไปปรับใช้ในกฎหมายเฉพาะทางฉบับอื่นๆ เพื่อจัดการกับปัญหาในแต่ละภาคธุรกิจอย่างตรงจุด ดังนี้
• พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540: กฎหมายฉบับนี้ได้วางกรอบทั่วไปในการควบคุมสัญญา โดยนิยาม “ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” ใน มาตรา 4 ว่าคือข้อตกลงที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร และที่สำคัญคือให้อำนาจแก่ศาลในการพิจารณาและสั่งให้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น “มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น” ซึ่งเป็นกลไกที่ยืดหยุ่นและช่วยสร้างความเป็นธรรมหลังสัญญาได้ถูกทำขึ้นแล้ว
• พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545: ควบคุมสัญญาโดยกำหนดรายละเอียดที่จำเป็นในเอกสารการซื้อขาย มาตรา 31 ให้อำนาจคณะกรรมการในการกำหนดรายการที่ต้องมีในเอกสาร เช่น วิธีการเลิกสัญญา การคืนสินค้า และการรับประกันสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและชัดเจนก่อนตัดสินใจ
• พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551: เป็นการควบคุมสัญญาอย่างเด็ดขาด โดย มาตรา 9 บัญญัติให้ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อ “ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิด” ของผู้ประกอบการต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมาอ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบได้เลย
• พระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551: ควบคุมรูปแบบและเนื้อหาของ “สัญญาดูแลผลประโยชน์” (Escrow Agreement) อย่างชัดเจน โดย มาตรา 6 บังคับให้สัญญาต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีรายการที่จำเป็นครบถ้วน เช่น สิทธิหน้าที่ของคู่สัญญาและผู้ดูแลผลประโยชน์ หลักเกณฑ์การโอนเงิน เพื่อสร้างความโปร่งใสและคุ้มครองคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
• พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551: ควบคุมสัญญาซื้อขายห้องชุดโดยการบังคับใช้ “แบบสัญญา” ที่รัฐมนตรีกำหนด ตาม มาตรา 6/2 สัญญาจะต้องทำตามแบบ อ.ช. 22 (สัญญาจะซื้อจะขาย) และ อ.ช. 23 (สัญญาซื้อขาย) หากสัญญาส่วนใดไม่ได้ทำตามแบบและไม่เป็นคุณต่อผู้ซื้อ สัญญาส่วนนั้นจะไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
2.4. บทสรุปและเชื่อมโยง
แนวคิดการควบคุมสัญญาโดยรัฐสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของระบบกฎหมายในการปรับตัวให้ทันต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการสร้างสมดุลระหว่างหลักเสรีภาพของเอกชนกับความจำเป็นในการคุ้มครองฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเพื่อรักษาความเป็นธรรมในสังคม การเกิดขึ้นของกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ล้มล้างหลักการพื้นฐานของสัญญา แต่เป็นการสร้างกรอบเพื่อให้เสรีภาพนั้นถูกใช้อย่างเป็นธรรมและรับผิดชอบ พัฒนาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มสากล ซึ่งนำไปสู่คำถามต่อไปว่าภูมิทัศน์ของกฎหมายพาณิชย์ในภาพรวมของประเทศต่างๆ และของไทยมีวิวัฒนาการที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
——————————————————————————–
3. ภูมิทัศน์กฎหมายพาณิชย์: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและกรณีของประเทศไทย
3.1. ภาพรวมการวิเคราะห์
แต่ละประเทศมีแนวทางการพัฒนากฎหมายพาณิชย์ที่แตกต่างกันออกไปตามบริบททางประวัติศาสตร์และระบบกฎหมายของตน ประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นความแตกต่างนี้คือการเลือกว่าจะ “แยก” ประมวลกฎหมายพาณิชย์ออกจากประมวลกฎหมายแพ่งหรือไม่ การตัดสินใจในเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของระบบกฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี และการจัดตั้งองค์กรศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันต่อธรรมชาติของธุรกรรมทางการค้า
3.2. แนวทางการพัฒนากฎหมายพาณิชย์ในต่างประเทศ
3.2.1. ระบบการแบ่งแยกกฎหมาย (กรณีประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนี)
