study guide
5.1 create your own
5.2 create own

😀การตายของผู้เสียหายกับการฟ้องคดีอาญา” และ “การเป็นโจทก์ร่วม” เป็นหัวข้อสำคัญที่เกี่ยวข้องกันมากครับ

เป็นคำถามที่ดีมากครับ ในแหล่งข้อมูลของเรา หัวข้อนี้ถูกจัดอยู่ใน เรื่องที่ 5.1.2 การตายของผู้เสียหายกับการฟ้องคดีอาญา การเป็นโจทก์ร่วมและการพิจารณาคดี

จากแหล่งข้อมูลที่ให้มา เรามาดูประเด็นหลักเกี่ยวกับ การเป็นโจทก์ร่วม ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายกันครับ:

1. บริบทของการเป็นโจทก์ร่วมเมื่อผู้เสียหายเสียชีวิต

เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลบางประเภทสามารถเข้าดำเนินคดีอาญาแทนผู้เสียหายได้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งสิทธิดังกล่าวเรียกว่า สิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมแทนความตาย

การเป็นโจทก์ร่วม หมายถึง การที่ผู้เสียหายกับพนักงานอัยการ หรือผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับพนักงานอัยการ ร่วมกันดำเนินคดีอาญา

2. บุคคลที่มีอำนาจเป็นโจทก์ร่วมเมื่อผู้เสียหายเสียชีวิต

เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย บุคคลที่มีสิทธิเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย หรือมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ คือ ผู้สืบสันดาน (spouse, ascendants, or descendants) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 29

บุคคลเหล่านี้จะใช้สิทธิดังกล่าวได้ใน 2 กรณี:

1. ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องไว้เองแล้ว แต่ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดี.

2. ผู้เสียหายถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ยื่นฟ้อง.

ข้อจำกัดของสิทธิผู้สืบสันดาน:

• ผู้สืบสันดานเหล่านี้จะมีสิทธิฟ้องคดีได้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน (compensation) เท่านั้น (เว้นแต่การฟ้องนั้นเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย).

• หากผู้เสียหายมีชีวิตอยู่และเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) ผู้สืบสันดานจึงจะมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้.

3. ลักษณะของการเป็นโจทก์ร่วม

การเข้าเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 สามารถทำได้โดย:

1. ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ.

2. พนักงานอัยการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย. (ในกรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ผู้สืบสันดานที่มีสิทธิจะเข้ามาแทนที่).

ข้อสังเกตสำคัญในกรณีผู้เสียหายเสียชีวิต: สิทธิของผู้สืบสันดานในการเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการนั้น จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ หากบุคคลเหล่านั้นไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ก็จะไม่มีอำนาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในส่วนของคดีอาญา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณพอจะสรุปในความเข้าใจของคุณได้ไหมครับว่า “ผู้สืบสันดาน” จะมีบทบาทอย่างไรในการเป็นโจทก์ร่วมเมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงถึงแก่ความตาย?

study guide

คู่มือทบทวนความรู้: การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

คำชี้แจง: จงตอบคำถามต่อไปนี้โดยให้คำตอบมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค

1. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บุคคลใดบ้างที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

2. จงอธิบายเงื่อนไขสำคัญของการเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” และ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตามที่กฎหมายกำหนด

3. ในกรณีที่ผู้เสียหายในคดีอาญาถึงแก่ความตายก่อนยื่นฟ้อง สิทธิในการฟ้องคดีจะตกเป็นของบุคคลใดบ้าง และมีเงื่อนไขอย่างไร

4. ตามมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำฟ้องคดีอาญาต้องมีสาระสำคัญอะไรบ้าง ยกตัวอย่างมา 3 ประการ

5. โดยหลักทั่วไปแล้ว ศาลใดมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร

6. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเพราะเหตุใดได้บ้าง ตามมาตรา 39 จงยกตัวอย่างมา 3 กรณี

7. หลัก “ฟ้องซ้ำ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) มีความหมายว่าอย่างไร และส่งผลต่อการดำเนินคดีอย่างไร

8. ผู้ใดมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลใดได้บ้าง

9. อายุความในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามีกำหนดไว้อย่างไร และเริ่มนับเมื่อใด

10. การพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ อย่างไร

——————————————————————————–

เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ

1. บุคคลผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลมี 2 ประเภท คือ (1) พนักงานอัยการ และ (2) ผู้เสียหาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 โดยพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ฟ้องคดีอาญาเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด ส่วนผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดนั้น

2. “ผู้เสียหายโดยตรง” คือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งโดยตรง ส่วน “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” คือบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ตามกฎหมาย เช่น ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้

3. หากผู้เสียหายตายก่อนยื่นฟ้อง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา สามารถจัดการแทนได้โดยยื่นฟ้องคดีได้เอง หรือร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไปได้ ทั้งนี้ เฉพาะในความผิดที่ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องได้เอง เช่น ความผิดต่อส่วนตัว หรือความผิดอาญาแผ่นดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ตายโดยเฉพาะ

4. สาระสำคัญของคำฟ้องตามมาตรา 158 ป.วิ.อ. ประกอบด้วย (1) ชื่อศาลและวันเดือนปี (2) คดีระหว่างใครเป็นโจทก์ ใครเป็นจำเลย และสัญชาติของผู้ต้องหา (3) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ และ (4) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง

5. โดยหลักทั่วไป ศาลที่มีเขตอำนาจชำระคดีอาญาคือ “ศาลที่ความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลนั้น” ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหมายถึงศาลในท้องที่ที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น

6. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 แห่ง ป.วิ.อ. ด้วยเหตุ 3 ประการคือ (1) โดยความตายของผู้กระทำผิด (2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัวมีการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย และ (3) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

7. หลัก “ฟ้องซ้ำ” หมายถึง เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ห้ามมิให้ฟ้องบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันอีก ซึ่งหลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยต้องถูกดำเนินคดีในความผิดเดียวกันหลายครั้ง อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลย

8. ผู้มีสิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาคือผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดอาญา โดยสามารถยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่ง หรือจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาอยู่ก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40

9. อายุความคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากไม่ได้ฟ้องพร้อมคดีอาญา จะต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันกระทำผิด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 448 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 51

10. ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งหมายความว่า หากศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหายจริง ศาลในคดีแพ่งต้องยึดถือข้อเท็จจริงนั้นในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน

——————————————————————————–

คำถามเรียงความ

1. จงวิเคราะห์และอธิบายถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการที่ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาแผ่นดิน เปรียบเทียบสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ร่วมกับโจทก์ที่เป็นผู้เสียหายฟ้องคดีเอง

2. จงอภิปรายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีที่ความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โดยเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลหลายแห่ง พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาประกอบคำอธิบาย

3. การที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ตามมาตรา 39 นั้น มีเหตุผลและวัตถุประสงค์อย่างไร จงอธิบายโดยละเอียดในแต่ละกรณี โดยเฉพาะกรณีคดีขาดอายุความ และกรณีกฎหมายที่ออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิด

4. จงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคำพิพากษาในคดีส่วนอาญากับการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ตามหลักในมาตรา 46 และมาตรา 47 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

5. บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถเป็น “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญาได้อย่างไรบ้าง จงอธิบายหลักเกณฑ์พร้อมทั้งยกตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการพิจารณาความเป็นผู้เสียหายของบุคคลทั้งสองประเภท

——————————————————————————–

อภิธานศัพท์ (Glossary)

คำศัพท์คำจำกัดความ
ผู้เสียหาย (Injured Person)บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง รวมถึงบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ตามกฎหมาย
พนักงานอัยการ (Public Prosecutor)เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้จะเป็นข้าราชการในกรมอัยการ
โจทก์ร่วม (Co-plaintiff)ผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ในคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว
คำฟ้อง (Complaint/Indictment)เอกสารที่ยื่นต่อศาลเพื่อฟ้องคดีอาญา ซึ่งต้องบรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลย ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนดใน ป.วิ.อ. มาตรา 158
เขตอำนาจศาล (Court Jurisdiction)อำนาจของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งโดยทั่วไปจะพิจารณาจากท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น จำเลยมีที่อยู่ หรือถูกจับ
การโอนคดี (Transfer of Case)กระบวนการย้ายคดีจากศาลหนึ่งไปยังอีกศาลหนึ่ง เพื่อความสะดวกหรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
การตั้งรังเกียจผู้พิพากษา (Recusal of Judge)การคัดค้านผู้พิพากษาไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดี เนื่องจากมีเหตุที่อาจกระทบต่อความยุติธรรม เช่น เป็นญาติกับคู่ความ หรือมีส่วนได้เสียในคดี
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (Extinguishment of the right to bring a criminal case)การสิ้นสุดลงของสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาด้วยเหตุต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 39 เช่น ผู้กระทำผิดตาย คดีขาดอายุความ หรือมีการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว
ฟ้องซ้ำ (Double Jeopardy)หลักการที่ว่าบุคคลซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดปล่อยตัวหรือลงโทษแล้ว จะถูกฟ้องในความผิดเดียวกันนั้นอีกไม่ได้
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา (Civil Case Connected with a Criminal Case)คดีแพ่งที่ฟ้องร้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย อันเกิดจากการกระทำความผิดอาญา
ค่าสินไหมทดแทน (Compensation)เงินหรือทรัพย์สินที่เรียกร้องเพื่อชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียง อันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา
อายุความ (Statute of Limitations)ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการฟ้องคดี ซึ่งหากล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จะไม่สามารถนำคดีมาฟ้องร้องได้อีก เป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ความผิดอันยอมความได้ (Compoundable Offense)ความผิดอาญาที่การดำเนินคดีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ และผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความเพื่อให้คดีระงับไปได้
การถอนคำร้องทุกข์ (Withdrawal of Complaint)การที่ผู้เสียหายแสดงเจตนายกเลิกคำร้องทุกข์ที่ได้ให้ไว้กับพนักงานสอบสวน ซึ่งจะกระทำได้ในคดีความผิดต่อส่วนตัวและก่อนคดีจะถึงที่สุด
การถอนฟ้อง (Withdrawal of Case)การที่โจทก์แสดงเจตนายกเลิกคำฟ้องที่ได้ยื่นไว้ต่อศาล ซึ่งสามารถทำได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และอาจต้องได้รับอนุญาตจากศาล
คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด (Final Judgment)คำพิพากษาของศาลที่คดีถึงที่สุดแล้ว โดยไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป หรือได้มีการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจนครบถ้วนแล้ว

5.1 create your own

สรุปประเด็นสำคัญ: หลักกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญา (สำหรับเตรียมสอบ)

1.0 บทนำ: ภาพรวมและความสำคัญของการฟ้องคดีอาญา

การฟ้องคดีอาญาถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นประตูบานแรกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลอย่างถูกต้อง ดังนั้น การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ วิธีการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บุคคลผู้มีอำนาจฟ้องคดี” ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่เพื่อดำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่ยังเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมอีกด้วย

เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมและสังเคราะห์หลักการสำคัญที่นักศึกษากฎหมายจำเป็นต้องทราบเพื่อการเตรียมสอบในหัวข้อการฟ้องคดีอาญา ตั้งแต่การวิเคราะห์บุคคลผู้มีอำนาจฟ้อง สาระสำคัญของคำฟ้อง ไปจนถึงผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังการฟ้องคดี โดยได้สรุปแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพการปรับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติได้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ข้อสอบในเรื่องนี้ คือการพิจารณาว่า ใครคือบุคคลผู้มีอำนาจในการเริ่มต้นคดีอาญา ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดแจ้ง

——————————————————————————–

2.0 บุคคลผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

การระบุตัวบุคคลผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้ หากบุคคลที่ไม่มีอำนาจมายื่นฟ้อง แม้จะดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้น ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องในท้ายที่สุด เพราะถือเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 28 ได้บัญญัติถึงบุคคลผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาไว้ 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  1. พนักงานอัยการ
  2. ผู้เสียหาย

พนักงานอัยการ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ดำเนินคดีอาญาในนามของแผ่นดิน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมโดยรวม มีอำนาจหน้าที่ในการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดต่อศาลเพื่อให้ได้รับการลงโทษตามกฎหมาย โดยพนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และเห็นควรสั่งฟ้อง

ส่วน “ผู้เสียหาย” นั้น มีความหมายที่ซับซ้อนกว่าและมักเป็นประเด็นในข้อสอบเสมอ ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้เสียหายที่แท้จริง และผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย

2.1 ผู้เสียหายที่แท้จริง

ผู้เสียหายที่แท้จริง คือ บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่ง แต่เพียงแค่ได้รับความเสียหายตามข้อเท็จจริง (ผู้เสียหายโดยพฤตินัย) ยังไม่เพียงพอ บุคคลนั้นจะต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ด้วย กล่าวคือ ต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ความคุ้มครองจากการกระทำความผิดนั้นๆ และต้องมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้นเอง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักในการวินิจฉัยความเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้หลายกรณี ซึ่งสามารถสรุปเป็นหลักให้จดจำได้ง่าย ดังนี้

  • ฎ. 1334/2504 ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอก (ความผิดมูลฐาน) ที่ผู้เช่าซื้อกระทำ แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงในความผิดฐานรับของโจรที่บุคคลภายนอกรับซื้อทรัพย์นั้นไว้ เนื่องจากกฎหมายในความผิดฐานรับของโจรมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายในความผิดมูลฐานโดยตรง ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้รับของโจร
  • ฎ. 660/2549 กองทุนหมู่บ้านซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นผู้เสียหายในความผิดที่คณะกรรมการกองทุนร่วมกันยักยอกเงินของกองทุนไปโดยทุจริต ไม่ใช่ประธานกองทุนหรือสมาชิกคนใดคนหนึ่ง
  • ฎ. 3523/2541 บริษัทประกันวินาศภัยที่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันซึ่งรถยนต์ถูกลักไป ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ที่จะฟ้องคดีเองได้ เพราะเป็นเพียงการเข้ารับช่วงสิทธิที่จะเรียกร้องทางแพ่งเท่านั้น
  • ฎ. 1141/2536 เจ้าของที่ดินที่ถูกบุกรุกโดยคนร้ายเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ของผู้อาศัย ถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุก แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะทรัพย์ที่ถูกลักไม่ใช่ของตน

2.2 ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย

ในกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงไม่สามารถจัดการหรือฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง เช่น เป็นผู้เยาว์, วิกลจริต, ถูกทำร้ายถึงตาย หรือเป็นนิติบุคคล กฎหมายจึงได้บัญญัติให้บุคคลอื่นเข้ามามีอำนาจจัดการแทนได้ ซึ่งสรุปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 ดังนี้

  1. คู่สมรส (มาตรา 4)
    • หลักการ: สามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายสามารถฟ้องคดีอาญาแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากฝ่ายนั้น
    • ฎีกาที่น่าสนใจ:
      • ฎ. 2218/2521 สามีฟ้องคดีแทนภริยาโดยไม่ได้รับความยินยอม ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง
      • ฎ. 1355/2498 ต้องเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย (จดทะเบียนสมรส) เท่านั้น ชายหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีอำนาจจัดการแทนกันได้
  2. ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา (มาตรา 5)
    • หลักการ: บุคคลกลุ่มนี้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ใน 3 กรณี คือ
      1. ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้
      2. ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริต (ซึ่งไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์)
      3. ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริตถูกผู้แทนโดยชอบธรรมกระทำผิดเอง หรือผู้แทนฯ ไม่ยอมจัดการให้
    • ฎีกาที่น่าสนใจ:
      • ฎ. 257/2485 บิดามารดาของผู้ตายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทนบุตรที่ถูกฆ่าตายได้ แม้ว่าผู้ตายจะมีภริยาและบุตรอยู่แล้วก็ตาม
      • ฎ. 383/2497 “สามีหรือภริยา” ตามมาตรา 5 ต้องเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
      • ฎ. 866/2494 กรณีที่ผู้ตายมีทั้งภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายและบุตร ผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนคือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่บุตร
      • ฎ. 1387/2556 แม้ผู้เสียหายจะบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่หากบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถจัดการเองได้ ผู้บุพการีก็ยังมีอำนาจจัดการแทนได้ตามมาตรา 5(1)
  3. ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล (มาตรา 6)
    • หลักการ: ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ ผู้แทนโดยชอบธรรม (สำหรับผู้เยาว์) หรือผู้อนุบาล (สำหรับคนไร้ความสามารถ) จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทนได้
    • ฎีกาที่น่าสนใจ:
      • ฎ. 8658/2540 บิดาของผู้เยาว์ที่ถูกรถชนตาย ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนบุตรผู้เยาว์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมได้