หลายประเทศในระบบซีวิลลอว์เลือกที่จะแยกกฎหมายพาณิชย์เป็นเอกเทศจากกฎหมายแพ่ง โดยมีเหตุผลและรูปแบบที่แตกต่างกัน
| ประเทศ | แนวทางการแบ่งแยกและองค์กรศาล |
| ประเทศฝรั่งเศส | มีการแยก ประมวลกฎหมายแพ่ง และ ประมวลกฎหมายพาณิชย์ ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยมีเหตุผลทั้งในทางประวัติศาสตร์ที่กฎหมายพาณิชย์พัฒนามาจากธรรมเนียมของพ่อค้า และเหตุผลทางเทคนิคที่ต้องการกฎเกณฑ์ที่รวดเร็วและยืดหยุ่นกว่ากฎหมายแพ่ง นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังจัดตั้ง “ศาลพาณิชย์” (Tribunal de commerce) ขึ้นเป็นศาลพิเศษ ซึ่งมีผู้พิพากษาที่มาจากแวดวงพ่อค้าวานิชร่วมพิจารณาคดี |
| ประเทศเยอรมนี | มีการแยก ประมวลกฎหมายพาณิชย์ (HGB) ออกจากประมวลกฎหมายแพ่งเช่นกัน โดย HGB จะมีหลักการเฉพาะที่แตกต่างออกไป เช่น การให้เสรีภาพในการแสดงเจตนาอย่างเต็มที่ และการสร้างความยืดหยุ่นในนิติสัมพันธ์มากกว่า อย่างไรก็ตาม เยอรมนีไม่ได้จัดตั้งศาลพาณิชย์แยกต่างหาก แต่ใช้ระบบ “แผนกคดีพาณิชย์” ภายในศาลทั่วไป โดยมีผู้พิพากษาสมทบที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้ามาร่วมพิจารณา |
3.2.2. ระบบกฎหมายที่ไม่แบ่งแยก (กรณีประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา)
ประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) โดยทั่วไปไม่ได้มีการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แยกจากกันเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายของประเทศเหล่านี้ได้พัฒนากลไกเฉพาะทางขึ้นมาเพื่อจัดการกับคดีธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
• ประเทศอังกฤษ: แม้จะไม่มีประมวลกฎหมายพาณิชย์แยกต่างหาก แต่ได้มีการจัดตั้ง “ศาลพาณิชย์” (Commercial Court) ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของศาลสูง (High Court) เพื่อพิจารณาคดีทางการค้าโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและนิยมในแวดวงธุรกิจระหว่างประเทศ
• ประเทศสหรัฐอเมริกา: ไม่มีการแบ่งแยกกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในภาพรวม แต่ในบางรัฐได้มีการจัดตั้ง “Business Court” ซึ่งอาจเป็นแผนกหรือโครงการพิเศษในศาล เพื่อมอบหมายคดีธุรกิจที่ซับซ้อนให้ผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญพิจารณา ทำให้การจัดการคดีมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
3.3. ความเป็นมาและสถานะของกฎหมายพาณิชย์ในประเทศไทย
3.3.1. ระบบกฎหมายแบบบูรณาการ
ประเทศไทยเลือกใช้ระบบกฎหมายแบบบูรณาการ โดยไม่ได้มีการแบ่งแยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ออกจากกัน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการค้าส่วนใหญ่จึงถูกบัญญัติรวมไว้ใน บรรพ 3 “เอกเทศสัญญา” ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ซื้อขาย เช่าทรัพย์ ตัวแทน ประกันภัย เป็นต้น
3.3.2. ผลกระทบและข้อวิพากษ์วิจารณ์
การใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับเดียวกับธุรกรรมทุกประเภทก่อให้เกิดปัญหาและความท้าทาย เนื่องจากหลักเกณฑ์หลายอย่างใน ป.พ.พ. ถูกร่างขึ้นโดยคำนึงถึงนิติกรรมในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าที่ต้องการความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น และการยึดถือความเชื่อใจมากกว่ารูปแบบที่เคร่งครัด ดังที่สะท้อนจาก คำพิพากษาฎีกาที่ 3651/2537 ซึ่งศาลต้องปรับใช้หลักฐานการฟ้องร้องคดีซื้อขายตาม ป.พ.พ. กับสัญญาซื้อขายข้าวระหว่างประเทศที่ทำผ่านโทรพิมพ์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้ในทางปฏิบัติทางการค้าจะถือว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วก็ตาม กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าระบบกฎหมายพาณิชย์อาจถูกครอบงำด้วยหลักกฎหมายแพ่ง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนได้
3.3.3. พัฒนาการขององค์กรศาลในปัจจุบัน
แม้จะไม่มีการแยกประมวลกฎหมาย แต่ประเทศไทยได้มีความพยายามในการพัฒนาองค์กรตุลาการให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น พัฒนาการที่สำคัญคือการจัดตั้ง “ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง” ขึ้นในปี พ.ศ. 2540 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีที่มีความซับซ้อนและต้องการความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้าน โดยมีเขตอำนาจครอบคลุมคดีสำคัญๆ เช่น
• คดีแพ่งและอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร)
• คดีแพ่งเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ (ซื้อขาย, บริการ, ขนส่ง, ประกันภัยระหว่างประเทศ)
• คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิต และการกักเรือ
• คดีแพ่งเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าจากต่างประเทศ
การจัดตั้งศาลเฉพาะทางนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
3.4. บทสรุปและข้อสังเกต
วิวัฒนาการของกฎหมายสัญญาพาณิชย์เป็นเส้นทางที่ยาวไกลและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างลึกซึ้ง จากยุคโรมันที่เน้น “รูปแบบและสถานะ” มาสู่ยุคกฎหมายศาสนาที่วางรากฐาน “เสรีภาพในการแสดงเจตนา” และท้ายที่สุดคือยุคปัจจุบันที่พยายามสร้าง “ความสมดุล” ระหว่างเสรีภาพของเอกชนกับความเป็นธรรมในสังคมผ่านกลไกการควบคุมสัญญาโดยรัฐ ในบริบทของประเทศไทย แม้จะเลือกใช้ระบบกฎหมายแบบบูรณาการซึ่งมีข้อท้าทายในการปรับใช้กับธุรกรรมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่การจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษอย่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบกฎหมายให้ทัดเทียมสากลและสามารถรองรับพลวัตของโลกการค้ายุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
🥽concept explainer
แก่นความคิดพื้นฐาน 4 ประการของกฎหมายสัญญา
บทนำ: รากฐานของข้อตกลงที่ผูกพัน
สัญญาทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขายของเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล ล้วนตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานทางกฎหมายที่สำคัญ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและทำให้ข้อตกลงเหล่านั้นมีผลผูกพันและสามารถบังคับใช้ได้จริง หลักการเหล่านี้เปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนระบบกฎหมายสัญญาให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ
เอกสารนี้จะอธิบายแก่นความคิดพื้นฐาน 4 ประการที่นักกฎหมายมือใหม่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนิติสัมพันธ์ผ่านข้อตกลงต่างๆ ดังนี้
• หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)
• หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will)
• หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)
• หลักสุจริต (Good Faith)
1. หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)
แนวคิดหลักของ “หลักเสรีภาพในการทำสัญญา” คือการยอมรับว่า โดยพื้นฐานแล้วคู่สัญญามีอิสระที่จะตกลงกันอย่างไรก็ได้ ตราบเท่าที่ข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย หลักการนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าคู่สัญญามีฐานะในการต่อรองที่เท่าเทียมกัน และสัญญาที่เกิดขึ้นคือเจตนาที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย
ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ธนติกุล ได้อธิบายว่าเสรีภาพในการทำสัญญานั้นประกอบด้วยเสรีภาพ 4 ประการ ดังนี้:
• เสรีภาพในการเข้าทำสัญญา: บุคคลมีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะทำสัญญาหรือไม่ก็ได้ โดยปราศจากการบังคับ
• เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญา: บุคคลสามารถเลือกได้ว่าต้องการจะทำสัญญากับใคร
• เสรีภาพในการเลือกข้อสัญญา: คู่สัญญาสามารถกำหนดรายละเอียด เงื่อนไข สิทธิ และหน้าที่ต่างๆ ในสัญญาได้ตามที่ตกลงกัน