เมื่อบุคคลผู้มีอำนาจได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไปแล้ว กระบวนการต่างๆ ก็จะเริ่มต้นขึ้น แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีอาจมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีได้ เช่น การที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ซึ่งกฎหมายก็ได้กำหนดแนวทางในการจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้เช่นกัน

——————————————————————————–

3.0 การตายของผู้เสียหาย, การเป็นโจทก์ร่วม และการรวมพิจารณาคดี

หลังจากที่คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว อาจเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ เช่น กรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ได้ถึงแก่ความตายลง หรือกรณีที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกัน กฎหมายจึงได้วางหลักเกณฑ์เพื่อจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ 3 ประการ

3.1 การดำเนินคดีต่างผู้ตาย

  • หลักการตามมาตรา 29 แห่ง ป.วิ.อ.: ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีไว้แล้วและถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดี กฎหมายมิได้ให้คดีระงับไป แต่ได้เปิดโอกาสให้บุคคลใกล้ชิดสามารถเข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายต่อไปได้ บุคคลดังกล่าว ได้แก่
    1. ผู้บุพการี (บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด)
    2. ผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน ลื่อ)
    3. สามีหรือภริยา (ที่ชอบด้วยกฎหมาย)
  • โดยบุคคลเหล่านี้จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาในชั้นต้น

3.2 การเข้าเป็นโจทก์ร่วม

  • หลักการตามมาตรา 30 และ 31 แห่ง ป.วิ.อ.:
    • ผู้เสียหายขอเข้าร่วมกับอัยการ (มาตรา 30): ในคดีอาญาแผ่นดินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยไว้แล้ว ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ในระยะเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา การเข้าร่วมนี้ทำให้ผู้เสียหายมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะโจทก์เกือบทุกประการ เช่น นำพยานเข้าสืบ ถามค้าน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ไม่สามารถถอนฟ้องหรือยอมความโดยปราศจากความยินยอมของพนักงานอัยการได้
    • อัยการขอเข้าร่วมกับผู้เสียหาย (มาตรา 31): ในคดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องไว้เอง พนักงานอัยการก็สามารถยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เช่นกัน หากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่รัฐ

3.3 การรวมพิจารณาคดี

  • หลักการตามมาตรา 33 แห่ง ป.วิ.อ.: ในกรณีที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องคดีอาญาในเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเดียวกันหรือต่างศาลกัน หากศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันได้ เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการพิจารณา และเพื่อป้องกันมิให้มีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน

นอกเหนือจากตัวบุคคลผู้มีอำนาจฟ้องแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจของการเริ่มต้นคดีก็คือ “คำฟ้อง” ซึ่งต้องมีรายละเอียดและองค์ประกอบที่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ

——————————————————————————–

4.0 สาระสำคัญของคำฟ้องและการตรวจฟ้อง

คำฟ้องคือเอกสารที่สำคัญที่สุดในการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำความผิดอาญา การบรรยายฟ้องให้มีสาระสำคัญครบถ้วนตามกฎหมายจึงเป็นเงื่อนไขที่ศาลจะรับคดีไว้พิจารณาได้ หากคำฟ้องขาดตกบกพร่องในสาระสำคัญ ศาลอาจสั่งไม่รับฟ้อง ยกฟ้อง หรือคืนคำฟ้องไปให้ทำมาใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินคดีล่าช้าออกไป

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 คำฟ้องต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ชื่อศาลและวันเดือนปี: ต้องระบุให้ถูกต้องว่าฟ้องต่อศาลใด และยื่นฟ้องเมื่อใด
  2. คดีระหว่างผู้ใดโจทก์ ผู้ใดจำเลย: ต้องระบุชื่อและข้อมูลของโจทก์และจำเลยให้ชัดเจน
  3. ตำแหน่งพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์: กรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง ต้องระบุตำแหน่งด้วย
  4. ชื่อตัว นามสกุล ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย: ต้องระบุข้อมูลของจำเลยให้สามารถระบุตัวตนได้
  5. การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด:
    • ต้องบรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยกระทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
    • ต้องระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ
    • ต้องระบุบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องตามสมควร เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีพอที่จะต่อสู้คดีได้
    • ฎ. 2352/2521 การบรรยายฟ้องที่ไม่ระบุวันเวลาหรือสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน ทำให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหา ถือเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์
  6. อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด: ต้องอ้างตัวบทกฎหมายที่เอาผิดจำเลยให้ถูกต้อง
  7. ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง: เป็นการรับรองความถูกต้องของเอกสาร

กระบวนการตรวจคำฟ้องของศาล

เมื่อมีการยื่นฟ้อง ศาลจะทำหน้าที่ตรวจคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 หากเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • สั่งให้โจทก์แก้ฟ้อง: หากเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อยที่แก้ไขได้
  • สั่งให้ยกฟ้อง: หากเป็นกรณีที่ฟ้องไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ หรือไม่มีมูล
  • สั่งให้คืนฟ้อง: เพื่อให้โจทก์นำกลับไปทำมาใหม่ให้ถูกต้อง

ในบางครั้ง การกระทำผิดหนึ่งครั้งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายหลายบท หรือผู้กระทำผิดอาจก่อเหตุต่อเนื่องกันหลายครั้ง ซึ่งต้องมีวิธีการบรรยายฟ้องที่เฉพาะเจาะจงตามหลักกฎหมาย