• เสรีภาพในการเลือกแบบของสัญญา: คู่สัญญาสามารถเลือกได้ว่าจะทำสัญญาในรูปแบบใด เช่น วาจา หรือลายลักษณ์อักษร เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดแบบไว้เป็นการเฉพาะสำหรับสัญญานั้นๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) คือ มาตรา 457 ที่กำหนดว่าค่าธรรมเนียมในการทำสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อและผู้ขายออกเท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยหลักเสรีภาพในการทำสัญญา คู่สัญญาก็สามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมทั้งหมด
ขีดจำกัดของเสรีภาพ
อย่างไรก็ตาม เสรีภาพนี้ ไม่ใช่เสรีภาพที่ไร้ขีดจำกัด โดยมีขอบเขตที่สำคัญตามที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 150 ซึ่งบัญญัติว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
ดังนั้น แม้คู่สัญญาจะมีอิสระในการตกลง แต่ข้อตกลงนั้นจะต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือหลักการพื้นฐานของสังคม มิฉะนั้นจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เสรีภาพในการทำสัญญานี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักการที่ยอมรับเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำเราไปสู่หลักการข้อต่อไป
2. หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will)
“หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา” คือการยอมรับว่าเจตนาที่บุคคลแสดงออกโดยสมัครใจและมุ่งหมายให้มีผลผูกพันกันนั้น เป็นสิ่งสูงสุดในการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ หลักการนี้ให้ความสำคัญกับเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นอย่างยิ่ง
หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดในศตวรรษที่ 16 โดยนักกฎหมายชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ล เดอมูแลง (Charles Dumoulin) ซึ่งเห็นว่าการแสดงเจตนาของคู่สัญญานั้นเป็นอำนาจสูงสุด เมื่อคู่สัญญาตกลงกันด้วยความสมัครใจแล้ว รัฐหรือบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงข้อตกลงนั้นได้ ตราบใดที่ข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย
โดยสรุป ความสำคัญของหลักการนี้คือ:
• เป็นเครื่องมือที่รับรองเสรีภาพของปัจเจกชนในการจัดการผลประโยชน์ของตนเอง
• เป็นพื้นฐานที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างข้อผูกพันทางกฎหมายขึ้นได้ด้วยเจตนาของตนเอง
เมื่อเจตนาของคู่สัญญาที่แสดงออกมานั้นศักดิ์สิทธิ์และได้รับการยอมรับแล้ว ผลของเจตนานั้น (คือ “สัญญา”) ก็ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งนำไปสู่หลักการข้อที่สาม
3. หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)
Pacta sunt servanda เป็นวลีภาษาละตินที่มีความหมายตรงตัวว่า “สัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตาม”
หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดทางศาสนาคริสต์ที่ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ซึ่งมีความเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ได้ปฏิญาณหรือสาบานตนต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว จะต้องผูกพันตามคำมั่นนั้นและไม่สามารถผิดคำพูดได้ แนวคิดทางศีลธรรมอันเข้มแข็งนี้ได้พัฒนามาเป็นหลักกฎหมายที่สำคัญ
แก่นของหลักการนี้คือ เมื่อสัญญาได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายแล้ว สัญญานั้นเปรียบเสมือน “กฎหมาย” ที่ใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาโดยเฉพาะ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกสัญญาตามอำเภอใจไม่ได้ หากไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง
หลักการนี้มีความเชื่อมโยงและสนับสนุน “หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา” โดยตรง เพราะเป็นกลไกที่ทำให้เจตนาที่แสดงออกมานั้นมีผลบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ทำให้ข้อตกลงไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นข้อผูกพันที่จริงจัง
หลักการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างกว้างขวาง ดังที่ปรากฏใน ข้อ 26 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับระหว่างรัฐ