——————————————————————————–

5.0 การบรรยายฟ้องในความผิดหลายกระทงและคำขอท้ายฟ้อง

ในทางปฏิบัติ ผู้กระทำความผิดคนเดียวอาจกระทำการหลายอย่างซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม หรือกระทำการเพียงกรรมเดียวแต่กลับผิดกฎหมายหลายบท การร่างคำฟ้องในกรณีเหล่านี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องระบุคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจน หากต้องการให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยหรือนับโทษต่อจากคดีอื่น

5.1 การฟ้องความผิดหลายกระทง

  • หลักการตามมาตรา 160: ในกรณีที่ความผิดหลายเรื่องเกี่ยวข้องกัน โจทก์สามารถฟ้องจำเลยคนเดียวกันนั้นในคดีเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเเป็นความผิดหลายกระทง (ต่างกรรมต่างวาระ) หรือเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทก็ตาม เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาไปในคราวเดียวกัน
    • ฎ. 764/2522 จำเลยนำเงินที่ยักยอกไปเล่นการพนัน แม้การกระทำจะเป็นคนละส่วน แต่เมื่อเกี่ยวเนื่องกัน โจทก์สามารถฟ้องข้อหายักยอกและเล่นการพนันรวมกันมาในฟ้องฉบับเดียวได้

5.2 การขอให้เพิ่มโทษ

  • หลักการตามมาตรา 158 (6): หากโจทก์ต้องการให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยเนื่องจากเคยกระทำผิดและต้องโทษมาก่อน (เช่น ความผิดซ้ำ) โจทก์จะต้องบรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดครั้งก่อนๆ และอ้างมาตรากฎหมายที่ให้อำนาจศาลเพิ่มโทษไว้ในคำฟ้องให้ชัดเจน หากไม่ระบุไว้ ศาลจะเพิ่มโทษให้ไม่ได้
    • ฎ. 947/2520 โจทก์ฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลย แต่ไม่ได้บรรยายในฟ้องว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีก่อนมาแล้วอย่างไร ศาลย่อมเพิ่มโทษให้ไม่ได้

5.3 การขอให้ศาลนับโทษต่อ

  • หลักการตามมาตรา 159 และ 162: หากจำเลยอยู่ระหว่างการรับโทษในคดีอื่น โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้ศาลนับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีก่อนได้ โดยต้องระบุคำขอนี้ไว้ในคำฟ้องอย่างชัดแจ้ง หากไม่ระบุไว้ ศาลก็ไม่อาจนับโทษต่อให้ได้เช่นกัน เว้นแต่จะปรากฏต่อศาลเอง
    • ฎ. 1643/2514 โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้นับโทษต่อท้ายฟ้อง แต่ปรากฏในชั้นพิจารณาว่าจำเลยต้องรับโทษในคดีอื่นอยู่ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้นับโทษต่อได้

เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทั้งหมดแล้ว การฟ้องนั้นจะก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายที่สำคัญตามมา ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิของจำเลย

——————————————————————————–

6.0 ผลของการฟ้องคดีอาญา

เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีนั้นแล้ว จะเกิดผลทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ หลักการห้ามฟ้องซ้ำ (Double Jeopardy) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่รับรองว่าบุคคลย่อมไม่ถูกฟ้องร้องหรือถูกพิจารณาพิพากษาในความผิดเดียวกันซ้ำสอง หลักการนี้ถูกบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ที่กำหนดให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อ “มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง”

หลักเกณฑ์การห้ามฟ้องซ้ำที่จะทำให้การฟ้องครั้งหลังเป็น “ฟ้องซ้ำ” ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้

  1. คดีเรื่องเดียวกัน
    • หมายถึง การกระทำของจำเลยในคดีก่อนกับคดีหลังเป็นการกระทำอันเดียวกัน ไม่ว่าจะถูกตั้งข้อหาในความผิดฐานใดก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “การกระทำ” (act) ไม่ใช่ “ฐานความผิด” (offence)
    • ฎ. 996/2506 จำเลยถูกฟ้องว่าบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ศาลยกฟ้อง ต่อมาโจทก์มาฟ้องจำเลยคนเดิมในข้อหาลักทรัพย์โดยอาศัยการกระทำที่เข้าไปในบ้านครั้งเดียวกันนั้นอีก ถือเป็นฟ้องซ้ำ เพราะเป็น “การกระทำ” เดียวกัน
  2. จำเลยคนเดียวกัน
    • หมายถึง คดีก่อนและคดีหลังต้องเป็นการฟ้องบุคคลคนเดียวกัน หากเป็นคนละคนกัน ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ
    • ฎ. 5482/2559 การกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 209 เป็นความผิดต่อเนื่องที่กระทำโดยสมาชิกหลายคน การที่โจทก์เคยฟ้องสมาชิกคนหนึ่งไปแล้ว ย่อมไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องสมาชิกคนอื่นในการกระทำเดียวกันนั้นอีก ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
  3. โจทก์คนเดียวกัน
    • หลักการนี้มีความซับซ้อน โดยต้องพิจารณาว่าโจทก์ในคดีก่อนและคดีหลังอยู่ในฐานะเดียวกันหรือไม่
    • พนักงานอัยการกับผู้เสียหาย: โดยหลักถือว่าเป็น “คนละคนกัน” ดังนั้น หากผู้เสียหายฟ้องแล้วศาลยกฟ้อง พนักงานอัยการยังสามารถฟ้องจำเลยคนเดิมในการกระทำเดียวกันได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวที่ยอมความกันแล้ว)
    • พนักงานอัยการด้วยกัน: ถือเป็น “โจทก์คนเดียวกัน” ในฐานะตัวแทนของรัฐ ดังนั้น หากพนักงานอัยการจังหวัดหนึ่งฟ้องแล้วแพ้คดี พนักงานอัยการอีกจังหวัดหนึ่งจะมาฟ้องในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้