Article 26 “Pacta sunt servanda” Every treaty in force is binding upon the parties to it and must be performed by them in good faith. (สนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับทุกฉบับย่อมผูกพันภาคีแห่งสนธิสัญญาและภาคีนั้นจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นด้วยความสุจริต)
แน่นอนว่าการปฏิบัติตามสัญญานั้นจะต้องกระทำบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และความเป็นธรรมด้วย ซึ่งเป็นที่มาของหลักการข้อสุดท้าย
4. หลักสุจริต (Good Faith)
“หลักสุจริต” (bona fides) คือมาตรฐานความประพฤติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม และการไม่หลอกลวงซึ่งกันและกัน หลักการนี้มีที่มาปรากฏขึ้นครั้งแรกในระบบกฎหมายโรมันราวศตวรรษที่ 2 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าคู่สัญญาจะปฏิบัติต่อกันด้วยความซื่อสัตย์
หลักสุจริตทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องกำกับดูแลการใช้สิทธิและการชำระหนี้ตามสัญญาของคู่สัญญาทุกฝ่าย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 5 ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต”
ในทางกฎหมาย คำว่า “สุจริต” สามารถตีความได้ 2 ความหมาย ดังนี้
| ความหมายของหลักสุจริต | คำอธิบาย |
| ความหมายทั่วไป | เป็นมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคลในการใช้สิทธิและการชำระหนี้ตามสัญญา ซึ่งศาลจะใช้ในการตีความเจตนาของคู่สัญญาและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม (อ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 5 และ 368) |
| ความหมายอย่างแคบ | เป็นสภาวะทางจิตใจของบุคคลที่ไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงบางอย่างที่อาจทำให้ตนเสียเปรียบหรือทำให้การกระทำของตนไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การรับทรัพย์สินไว้โดยไม่ทราบว่าเป็นลาภมิควรได้ (อ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 412) หรือการที่บุคคลภายนอกได้มาซึ่งทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต (อ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 1299) |
บทสรุป: ดุลยภาพแห่งสัญญา
หลักการพื้นฐานทั้ง 4 ประการ ได้แก่ หลักเสรีภาพในการทำสัญญา, หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา, หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา และหลักสุจริต ล้วนทำงานประสานกันเพื่อสร้างระบบกฎหมายสัญญาที่มีประสิทธิภาพและยุติธรรม
เราสามารถสรุปภาพรวมได้ว่า หลักการเหล่านี้สร้างสมดุลระหว่างสองขั้วที่สำคัญ:
• เสรีภาพ (Freedom): สะท้อนผ่าน หลักเสรีภาพในการทำสัญญา และ หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา ซึ่งให้อิสระแก่บุคคลในการสร้างข้อผูกพันด้วยตนเอง
• ความรับผิดชอบและความเป็นธรรม (Responsibility & Fairness): สะท้อนผ่าน หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา ซึ่งสร้างความแน่นอนและบังคับให้ต้องรับผิดชอบต่อข้อตกลง และ หลักสุจริต ที่กำกับให้การใช้สิทธิและหน้าที่เป็นไปอย่างเป็นธรรม
ดุลยภาพระหว่างเสรีภาพและความรับผิดชอบนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงระหว่างบุคคลกลายเป็น “สัญญา” ที่ศักดิ์สิทธิ์และสามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย
🎎 คำถามที่ท่านได้รับเกี่ยวกับความหมายของ หลักสุจริต (Good Faith) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้น เป็นคำถามที่ต้องการให้ครอบคลุมการประยุกต์ใช้หลักการนี้ในทุกมิติที่กฎหมายรับรองไว้
คำตอบที่ถูกต้องคือ “ทั้งความหมายอย่างกว้าง (มาตรฐานความประพฤติ) และความหมายอย่างแคบ (การไม่รู้ข้อเท็จจริง)” เนื่องจากแหล่งข้อมูลระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหลักสุจริตในกฎหมายไทยปรากฏในสองลักษณะนี้ ซึ่งการเลือกตอบเพียงความหมายเดียวจึงไม่ถูกต้องและเป็นสาเหตุที่คำตอบของท่านผิดพลาด
ต่อไปนี้คือคำอธิบายโดยละเอียดตามแหล่งข้อมูลที่ท่านให้มา เกี่ยวกับลักษณะความหมายทั้งสองของหลักสุจริตในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.):
การจำแนกความหมายของหลักสุจริตตาม ป.พ.พ.
แหล่งข้อมูลระบุว่า หลักสุจริต (Good Faith หรือ bona fides) เป็นคำที่มีความหมายกว้าง แต่เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายแพ่งสวิสและเยอรมัน สามารถแบ่งความหมายของคำว่า “สุจริต” ได้เป็น 2 ประการ:
1. หลักสุจริตตามความหมายทั่วไป (ความหมายอย่างกว้าง)
หลักสุจริตในความหมายอย่างกว้างนี้ เป็น มาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคล โดยถือเป็นหลักการสำคัญที่กำหนดให้บุคคลต้องประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์ในการใช้สิทธิและการปฏิบัติตามหน้าที่
ตัวอย่างบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ที่ใช้หลักสุจริตในความหมายทั่วไป:
• มาตรา 5: บัญญัติว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทําโดยสุจริต“
• มาตรา 6: บัญญัติว่า “ท่านให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทําการโดยสุจริต“
• มาตรา 368: บัญญัติว่า “สัญญานั้นท่านให้ ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย”
2. หลักสุจริตตามความหมายอย่างแคบหรือเฉพาะเรื่อง
หลักสุจริตในความหมายอย่างแคบนี้จะหมายถึง ความไม่รู้ข้อเท็จจริงของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง
กล่าวคือ ในบริบทของกฎหมายบางเรื่อง (เช่น ทรัพย์สิน หรือลาภมิควรได้) “สุจริต” ไม่ได้หมายถึงมาตรฐานความประพฤติที่ดี แต่หมายถึง สภาวะทางจิตใจที่เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าตนมีสิทธิ หรือไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไร
ตัวอย่างบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ที่ใช้หลักสุจริตในความหมายอย่างแคบหรือเฉพาะเรื่อง:
• มาตรา 412 (เรื่องลาภมิควรได้): กำหนดว่า หากบุคคลได้รับเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็นลาภมิควรได้โดยสุจริต จะต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนเท่านั้น (หมายถึง ไม่ต้องคืนเต็มจำนวนหากได้ใช้จ่ายไปก่อนที่จะถูกเรียกคืน)
• มาตรา 1299 (เรื่องการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิ): กำหนดว่า สิทธิของผู้ที่ยังมิได้จดทะเบียนนั้น จะมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว (ความสุจริตในที่นี้หมายถึงการไม่รู้ว่ามีสิทธิอื่นอยู่ก่อนแล้ว)
• มาตรา 1310 (เรื่องสร้างโรงเรือนในที่ดินผู้อื่น): กำหนดให้บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ เจ้าของที่ดินต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง (ความสุจริตในที่นี้หมายถึง การเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองหรือเชื่อว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างโดยไม่ทราบว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น)
สรุปเหตุผลที่คำตอบของท่านผิด
คำตอบที่ท่านเลือกคือ “เฉพาะความหมายอย่างกว้าง คือเป็นมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคลเท่านั้น” [User’s Answer]
คำตอบนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากแหล่งข้อมูลชี้ให้เห็นว่า หลักสุจริตตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ถูกนำไปใช้ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความไม่รู้ข้อเท็จจริง (ความหมายอย่างแคบ) ด้วย การระบุว่าหลักสุจริตมี “เฉพาะ” ความหมายอย่างกว้าง จึงเป็นการละเลยการใช้งานจริงของหลักการนี้ในบทบัญญัติเฉพาะเรื่องของ ป.พ.พ. (เช่น มาตรา 412, 1299, 1310)
ดังนั้น คำตอบที่สมบูรณ์จึงต้องครอบคลุมทั้งสองลักษณะที่กฎหมายไทยรับรองไว้ คือ ทั้งความหมายอย่างกว้าง (เป็นมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติ) และความหมายอย่างแคบ (การไม่รู้ข้อเท็จจริง)
🤶🏽 คำถามนี้เกี่ยวข้องกับ ลักษณะของสัญญาในยุคต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสัญญาทางพาณิชย์ในหน่วยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดประเภทของสัญญาใน ยุคโรมัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาแนวคิดเรื่องสัญญา (Contractus)
ลักษณะเด่นของทรัพยสัญญา (Real Contracts) ในยุคโรมัน
ทรัพยสัญญา หรือในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Contracts Réels เป็นหนึ่งในสามลักษณะหลักของสัญญาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายโรมัน (ร่วมกับสัญญาตามแบบพิธีและสัญญาที่เกิดจากความยินยอม)
จุดเด่นและหลักการสำคัญที่ทำให้คำตอบที่ท่านเลือกถูกต้อง คือ:
การสมบูรณ์ของสัญญาอยู่ที่การส่งมอบทรัพย์
ทรัพยสัญญา เป็นสัญญาที่มีลักษณะ มุ่งเน้นต่อความผูกพันในทรัพย์ ดังนั้น องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้สัญญานี้มีผลสมบูรณ์หรือก่อตัวขึ้นได้ตามกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่การแสดงเจตนาเสนอสนองที่ตรงกันเพียงอย่างเดียว (เช่นเดียวกับสัญญาที่เกิดจากความยินยอม) แต่ต้องมีการ ส่งมอบทรัพย์ ที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาด้วย
• กล่าวคือ สัญญาในลักษณะนี้เป็นสัญญาที่มุ่งเน้นในการกำหนดความสัมพันธ์ของคู่สัญญา เนื่องจากคู่สัญญามีความจำเป็นที่จะต้อง ส่งมอบทรัพย์
• สัญญาลักษณะทรัพยสัญญา มิได้ให้ความสำคัญกับแบบของสัญญา เหมือนกับ “สัญญาตามแบบพิธี” (Formal Contracts)
ในทางกฎหมาย การที่สัญญาต้องสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบทรัพย์ หมายความว่า หากคู่สัญญาตกลงทำสัญญาแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ตกลงกันนั้น สัญญายังไม่ถือว่าเกิด (Perfected) หรือสมบูรณ์ในทางกฎหมาย
ประเภทของทรัพยสัญญา
ตามประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนียน (Justinian) สัญญาที่มีลักษณะเป็นทรัพยสัญญา (Real Contracts) สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่:
1. สัญญาณยืมของไว้บริโภค (mutuum)
2. สัญญายืมใช้ (commodatum)
3. สัญญาฝากของ (depositum)
4. สัญญาประกันด้วยของ (pignus)
โดยสรุป ความเข้าใจหลักการที่ว่า การส่งมอบทรัพย์ เป็นเงื่อนไขสำคัญในการก่อให้เกิดความผูกพันตามกฎหมายสำหรับทรัพยสัญญา เป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจการจัดประเภทของสัญญาในยุคโรมัน