สรุปส่งท้าย

การทำความเข้าใจหลักกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญา ตั้งแต่การวิเคราะห์ตัวบุคคลผู้มีอำนาจฟ้อง การจัดทำคำฟ้องให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไปจนถึงการเข้าใจผลทางกฎหมายภายหลังคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการเหล่านี้พร้อมทั้งจดจำแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์และตอบข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้อย่างแม่นยำและได้คะแนนดี ขอให้ทุกคนโชคดีในการสอบครับ

5.2 create own

สรุปประเด็นสำคัญและฎีกาที่น่าสนใจ: เขตอำนาจศาลในคดีอาญา (ตามเนื้อหาตอนที่ 5.2)

บทนำ

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสังเคราะห์และสรุปหลักกฎหมายที่สำคัญ รวมถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “เขตอำนาจศาลในคดีอาญา” ตามที่ปรากฏในเนื้อหาตอนที่ 5.2 การทำความเข้าใจเรื่องเขตอำนาจศาลถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดว่าศาลใดจะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการอำนวยความยุติธรรมและความสะดวกของคู่ความทุกฝ่าย ดังนั้น การ nắm vữngหลักการในหัวข้อนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นประโยชน์อย่างสูงสำหรับการเตรียมตัวสอบในทุกระดับ

——————————————————————————–

1. ความผิดที่เกิดขึ้นในและนอกราชอาณาจักร (เรื่องที่ 5.2.1)

การกำหนดเขตอำนาจศาลเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ด่านแรกของกระบวนการพิจารณาคดีอาญา หลักเกณฑ์นี้เป็นเครื่องมือที่กฎหมายใช้ในการระบุว่าศาลใดมีอำนาจรับฟ้องคดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความสะดวกในการเดินทางของคู่ความและพยาน แต่ยังสะท้อนถึงหลักอธิปไตยทางศาลของรัฐอีกด้วย โดยกฎหมายได้แบ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาออกเป็น 2 กรณีหลัก คือ ความผิดที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร และความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร

1.1 ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร

หลักการพื้นฐานสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 22 ซึ่งวางหลักให้ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีได้แก่ศาลในท้องที่ดังต่อไปนี้

  • ท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น
  • ท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ
  • ท้องที่ที่เจ้าพนักงานได้ทำการสอบสวน

การตีความถ้อยคำดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจไว้ดังนี้

  • ฎีกาที่ 2360/2523: วางหลักเกี่ยวกับความผิดต่อเนื่อง โดยวินิจฉัยว่าแม้การกระทำความผิดจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่เมื่อผลของการกระทำนั้นมาเกิดขึ้นในท้องที่ใดในราชอาณาจักร ย่อมถือว่าความผิดส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ศาลในท้องที่ที่ผลแห่งการกระทำผิดเกิดขึ้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้
  • ฎีกาที่ 875/2539: กรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลหนึ่ง และผลของการกระทำไปเกิดในอีกเขตศาลหนึ่ง ถือว่าเป็นความผิดที่ต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ที่เกี่ยวข้องกัน ศาลที่มีเขตอำนาจในท้องที่ซึ่งการกระทำหรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้น ต่างก็มีอำนาจพิจารณาคดีได้
  • ฎีกาที่ 2983/2548: กรณีที่จำเลยถูกจับกุมนอกเขตศาลที่เกิดเหตุ ศาลในท้องที่ที่จำเลยถูกจับมีอำนาจในการ “ไต่สวนเบื้องต้น” และออกหมายขังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22(1) ประกอบมาตรา 47 ซึ่งเป็นอำนาจในชั้นสอบสวนเพื่อจัดการกับตัวผู้ต้องหาก่อนการฟ้องคดี มิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดี

1.2 ความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร

สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ศาลไทยจะมีอำนาจพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22(2) กล่าวคือ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนต้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยคดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญา หรือศาลอื่นที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเห็นสมควร หากการสอบสวนได้ดำเนินไปในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งแล้ว ก็อาจยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจเหนือท้องที่นั้นได้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยสงวนอำนาจในการดำเนินคดีความผิดนอกราชอาณาจักรไว้เฉพาะกรณีที่รัฐ (ผ่านองค์กรอัยการ) เป็นผู้เสียหายหรือเห็นสมควรที่จะดำเนินคดีเอง

นอกเหนือจากการพิจารณาเขตอำนาจจากสถานที่เกิดเหตุแล้ว ในทางปฏิบัติมักพบว่าความผิดหลายเรื่องอาจมีความเกี่ยวพันกันในหลายท้องที่ ซึ่งกฎหมายก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้เป็นการเฉพาะเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

2. ความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันในหลายเขตอำนาจศาล (เรื่องที่ 5.2.2)

ในคดีอาญาที่มีความซับซ้อน ผู้กระทำผิดคนเดียวอาจก่อคดีหลายเรื่องในหลายท้องที่ หรือผู้กระทำผิดหลายคนร่วมกันก่อคดีซึ่งเกี่ยวพันกัน สถานการณ์เช่นนี้สร้างความท้าทายในการกำหนดเขตอำนาจศาล เพื่อป้องกันความสับสน ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกในการพิจารณาคดี กฎหมายจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์พิเศษไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 24 สำหรับกรณี “ความผิดเกี่ยวพันกัน” เพื่อให้สามารถรวมการพิจารณาคดีที่เกี่ยวเนื่องกันไว้ที่ศาลเดียวได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐานและการให้เหตุผลในคำพิพากษาอย่างเป็นเอกภาพ

ลักษณะของ “ความผิดเกี่ยวพันกัน” ตามมาตรา 24 มีดังนี้

  • ความผิดหลายฐาน ที่กระทำโดยผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน
  • ผู้กระทำความผิดหลายคน ได้กระทำความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน
  • ความผิดซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน โดยความผิดหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอีกความผิดหนึ่ง หรือเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากการปกปิดหรือเป็นผลโดยตรงของความผิดแรก เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์และฐานรับของโจร

เพื่อทำความเข้าใจหลักการดังกล่าว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ให้แนวทางในการตีความไว้ดังตารางต่อไปนี้

เลขที่ฎีกาหลักกฎหมาย/การตีความที่สำคัญ
ฎ. 2455/2500ความผิดฐานฉ้อโกงและรับของโจรที่เกิดขึ้นต่างท้องที่กัน ถือเป็นความผิดเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24(1) โจทก์สามารถฟ้องจำเลยผู้รับของโจรต่อศาลที่ความผิดฐานฉ้อโกงเกิดขึ้นได้ แม้ความผิดฐานรับของโจรจะเกิดในเขตอำนาจศาลอื่นก็ตาม
ฎ. 9818/2538ความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน กับความผิดฐานเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แม้จะกระทำต่างกรรมต่างวาระ แต่เมื่อมีมูลเหตุจูงใจเดียวกันและเกี่ยวเนื่องกัน ถือเป็นความผิดเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24(2) ศาลจึงมีอำนาจพิจารณารวมกันได้
ฎ. 2455/2550ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นในท้องที่หนึ่ง และความผิดฐานรับของโจรซึ่งเกิดขึ้นในอีกท้องที่หนึ่ง ถือเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลซึ่งความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นได้

แม้กฎหมายจะกำหนดศาลที่มีเขตอำนาจไว้ชัดเจน แต่เพื่อสร้างดุลยภาพและอำนวยความยุติธรรมสูงสุด กฎหมายยังได้เปิดโอกาสให้มีการโอนคดีไปยังศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้หากมีเหตุผลอันสมควร

3. การโอนคดีจากศาลที่รับฟ้องไปชำระที่ศาลอื่น (เรื่องที่ 5.2.3)

หลักการเรื่องการโอนคดีสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ความสะดวกของคู่ความ และการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม โดยเปิดโอกาสให้มีการย้ายคดีจากศาลหนึ่งไปยังอีกศาลหนึ่งได้หากมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก

3.1 การโอนคดีกรณีปกติ (ป.วิ.อ. มาตรา 23)

การโอนคดีกรณีนี้มีขึ้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก โดยมีกระบวนการคือ โจทก์หรือจำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่นซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาคดีเดียวกันนั้นได้ หากอัยการสูงสุดเห็นชอบ จะเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งต่อไป เหตุผลของการโอนอาจเป็นเพราะพยานส่วนใหญ่อยู่ในเขตศาลอื่น หรือการพิจารณาคดีในศาลเดิมอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมเนื่องจากอิทธิพลในท้องถิ่นได้

3.2 การโอนคดีกรณีพิเศษ (ป.วิ.อ. มาตรา 26)

การโอนคดีกรณีพิเศษนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์สำคัญของรัฐ โดยผู้มีอำนาจยื่นคำร้องคือ อัยการสูงสุด เท่านั้น ซึ่งสามารถยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อขอโอนคดีไปยังศาลอื่นได้ แม้ว่าศาลนั้นจะไม่มีเขตอำนาจเหนือคดีดังกล่าวก็ตาม เหตุแห่งการโอนคดีกรณีพิเศษมี 5 ประการตามที่กฎหมายกำหนด คือ

  1. เมื่อการพิจารณาคดีในศาลเดิมอาจกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อย
  2. เมื่อการพิจารณาคดีในศาลเดิมอาจกระทบต่อประโยชน์อันสำคัญของรัฐ
  3. ผู้พิพากษาในศาลเดิมมีส่วนได้เสียในคดี
  4. การพิจารณาคดีในศาลเดิมอาจกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนมาก
  5. มีเหตุอย่างอื่นทำนองเดียวกัน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญเกี่ยวกับการโอนคดีมีดังนี้:

  • ฎีกาที่ 416/2508: การโอนคดีตามมาตรา 26 เพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น หากมีเหตุว่าการพิจารณาคดีในศาลเดิมอาจก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นได้ ก็ถือเป็นเหตุผลเพียงพอที่ประธานศาลฎีกาจะสั่งโอนคดีได้
  • ฎีกาที่ 1781/2538: แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอโอนคดีตามมาตรา 23 โดยอ้างความไม่สะดวก แต่หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าเหตุผลไม่เพียงพอ ก็มีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โอนคดีได้
  • ฎีกาที่ 138-139/2545: การโอนคดีตามมาตรา 26 เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะ คำสั่งของท่านถือเป็นที่สุด และต้องพิจารณาจากเหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ

จะเห็นได้ว่าการโอนคดีมีขึ้นเพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ความเป็นธรรม” ของกระบวนพิจารณา ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่กฎหมายสร้างขึ้นเพื่อรับประกัน “ความเป็นกลาง” ขององค์คณะผู้พิพากษา นั่นคือสิทธิในการคัดค้านตัวผู้พิพากษานั่นเอง

4. การตั้งรังเกียจผู้พิพากษา (เรื่องที่ 5.2.4)

หลักความเป็นกลางของผู้พิพากษา (Impartiality) ถือเป็นรากฐานสำคัญของความยุติธรรม เพื่อให้คู่ความมั่นใจว่าจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างปราศจากอคติ ป.วิ.อ. มาตรา 27 จึงได้กำหนดสิทธิของคู่ความในการ “ตั้งรังเกียจ” หรือคัดค้านผู้พิพากษาได้ หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้พิพากษาท่านนั้นอาจมีความลำเอียงในการพิจารณาพิพากษาคดี

เหตุแห่งการตั้งรังเกียจตามกฎหมายสามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้:

  1. เหตุจากความสัมพันธ์ส่วนตัว: เช่น ผู้พิพากษาเป็นญาติกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทนของคู่ความ
  2. เหตุจากผลประโยชน์ทับซ้อน: เช่น ผู้พิพากษามีส่วนได้เสียโดยตรงในคดี หรือเป็นเจ้าหนี้/ลูกหนี้ของคู่ความ
  3. เหตุจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมาก่อน: เช่น ผู้พิพากษาเคยให้ความเห็นในคดีนั้นในฐานะพยานหรือผู้เชี่ยวชาญ
  4. เหตุอื่น ๆ: ที่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป

ข้อควรจำจากหลักการ (Key Takeaways):

  • การตั้งรังเกียจต้องมีมูลเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ และต้องยื่นก่อนเริ่มการสืบพยาน
  • ความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่ความ เป็นเหตุแห่งการตั้งรังเกียจได้เสมอ แม้จะเป็นหนี้สินจำนวนเล็กน้อยเพียง 20 บาท ก็ตาม (ป.วิ.อ. มาตรา 27(5))
  • ความสัมพันธ์ทางญาติ แม้จะเป็นญาติห่างๆ หากเข้าลักษณะตามกฎหมาย (เช่น ญาติสืบสายโลหิตขึ้นไปหรือลงมา หรือญาติเกี่ยวพันทางสมรส) ก็เป็นเหตุให้ถูกคัดค้านได้
  • “เหตุอื่นอันมีสภาพร้ายแรง” เป็นบทบัญญัติที่เปิดกว้าง แต่ต้องเป็นเหตุที่ร้ายแรงจริงๆ และทำให้เกิดข้อกังขาถึงความเป็นกลางได้อย่างชัดแจ้ง เช่น การแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อคู่ความอย่างเปิดเผย แต่การที่ผู้พิพากษาเคยพิจารณาคดีอื่นที่มีคู่ความคนเดียวกันมาก่อน ไม่ถือเป็นเหตุแห่งการตั้งรังเกียจโดยอัตโนมัติ

โดยสรุป หลักกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล การโอนคดี และการตั้งรังเกียจผู้พิพากษา ล้วนเป็นกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างหลักประกันว่าการดำเนินคดีอาญาจะเป็นไปอย่างถูกต้อง สะดวก และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

——————————————————————————–

5. บทสรุปสำหรับเตรียมสอบ

เพื่อการทบทวนและเตรียมตัวสอบอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีอาญาได้ดังนี้

  • หลักศาลท้องที่ (Territorial Jurisdiction): โดยหลักแล้ว ศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลที่ ความผิดเกิด, จำเลยมีที่อยู่/ถูกจับ, หรือมีการสอบสวน (ป.วิ.อ. มาตรา 22)
  • ความผิดต่อเนื่อง: หากการกระทำเกิดที่หนึ่ง แต่ผลไปเกิดอีกที่หนึ่ง ศาลทั้งสองแห่งต่างมีเขตอำนาจ
  • ความผิดนอกราชอาณาจักร: จะอยู่ในเขตอำนาจศาลไทยได้ต่อเมื่อ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้น (ป.วิ.อ. มาตรา 22(2))
  • ความผิดเกี่ยวพันกัน: หากคดีเกี่ยวพันกันหลายท้องที่ โจทก์สามารถเลือกฟ้องคดีทั้งหมดต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่าได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 24)
  • การโอนคดี: มี 2 ประเภท คือ กรณีปกติ (มาตรา 23) เพื่อความสะดวกหรือความเป็นธรรม และ กรณีพิเศษ (มาตรา 26) เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
  • การตั้งรังเกียจผู้พิพากษา: คู่ความมีสิทธิคัดค้านผู้พิพากษาได้หากมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดใน ป.วิ.อ. มาตรา 27 เพื่อรับประกันความเป็นกลางในการพิจารณาคดี

ตารางเปรียบเทียบการโอนคดีตามมาตรา 23 และมาตรา 26

หัวข้อเปรียบเทียบการโอนคดีกรณีปกติ (มาตรา 23)การโอนคดีกรณีพิเศษ (มาตรา 26)
ผู้ริเริ่มกระบวนการโจทก์ หรือ จำเลย (ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด)อัยการสูงสุด
ผู้ยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาอัยการสูงสุด (เมื่อเห็นชอบด้วยคำร้องของคู่ความ)อัยการสูงสุด
เหตุแห่งการโอน1. เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม<br>2. เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก1. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย<br>2. เพื่อประโยชน์อันสำคัญของรัฐ
ศาลที่มีอำนาจสั่งประธานศาลฎีกาประธานศาลฎีกา
เงื่อนไขของศาลที่รับโอนต้องเป็นศาลอื่นที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีนั้นอยู่แล้วอาจเป็นศาลใดก็ได้ แม้ศาลนั้นจะไม่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นมาแต่เดิม

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading