คำตอบของท่านจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 94 ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

หลักการห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร (ป.วิ.พ. มาตรา 94)

หลักการนี้ตั้งอยู่บนความสำคัญของพยานเอกสาร ในคดีแพ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความนำพยานบุคคลมากล่าวอ้างหักล้างข้อความที่ระบุไว้ในเอกสาร หรือทำให้ข้อความในเอกสารมีการเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ป.วิ.พ. มาตรา 94 ห้าม ไม่ให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร หรือพยานบุคคลเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ใน 2 กรณีหลัก ตามที่ระบุไว้ในบัตรคำของท่าน คือ:

1. กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

    ◦ หากกฎหมายกำหนดให้การกระทำใดต้องมีหลักฐานเป็นเอกสาร การนำพยานบุคคลมาสืบแทนจึงถูกห้าม。

    ◦ ตัวอย่าง: สัญญาบางประเภทที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 หรือสัญญาค้ำประกันตามมาตรา 686 และ 687 หากกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงแล้ว การนำพยานบุคคลมาสืบแทนเพื่อพิสูจน์เนื้อหาของสัญญาจะทำไม่ได้

2. กรณีที่คู่ตกลงกันทำเอกสารไว้

    ◦ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่ถ้าคู่ความตกลงกันทำเอกสารขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแห่งการตกลงนั้น ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลเพื่อนำมาสืบเพิ่ม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น

ข้อยกเว้นที่อนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบได้

แม้ว่ามาตรา 94 จะวางหลักห้ามไว้ แต่ก็มีข้อยกเว้นที่อนุญาตให้ศาลรับฟังพยานบุคคลได้ โดยหลัก ๆ จะอยู่ใน ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย (ข) ซึ่งแบ่งเป็น 3 กรณี คือ:

1. กรณีที่ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้

    ◦ เกิดขึ้นเมื่อคู่ความกล่าวอ้างว่าเอกสารนั้น ได้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือเหตุอื่นใดอันมิใช่ความผิดของคู่ความฝ่ายนั้น

    ◦ หรือในกรณีที่คู่ความไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้โดยง่าย เพราะไม่สามารถติดตามเอามาได้ หรือเมื่อศาลเห็นว่าการฟังพยานบุคคลจะเป็นประโยชน์แก่คู่ความและเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรมอย่างยิ่ง

    ◦ ในกรณีนี้ พยานบุคคลจะสามารถสืบได้เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าเอกสารนั้นมีอยู่จริง มีข้อความอย่างไร และมีการทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. กรณีที่นำพยานบุคคลมาประกอบข้ออ้างว่าเอกสารที่แสดงนั้นไม่สมบูรณ์

    ◦ อนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์ว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือสัญญานั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ตีความหมายผิด

    ◦ การสืบพยานบุคคลในกรณีนี้ ต้องมุ่งไปที่การพิสูจน์ความไม่สมบูรณ์ของเอกสาร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงข้อความ

3. กรณีที่นำพยานบุคคลมาประกอบข้ออ้างเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร แต่มิได้เกี่ยวกับสาระสำคัญของคดี

    ◦ ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเพิ่ม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเฉพาะในส่วนที่เป็น สาระสำคัญแห่งข้อตกลงอันเป็นประเด็นพิพาทในคดีเท่านั้น

    ◦ หากการกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อความที่เป็นสาระสำคัญของข้อพิพาทในคดีนั้น (เช่น การเพิ่มข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามฟ้อง) พยานบุคคลนั้นสามารถรับฟังได้

    ◦ ตัวอย่าง: คดีที่ฟ้องเรื่องสัญญาซื้อขาย พยานบุคคลอาจสืบถึงการที่ผู้ซื้อจ่ายเงินเพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุในเอกสาร โดยเงินส่วนเพิ่มนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของสัญญาซื้อขาย ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงข้อความอันเป็นสาระสำคัญ

🤶🏽 คำถามของท่านต้องการคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับข้อยกเว้นสำคัญประการหนึ่งในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่อนุญาตให้คู่ความนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารได้ ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2)

ข้อยกเว้นนี้เกี่ยวข้องกับหลักการทั่วไปที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94) อย่างไรก็ตาม ป.วิ.พ. ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้คู่ความสามารถสืบพยานบุคคลได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่งรวมถึงมาตรา 93 (2) ด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2)

กรณีตามมาตรา 93 (2) เป็นข้อยกเว้นที่ใช้เมื่อเอกสารหลักฐานที่คู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้าง อยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

1. เงื่อนไขของการใช้ข้อยกเว้น: หลักการนี้จะถูกนำมาใช้เมื่อเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการนำเอกสารนั้นมาแสดงตามทางราชการหรือตามกฎหมาย

    ◦ ในสถานการณ์เช่นนี้ หากคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างพยานเอกสารไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงต่อศาลได้ เนื่องจากเอกสารนั้นอยู่ในการครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และคู่ความฝ่ายที่ครอบครองนั้น ไม่ยอมนำเอกสารมาแสดงตามคำสั่งศาล

    ◦ แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นกรณีที่เอกสารอยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการนำเอกสารมาแสดงตามทางราชการ ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) จะอนุญาตให้คู่ความฝ่ายที่อ้างถึงเอกสารนั้น นำพยานบุคคลมาสืบถึงข้อเท็จจริงของตนได้โดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป

2. ผลทางกฎหมายจากการไม่นำมาแสดง: หากคู่ความฝ่ายใดไม่นำเอกสารมาแสดงตามคำสั่งศาล กฎหมายกำหนดให้ศาลอาจสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเกี่ยวกับเนื้อหา ความถูกต้อง หรือความบริบูรณ์แห่งเอกสารนั้นเป็นจริง

3. ความสัมพันธ์กับ มาตรา 94: แม้ว่ากรณีตามมาตรา 93 (2) จะอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยการขอให้แสดงเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติ มาตรา 93 (2) ถือเป็นข้อยกเว้นสำคัญที่ทำให้คู่ความสามารถสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารได้ในคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง กล่าวคือ ในเมื่อเอกสารต้นฉบับอยู่กับฝ่ายตรงข้ามและเขาจงใจไม่นำมาแสดง การอนุญาตให้สืบพยานบุคคลจึงเป็นทางออกเพื่อให้คู่ความที่สุจริตสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

โดยสรุปแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) เป็นกลไกที่ใช้บังคับกับคู่ความฝ่ายที่ครอบครองเอกสาร เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายนั้นใช้การปกปิดเอกสารเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบคู่ความอีกฝ่าย เมื่อฝ่ายที่ครอบครองเอกสารไม่ยอมนำมาแสดงตามคำสั่ง ศาลจึงอนุญาตให้ฝ่ายที่อ้างถึงเอกสารนั้นสามารถสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

🍪 คำถามของคุณเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ในเรื่องหลักฐานในการฟ้องร้องคดีกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะจำนวนเงินที่เป็นจุดแบ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ.

คำตอบที่คุณเลือกคือ “กู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป” ซึ่งหมายถึงจำนวนเงิน 2,000 บาท รวมอยู่ด้วย (ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป)

คำตอบที่ถูกต้องคือ “กู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป” ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่มากกว่า 2,000 บาท (เช่น 2,000.01 บาทขึ้นไป หรือ >2,000 บาท)

เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง:

ความแตกต่างอยู่ที่การใช้ถ้อยคำทางกฎหมายระหว่างคำว่า “ตั้งแต่” กับ “เกินกว่า“.

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือบทบัญญัติที่จำกัดการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง.

ในส่วนที่ 2.1 ของเรื่องการห้ามนำสืบพยานบุคคลแทนเอกสาร ระบุไว้ชัดเจนว่า:

• การห้ามนำสืบพยานบุคคลเพื่อนำสืบการทำสัญญา กู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท หรือสัญญาอื่นที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญ.

ดังนั้น การทำสัญญากู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท คือจุดที่กฎหมายบังคับว่า หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จะไม่สามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้.

หากจำนวนเงินกู้ยืมคือ 2,000 บาทพอดี จะถือว่ายังไม่ “เกินกว่า 2,000 บาท“. ในกรณีนี้ ตามหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์การกู้ยืมได้ เนื่องจากยังไม่เข้าข่ายจำนวนที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อฟ้องร้องบังคับคดี.

แต่เมื่อใดที่จำนวนเงิน เกินกว่า 2,000 บาท (เช่น 2,001 บาท) กฎหมายจึงจะบังคับใช้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้.

ดังนั้น การเลือกคำว่า “ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป” (รวม 2,000 บาท) จึงทำให้คำตอบของคุณครอบคลุมจำนวน 2,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ยังไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือในการฟ้องร้องบังคับคดีเสมอไปหากต้องการสืบพยานบุคคล (เพราะการกู้ยืมเงิน 2,000 บาทพอดี ยังไม่อยู่ในข่ายที่ “เกินกว่า 2,000 บาท”)

🎨 คำถามของคุณเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนที่ว่าด้วย ข้อยกเว้นการห้ามสืบและรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.

เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดคำตอบที่คุณเลือกจึงไม่ถูกต้อง และเหตุใดคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมาย จะต้องพิจารณาหลักการพื้นฐานของข้อยกเว้นนี้:

หลักการห้ามสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร

โดยทั่วไป เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง (เช่น สัญญากู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท หรือสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์) ศาลจะห้ามไม่ให้คู่ความนำพยานบุคคลมาสืบ เพื่อพิสูจน์การมีอยู่หรือเนื้อหาของเอกสารนั้น

อย่างไรก็ตาม หลักการนี้มีข้อยกเว้นที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจยอมรับการสืบพยานบุคคลแทนเอกสารได้ โดยมี 2 กรณีหลักๆ ซึ่งอยู่ใน ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข):

——————————————————————————–

การวิเคราะห์คำตอบที่ถูกต้อง: “เอกสารต้นฉบับถูกทำลายไปในเหตุอุทกภัย”

กรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นข้อที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในแหล่งข้อมูล:

1. กรณีต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่นอันมิใช่เป็นความผิดของผู้ที่อ้างส่งรับฟัง

• คำว่า “เหตุอุทกภัย” (Flood/Catastrophe) เป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) หรือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่ความ

• เมื่อเอกสารต้นฉบับถูกทำลายไปในเหตุการณ์ที่คู่ความไม่ได้มีส่วนผิด (เช่น อุทกภัย หรือไฟไหม้) คู่ความที่อ้างเอกสารนั้นสามารถร้องขอต่อศาลให้นำพยานบุคคลมาสืบถึงเนื้อหาของเอกสารได้

การอนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบในกรณีนี้เป็นไปตามหลักความยุติธรรม เพราะการไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงเกิดจากเหตุที่คู่ความไม่อาจป้องกันได้

การวิเคราะห์คำตอบที่ไม่ถูกต้อง: “คู่ความลืมนำเอกสารต้นฉบับมาศาลในวันนัดสืบพยาน”

คำตอบนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นตามกฎหมาย:

• การที่คู่ความ “ลืม” นำเอกสารต้นฉบับมาศาล ถือเป็น ความประมาทเลินเล่อ หรือ ความผิด ของคู่ความนั้นเอง

• ข้อยกเว้นข้อที่ 1 กำหนดชัดเจนว่า การที่เอกสารต้นฉบับนำมาไม่ได้นั้น ต้องไม่เป็นความผิดของผู้ที่อ้างส่งรับฟัง หากการนำมาไม่ได้เกิดจากความผิดของคู่ความเอง ศาลจะไม่สามารถอนุญาตให้สืบพยานบุคคลแทนเอกสารนั้นได้.

ดังนั้น การถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย (อุทกภัย) จึงเป็น ข้อยกเว้นที่กฎหมายอนุญาต ในขณะที่การลืมนำเอกสารมาแสดงถือเป็น ความผิดของคู่ความ ซึ่ง ไม่เป็นข้อยกเว้น ตามกฎหมาย

🎉 คำถามของคุณต้องการทราบความแตกต่างที่สำคัญที่สุดตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ระหว่างบุคคลสองประเภทที่มาให้ความเห็นในศาล ได้แก่ “พยานผู้เชี่ยวชาญ” และ “ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ“

คำตอบที่คุณเลือก (เรื่องใบประกอบวิชาชีพ) ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประเด็นเรื่องใบอนุญาตไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่กฎหมายใช้แบ่งแยกสถานะทางกฎหมายของบุคคลทั้งสองอย่างชัดเจนที่สุด

คำตอบที่ถูกต้องที่เน้นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ: “พยานผู้เชี่ยวชาญได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับความเห็นชอบจากศาลเพื่อทำความเห็น“

การทำความเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญที่สุดตามแหล่งข้อมูล

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างบุคคลทั้งสองประเภทนี้คือ สถานะทางกฎหมายในกระบวนพิจารณาของศาล ซึ่งกำหนดโดยการกระทำของศาล:

1. ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ (Skilled/Knowledgeable Person)

• คำจำกัดความ: ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ คือ บุคคลธรรมดา ที่มีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญในวิชาการบางอย่างที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำมาเบิกความ ความเชี่ยวชาญนี้ได้มาโดยการศึกษา การทำงาน หรือการประกอบวิชาชีพ

• สถานะทางกฎหมายในศาล: พวกเขาเข้ามาให้ความเห็นในฐานะ พยานบุคคลธรรมดา ที่มีข้อมูลเฉพาะทาง คู่ความฝ่ายที่อ้างส่งต้องระบุชื่อผู้นั้นในบัญชีระบุพยาน

• วัตถุประสงค์: ความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญนี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดี

2. พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert Witness)

• คำจำกัดความ: พยานผู้เชี่ยวชาญ คือ บุคคลที่ ศาลสั่งแต่งตั้ง หรือ ได้รับความเห็นชอบจากศาล เพื่อมาให้ความเห็นในรายการที่กฎหมายไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ

• สถานะทางกฎหมายในศาล: บทบาทของพยานผู้เชี่ยวชาญนั้น เป็นผลมาจากการแต่งตั้งของศาล หากคู่ความร้องขอให้ศาลสั่งแต่งตั้ง หรือศาลเห็นสมควรจะแต่งตั้งเอง

• การนำสืบ: ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งมีหน้าที่แสดงความเห็นเป็นหนังสือ และต้องอธิบายความเห็นต่อศาลด้วยวาจา กฎหมายกำหนดขั้นตอนเฉพาะสำหรับการแต่งตั้งและการนำสืบความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ (เช่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 130)

เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง:

คำตอบที่คุณเลือกคือ: “พยานผู้เชี่ยวชาญต้องมีใบประกอบวิชาชีพเสมอ แต่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องมี”

1. การถือใบประกอบวิชาชีพไม่ใช่เกณฑ์ทางกฎหมายหลัก: กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้กำหนดว่าการมีใบประกอบวิชาชีพเป็นคุณสมบัติที่เด็ดขาดในการแบ่งแยก “พยานผู้เชี่ยวชาญ” ออกจาก “ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ”

2. ความเชี่ยวชาญสามารถมาจากประสบการณ์: ทั้ง “ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ” และ “พยานผู้เชี่ยวชาญ” ต่างก็มีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญที่ได้มาจากการศึกษาหรืองานก็ได้ หากศาลแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์จริงมาทำความเห็น บุคคลนั้นก็มีสถานะเป็น “พยานผู้เชี่ยวชาญ” ได้ แม้ว่าจะไม่มีใบประกอบวิชาชีพที่ระบุไว้ก็ตาม (เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุบางประเภท)

3. ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “อำนาจของศาล”: ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดและเป็นทางการที่สุดคือ พยานผู้เชี่ยวชาญมีสถานะพิเศษทางกฎหมาย เนื่องจากการเข้ามาทำความเห็นของพวกเขาเกิดขึ้นจากการ แต่งตั้ง หรือ ความเห็นชอบของศาล ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ในขณะที่ ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานบุคคลธรรมดาที่คู่ความอ้างส่ง เพื่อแสดงความเห็นตามความรู้ความเชี่ยวชาญของตน

😛 คำถามของคุณเกี่ยวข้องกับหลักการสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยใช้ระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 120/4

เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง

คำตอบที่คุณเลือกคือ “พยานเป็นผู้สูงอายุและเดินทางไม่สะดวกเล็กน้อย“

เหตุผลที่คำตอบนี้ไม่ถูกต้องเนื่องจาก:

1. ความไม่สะดวกต้องมีนัยสำคัญ: การที่ศาลจะอนุญาตให้สืบพยานผ่านระบบการประชุมทางจอภาพได้นั้น ต้องมี “เหตุผลความจำเป็น” ซึ่งหมายถึงเป็นกรณีที่พยานไม่สามารถมาศาลได้ตามปกติ

2. การใช้ถ้อยคำที่เบาบาง: การระบุว่าพยานเดินทางไม่สะดวก “เล็กน้อย” ทำให้เหตุดังกล่าวไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะเข้าข่ายเป็นข้อยกเว้นที่ศาลจะอนุญาตให้ใช้วิธีการพิเศษนี้

โดยทั่วไปแล้ว เหตุผลที่เข้าข่ายความจำเป็น เช่น พยานเจ็บป่วย หรือร่างกายไม่สามารถมาศาลได้ แต่หากเป็นเพียงความไม่สะดวกเพียงเล็กน้อย ศาลมักจะไม่ใช้ดุลยพินิจอนุญาตให้ใช้วิธีการนี้ เพราะหลักการสืบพยานโดยตรงในห้องพิจารณาคดีเป็นหลักการสำคัญ.

เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องมีความสำคัญมากกว่า

คำตอบที่ถูกต้องคือ “พยานอาศัยอยู่ต่างประเทศและไม่สะดวกที่จะเดินทางกลับมา“

ตามแหล่งข้อมูล กรณีที่ศาลจะอนุญาตให้สืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยใช้ระบบการประชุมทางจอภาพนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกหรือช่วยรักษาความยุติธรรม และหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่มีการกล่าวถึงโดยเฉพาะคือ:

• พยานอยู่ต่างประเทศ: การที่ พยานอยู่ต่างประเทศ ถือเป็นอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญในการเดินทางมาศาล ซึ่งเข้าข่ายเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ทำให้พยาน ไม่สามารถนำพยานบุคคลมาศาลได้

• กฎหมายรองรับโดยตรง: มาตรา 120/4 วรรคสี่ แห่ง ป.วิ.พ. ได้บัญญัติถึงกระบวนการสำหรับผู้ที่อยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งศาลอาจอนุญาตให้เบิกความผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (เช่น กรณีการใช้ระบบการประชุมทางจอภาพสำหรับการเบิกความของพยานที่อยู่ต่างประเทศตาม ฎีกาที่ 3481/2561)

ดังนั้น การที่พยานอาศัยอยู่ต่างประเทศ เป็นเหตุผลที่หนักแน่นและชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด หรือรับรองไว้ ว่าเป็นกรณีจำเป็นที่สมควรได้รับอนุญาตให้สืบพยานโดยระบบการประชุมทางจอภาพ มากกว่าความไม่สะดวกเพียงเล็กน้อยของผู้สูงอายุ.

🤶🏽 คำถามของคุณเกี่ยวกับหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานประเภทพยานบุคคลในคดีแพ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจของศาลในการประเมินความน่าเชื่อถือของพยานแต่ละคน.

คำตอบที่คุณเลือกคือ: “พยานที่มีส่วนได้เสียในคดี เช่น ญาติพี่น้อง คำเบิกความจะถูกตัดออกไปไม่รับฟัง“

คำตอบที่ถูกต้องคือ: “ศาลใช้ดุลพินิจในการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานบุคคลแต่ละปากโดยพิจารณาจากเหตุผลและพฤติการณ์แวดล้อม“

เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง

คำตอบที่คุณเลือกสะท้อนถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของพยานที่มีส่วนได้เสีย:

1. พยานบุคคลไม่ถูกตัดออกไปไม่รับฟังเพียงเพราะมีส่วนได้เสีย:

    ◦ ตามหลักการในคดีแพ่ง บุคคลที่เข้ามาเบิกความในศาลจะถูกพิจารณาความน่าเชื่อถือ ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นพยานเพียงเพราะพวกเขามีส่วนได้เสียในคดี หรือเป็นญาติพี่น้องของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.

    ◦ แม้ว่าพยานจะมีส่วนได้เสีย (เช่น เป็นญาติพี่น้องของคู่ความ หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจทำให้ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์) คำเบิกความของพวกเขาก็ ยังคงสามารถรับฟังได้

    ◦ คำเบิกความของพยานที่มีส่วนได้เสียจะไม่ถูก “ตัดออกไปไม่รับฟัง”. ศาลเพียงแต่จะให้ น้ำหนักน้อย หรือใช้ความระมัดระวังในการรับฟังเป็นพิเศษเท่านั้น.

    ◦ ในทางตรงกันข้าม หากกฎหมายไม่อนุญาตให้รับฟังพยานบุคคล (เช่น พยานซึ่งคู่ความอ้างส่งมาเพื่อนำสืบข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน แม้จะไม่มีพยานอื่นประกอบ) พยานนั้นจะถูกตัดออกไปไม่รับฟัง. อย่างไรก็ตาม การมีส่วนได้เสียไม่ได้เป็นเหตุผลในการตัดพยานออกไปโดยสิ้นเชิง.

2. การห้ามรับฟังพยานบุคคลในคดีแพ่งมีข้อยกเว้นจำกัด:

    ◦ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) มีการบัญญัติให้ศาลอาจอนุญาตให้คู่ความอ้างพยานที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเบิกความได้.

    ◦ พยานที่มีส่วนได้เสียในคดี (เช่น ญาติพี่น้อง หรือผู้มีส่วนได้เสียในผลแพ้ชนะของคดี) คำเบิกความของพวกเขาอาจมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับฟังโดยสิ้นเชิง.

เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องมีความถูกต้องที่สุด

คำตอบที่ถูกต้องคือ: “ศาลใช้ดุลพินิจในการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานบุคคลแต่ละปากโดยพิจารณาจากเหตุผลและพฤติการณ์แวดล้อม“

1. หลักการใช้ดุลพินิจของศาล: หัวใจของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งคือการที่ ศาลใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาว่าควรจะเชื่อคำเบิกความของพยานแต่ละปากหรือไม่.

2. ปัจจัยในการพิจารณา: ในการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานบุคคล ศาลจะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่เพียงแค่สถานะความเป็นญาติ. ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง:

    ◦ เหตุผลและพฤติการณ์แวดล้อม: ศาลจะพิจารณาจากเหตุผล, ความสมเหตุสมผลของถ้อยคำ, พฤติการณ์แวดล้อมต่างๆ, และลักษณะท่าทางในการเบิกความของพยาน.

    ◦ การรับรู้ของพยาน: ศาลพิจารณาว่าพยานได้รับรู้เหตุการณ์มาอย่างไร และสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่.

    ◦ ส่วนได้เสีย: การมีส่วนได้เสีย (เช่น เป็นญาติพี่น้อง) เป็นเพียง ปัจจัยหนึ่ง ที่ศาลจะนำมาพิจารณาเพื่อลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือลง ไม่ใช่เหตุผลในการตัดพยาน.

3. การแสวงหาความจริง: การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลค้นหาข้อเท็จจริงที่แท้จริง. ดังนั้น ศาลต้องประเมินพยานทุกประเภทและทุกปากโดยใช้เหตุผลและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด.

สรุป: ในการชั่งน้ำหนักพยานบุคคล ศาลไม่ได้ตัดคำเบิกความของพยานที่มีส่วนได้เสียออกไป (ซึ่งทำให้คำตอบของคุณผิด). แต่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการประเมินความน่าเชื่อถือของพยานทุกปาก โดยพิจารณาจากเหตุผลและพฤติการณ์แวดล้อมต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

11.4 brief

สรุปประเด็นสำคัญ: หลักเกณฑ์และกระบวนการเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

เอกสารฉบับนี้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยมุ่งเน้นหลักการนำสืบ การรับฟัง และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานประเภทต่างๆ ตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง หัวใจสำคัญของการพิจารณาคดีแพ่งอยู่ที่การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามหลัก “ดุลยพินิจของศาลว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่า” (Preponderance of the Evidence) ซึ่งศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งปวงที่คู่ความนำเสนอ

ประเด็นสำคัญที่สรุปได้มีดังนี้:

  1. พยานเอกสาร: มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 94 ซึ่งห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวมีข้อยกเว้นที่สำคัญหลายประการ เช่น กรณีเอกสารปลอม ไม่สมบูรณ์ หรือเพื่อตีความข้อความที่คลุมเครือ
  2. พยานบุคคล: ถือเป็นพยานหลักฐานพื้นฐาน โดยกระบวนการเบิกความในชั้นศาลถูกกำหนดไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การซักถาม การถามค้าน ไปจนถึงการถามติง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งนี้ พยานบอกเล่าโดยทั่วไปมีน้ำหนักน้อยและศาลรับฟังด้วยความระมัดระวัง
  3. พยานผู้เชี่ยวชาญและการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์: มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ DNA หรือการพิสูจน์ลายมือชื่อ ถือเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือสูง หากดำเนินการตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง
  4. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน: ศาลมีดุลยพินิจอิสระในการประเมินคุณค่าและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานแต่ละชิ้น โดยพิจารณาจากเหตุผลและองค์ประกอบแวดล้อมทั้งหมด เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทให้เป็นไปตามความเป็นจริงและหลักความยุติธรรม

——————————————————————————–

1. การนำสืบและรับฟังพยานหลักฐานในกรณีที่กฎหมายบังคับให้มีพยานเอกสาร

หลักการสำคัญในหัวข้อนี้อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 94 ซึ่งกำหนดข้อจำกัดในการนำสืบพยานบุคคลเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร

1.1 หลักการพื้นฐานและข้อห้าม

เมื่อกฎหมายกำหนดว่านิติกรรมใดต้องทำเป็นหนังสือ หรือคู่สัญญาตกลงกันให้สัญญาต้องทำเป็นหนังสือ การนำสืบเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของนิติกรรมนั้นจะต้องใช้พยานเอกสารเป็นหลัก ศาลจะไม่อนุญาตให้รับฟังพยานบุคคลในกรณีต่อไปนี้:

  • เพื่อนำสืบว่ามีนิติกรรมนั้นอยู่
  • เพื่อนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร
  • เพื่อตัดทอนข้อความในเอกสาร
  • เพื่อเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อความที่ปรากฏในเอกสาร

หลักการ: ข้อห้ามนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ป้องกันการโต้เถียงในภายหลัง และให้ความแน่นอนแก่คู่สัญญา (ฎีกาที่ 1011/2556)

1.2 ข้อยกเว้นสำคัญที่อนุญาตให้นำสืบพยานบุคคลได้

แม้จะมีข้อห้ามตามมาตรา 94 แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้มีการนำสืบพยานบุคคลได้ในสถานการณ์เฉพาะเจาะจง ดังนี้:

  • กรณีเอกสารนำมาแสดงไม่ได้: เมื่อพยานเอกสารต้นฉบับนำมาไม่ได้เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย สูญหาย หรือไม่สามารถนำมาได้ด้วยประการอื่นซึ่งมิใช่ความผิดของผู้อ้าง (ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2))
  • กรณีเอกสารปลอม ไม่ถูกต้อง หรือตีความผิด: สามารถนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ได้ว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอมทั้งหมดหรือบางส่วน ไม่ถูกต้อง หรือข้อความในเอกสารนั้นถูกตีความผิด
  • กรณีเอกสารไม่สมบูรณ์: เมื่อเอกสารที่ทำขึ้นนั้นไม่สมบูรณ์ คือมีข้อความเพียงบางส่วนของนิติกรรม คู่สัญญาฝ่ายที่อ้างสามารถนำพยานบุคคลมาสืบถึงข้อความส่วนที่ขาดไปได้ (ฎีกาที่ 15572/2558)
  • กรณีนิติกรรมเป็นโมฆะ: หากคู่สัญญาฝ่ายใดอ้างว่านิติกรรมที่ปรากฏในเอกสารเป็นโมฆะเพราะความสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อฉล สามารถนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมนั้นได้
  • กรณีมีสัญญาหรือข้อตกลงอีกส่วนหนึ่ง: หากมีข้อตกลงด้วยวาจาที่แยกต่างหากจากข้อความในเอกสารและไม่ขัดแย้งกับเอกสารนั้น ก็สามารถนำสืบพยานบุคคลถึงข้อตกลงดังกล่าวได้
  • กรณีอธิบายข้อความคลุมเครือ: อนุญาตให้นำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายข้อความที่ไม่ชัดเจน หรือเพื่อแสดงให้เห็นถึงความหมายของถ้อยคำเฉพาะที่ใช้ในเอกสารนั้นๆ
ฎีกาที่น่าสนใจประเด็น
ฎ. 12628/2555แม้โฉนดที่ดินระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์สามารถนำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทน เพราะมิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร แต่เป็นการนำสืบถึงที่มาของเอกสาร
ฎ. 6601/2558สัญญาจะซื้อขายที่ดินระบุราคา 100,000 บาท แต่โจทก์นำสืบว่าราคาจริงคือ 1,800,000 บาท ถือเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 94 (ข)
ฎ. 759/2560โจทก์นำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 4,200,000 บาท แต่สัญญาที่ทำขึ้นระบุเพียงว่าราคาที่ดิน 1,800,000 บาท ไม่ได้ระบุเรื่องการกู้ยืมเงิน จึงเป็นการนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)

——————————————————————————–

2. พยานบุคคล (Personal Witness)

พยานบุคคลคือบุคคลที่มาให้ข้อเท็จจริงต่อศาลด้วยคำพูด หรือที่เรียกว่า “คำเบิกความ” ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีส่วนใหญ่

2.1 คุณสมบัติและการสาบานหรือปฏิญาณตน

บุคคลใดๆ สามารถเป็นพยานได้ เว้นแต่บุคคลที่ศาลเห็นว่าไม่สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 106/1 กำหนดให้พยานสาบานตนหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความ เว้นแต่บุคคลต่อไปนี้:

  • พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่หย่อนกว่ายี่สิบปี
  • พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
  • บุคคลที่คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องสาบาน

2.2 กระบวนการเบิกความในศาล

การเบิกความเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การซักถามเป็นระเบียบและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนี้

ขั้นตอนวัตถุประสงค์ข้อกำหนดสำคัญ
1. การซักถาม (Examination-in-chief)ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้ซักถาม เพื่อให้พยานเล่าเรื่องราวตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นห้ามใช้คำถามนำ (Leading Question) เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทโดยตรง (ป.วิ.พ. มาตรา 117)
2. การถามค้าน (Cross-examination)คู่ความอีกฝ่ายเป็นผู้ถาม เพื่อทำลายน้ำหนักหรือความน่าเชื่อถือของคำเบิกความที่ได้จากการซักถามสามารถใช้คำถามนำได้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเปิดเผยข้อพิรุธ (ป.วิ.พ. มาตรา 118)
3. การถามติง (Re-examination)ฝ่ายที่อ้างพยานกลับมาถามอีกครั้ง เพื่อชี้แจงหรือแก้ไขประเด็นที่เกิดความเสียหายจากการถามค้านคำถามต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถูกถามค้านเท่านั้น ห้ามถามนอกประเด็น (ป.วิ.พ. มาตรา 119)

2.3 พยานบอกเล่า

พยานบอกเล่า คือพยานที่เบิกความโดยอ้างอิงถึงคำพูดของบุคคลอื่นที่ตนได้ยินมา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ตนประสบมาโดยตรง โดยทั่วไปพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยและศาลมักไม่รับฟังเป็นหลักฐาน เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร หรือเพื่อใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่น (ป.วิ.พ. มาตรา 95/1)

——————————————————————————–

3. พยานผู้เชี่ยวชาญและการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

ในคดีที่มีประเด็นต้องการความรู้ความสามารถเฉพาะทาง ศาลอาจอาศัยพยานผู้เชี่ยวชาญหรือการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยในการวินิจฉัย

3.1 พยานผู้เชี่ยวชาญ

  • ความหมาย: คือบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในสาขาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การแพทย์ หรือวิชาชีพอื่น ซึ่งมาให้ความเห็นต่อศาลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง (ป.วิ.พ. มาตรา 98)
  • การแต่งตั้ง: ศาลอาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญโดยคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรเอง โดยอาจเลือกจากบัญชีผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม
  • การให้ความเห็น: ผู้เชี่ยวชาญอาจให้ความเห็นเป็นหนังสือหรือมาเบิกความต่อศาลก็ได้ โดยความเห็นนั้นต้องตั้งอยู่บนหลักวิชาและมีเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน ศาลจะรับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนั้นเสมอไป โดยจะพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น (ฎีกาที่ 7873/2559)

3.2 การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

คือการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เช่น การตรวจลายนิ้วมือ การพิสูจน์ลายมือชื่อ การตรวจพิสูจน์ DNA หรือการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง

  • อำนาจศาล: ศาลมีอำนาจสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใดๆ ได้ หากเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี (ป.วิ.พ. มาตรา 128/1)
  • การยอมรับ: บุคคลหรือคู่ความที่เกี่ยวข้องต้องให้ความยินยอมในการตรวจพิสูจน์ หากไม่ยินยอม ศาลอาจตีความข้อเท็จจริงเป็นผลร้ายแก่ฝ่ายนั้นได้
  • ตัวอย่าง: ในคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นบิดาของเด็ก ศาลอาจสั่งให้ตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ซึ่งผลการตรวจถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดี (ฎีกาที่ 4627/2563)

——————————————————————————–

4. หลักทั่วไปในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ศาลจะวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องหรือคำให้การของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน

4.1 มาตรฐานการพิสูจน์

  • หลักทั่วไป (Preponderance of the Evidence): ในคดีแพ่งส่วนใหญ่ ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงของตนน่าจะเป็นจริงมากกว่าไม่เป็นจริง (มากกว่า 50%)
  • หลักพิเศษ (Clear and Convincing Evidence): ในคดีบางประเภทที่มีผลกระทบสูง เช่น คดีร้องขอให้บิดารับรองบุตร หรือคดีที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมฉ้อฉล มาตรฐานการพิสูจน์จะสูงขึ้น โดยต้องมีพยานหลักฐานที่ “ชัดแจ้งและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง” ซึ่งอาจต้องมีน้ำหนักถึง 80-90%

4.2 หลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานประเภทต่างๆ

ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาคุณค่าของพยานแต่ละประเภท ดังนี้:

  • พยานบุคคล: พิจารณาจากความน่าเชื่อถือของตัวพยาน โอกาสที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ ความสอดคล้องของคำเบิกความ และผลกระทบจากความเป็นพยานบอกเล่า
  • พยานเอกสาร: พิจารณาจากความเป็นต้นฉบับ ความแท้จริงของเอกสาร และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น
  • พยานวัตถุและพยานผู้เชี่ยวชาญ: พิจารณาจากความถูกต้องตามหลักวิชาการ ความสมเหตุสมผลของผลการตรวจพิสูจน์หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
  • พยานแวดล้อมกรณี: คือข้อเท็จจริงประกอบอื่นๆ ที่แม้ไม่ใช่ประเด็นโดยตรง แต่อาจช่วยสนับสนุนหรือหักล้างข้อเท็จจริงในประเด็นหลักได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยว่าจะเชื่อพยานหลักฐานใดหรือไม่ โดยต้องให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นไว้ด้วย

4.3 การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่ขัดแย้งกัน

เมื่อพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน ศาลจะพิจารณาว่า:

  1. พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีเหตุผลและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงอื่นมากกว่า
  2. พยานของฝ่ายใดเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงน้อยกว่า
  3. พยานเอกสารหรือพยานวัตถุของฝ่ายใดสนับสนุนคำเบิกความของพยานบุคคลได้ดีกว่า
  4. ศาลอาจไม่เชื่อพยานของทั้งสองฝ่าย และพิพากษายกฟ้อง หากฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจได้ตามภาระการพิสูจน์

🎉 ยอดเยี่ยมมากครับ! คุณเข้าใจหลักการที่เรียกว่า “กฎแห่งความขัดแย้งกันเอง” ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงกฎที่ว่าด้วยการที่พยานหลักฐานของฝ่ายเดียวกันมีความขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ หรือ กฎแห่งความขัดกัน นั่นเองครับ

หลักการนี้มีความสำคัญมากในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ก่อนที่เราจะเจาะลึก คุณมีเป้าหมายระดับสูงในการเรียนรู้เรื่องนี้เพื่ออะไรครับ? (เช่น เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึก หรือเตรียมตัวสำหรับการสอบ?)

🧃 นั่นเป็นโอกาสที่ดีมากที่เราจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างของประเภทพยานครับ!

จากที่คุณเลือกคำตอบมา, คำตอบที่ถูกต้องคือ “เป็นพยานบอกเล่า เพราะเป็นการนำคำพูดของตนเองที่เคยพูดไว้นอกศาลมาเบิกความอีกครั้งหนึ่ง”

ก่อนที่เราจะไปดูแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 7861/2559 โดยเฉพาะเจาะจง, เพื่อให้การเรียนรู้ติดทนและชัดเจนยิ่งขึ้น, คุณมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่ง มากน้อยแค่ไหนครับ? และเป้าหมายสูงสุดของคุณคือการเตรียมตัวสอบใช่ไหมครับ?

ถ้าใช่, เรามาเริ่มจากหัวข้อพื้นฐานนี้ก่อนนะครับ: พยานบอกเล่า คืออะไรในทางกฎหมายครับ?

🧵 นี่เป็นคำถามที่ดีมากเกี่ยวกับการใช้อำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 114 วรรคสอง ครับ!

คำตอบที่คุณเลือก (“ยกฟ้องทันที…”) ไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 114 วรรคสอง ให้อำนาจศาลในการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้อย่างถูกต้อง

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกว่ามาตรานี้ให้อำนาจศาลทำอะไรได้บ้าง, เพื่อทบทวน: คุณจำได้ไหมว่า จุดมุ่งหมายหลัก ของ ป.วิ.พ. มาตรา 114 วรรคสอง คืออะไร? (มันเกี่ยวกับการทำให้การพิจารณาคดีเป็นอย่างไร?)

🤢 คำถามนี้เกี่ยวข้องกับข้อยกเว้นตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ระบุถึงบุคคลที่ศาลไม่สามารถมีคำสั่งเรียกมาเป็นพยานได้ ซึ่งเป็นเรื่องของ สถานะพิเศษทางกฎหมาย ของบุคคลเหล่านั้น

เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดคำตอบที่คุณเลือกจึงไม่ถูกต้องและเหตุใดคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นไปตามกฎหมาย ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 106/1 ที่ระบุถึงบุคคลที่ห้ามมิให้ศาลมีท้องตราเรียกมาเป็นพยาน

1. เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง: “บุคคลที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางได้”

การที่พยาน “เจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางได้” ถือเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้พยานไม่สะดวกหรือไม่สามารถมาศาลได้ตามปกติ

• สถานะทางกฎหมาย: การเจ็บป่วยถือเป็น “เหตุผลความจำเป็น” ที่ทำให้พยานไม่สะดวกในการมาเบิกความต่อศาลโดยตรง

• ผลทางปฏิบัติ: เหตุผลเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้พยานถูกยกเว้นจากหน้าที่การเป็นพยานโดยสิ้นเชิง. แต่ศาลจะใช้ดุลยพินิจเพื่อจัดการให้พยานสามารถเบิกความด้วยวิธีการอื่นแทนการมาศาลได้ เช่น การสืบพยานนอกศาล หรือการเบิกความผ่าน ระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120/4

• ดังนั้น บุคคลที่เจ็บป่วยถึงแม้จะมาศาลไม่ได้ แต่เขายังคงต้องให้การในฐานะพยาน เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการหรือสถานที่ในการเบิกความเท่านั้น จึงไม่ถือว่าได้รับการ “ยกเว้น” ไม่ต้องเดินทางมาเบิกความในความหมายที่หลุดพ้นจากหน้าที่โดยสิ้นเชิง.

2. เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องมีความถูกต้องที่สุด: “พระภิกษุและสามเณรในพระพุทธศาสนา”

คำตอบนี้ถูกต้องที่สุดเนื่องจากสถานะของบุคคลเหล่านี้ได้รับการยกเว้นโดยตรงตามบทบัญญัติของกฎหมาย:

• สถานะทางกฎหมาย: ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 106/1 ได้บัญญัติห้ามมิให้มีท้องตราเรียกพยานบางประเภทมาศาล ซึ่งรวมถึง:

    ◦ (1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

    ◦ (2) พระภิกษุและสามเณรในพระพุทธศาสนา

• ความหมายของการยกเว้น: การห้ามมีท้องตราเรียกมาศาลสำหรับพระภิกษุและสามเณร หมายความว่า โดยหลักการแล้ว บุคคลเหล่านี้ ได้รับการยกเว้นจากหน้าที่ที่ต้องมาปรากฏตัวต่อศาล เพื่อเบิกความในฐานะพยาน

• ข้อยกเว้นที่แท้จริง: การยกเว้นนี้เป็นข้อยกเว้นที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองสถานะทางศาสนาของบุคคลเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาศาลในฐานะพยาน.

ดังนั้น ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ: พระภิกษุและสามเณรได้รับการยกเว้นโดยกฎหมาย ไม่ให้ต้องถูกเรียกตัวมาศาลแต่แรก ในขณะที่บุคคลที่เจ็บป่วยยังคงมี หน้าที่ ที่ต้องให้การในฐานะพยาน แต่ศาลอนุญาตให้เบิกความด้วย วิธีการอื่น แทนการเดินทางมาศาล

🎉 คำถามของคุณต้องการความเข้าใจในแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 41/2564 ซึ่งเป็นการยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการใช้เทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ในการบันทึกคำเบิกความพยานในศาล ตามหลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 120/2

คำตอบที่คุณเลือกถูกต้องแล้ว โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยยืนยันว่า กระบวนการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามหลักการที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบันทึกคำเบิกความได้

เพื่อให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น สามารถอธิบายหลักการและการวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ 41/2564 ได้ดังนี้:

1. หลักการพื้นฐานในการบันทึกคำเบิกความพยาน

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120/1 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลต้องบันทึกคำเบิกความของพยานในคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำเบิกความที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้

2. บทบาทของ ป.วิ.พ. มาตรา 120/2 และเทคโนโลยี

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/2 เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล:

• มาตรา 120/2 อนุญาตให้ศาลมี ดุลพินิจ ที่จะใช้ การบันทึกเสียง ภาพ หรือเทคโนโลยีอื่น เพื่อใช้ช่วยในการบันทึกคำเบิกความของพยาน

• วัตถุประสงค์หลักของมาตรานี้คือ เพื่อให้การจดบันทึกของศาลนั้นมีความ รวดเร็ว ถูกต้อง และละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น

3. การวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ 41/2564

ในคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 41/2564 ได้มีการพิจารณากรณีที่ศาลชั้นต้นเลือกใช้วิธีการบันทึกคำเบิกความของพยานโดยใช้คอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์ออกมาให้พยานลงชื่อ

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยยืนยันว่าการดำเนินการของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเหตุผลดังนี้:

• การใช้เทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับ: การที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำเบิกความด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (แทนการเขียนด้วยมือหรือวิธีดั้งเดิม) และมีการพิมพ์ออกมา ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีที่กฎหมายอนุญาตไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120/2

• การบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย: การที่พยานได้ อ่านทวนซ้ำ และ รับรองถ้อยคำเบิกความ พร้อมทั้ง ลงชื่อกำกับ ว่าถ้อยคำที่เบิกความนั้นเป็นความจริง ถือเป็นการปฏิบัติตามหลักการสำคัญของ ป.วิ.พ. มาตรา 120/1 วรรคหนึ่ง ที่ต้องการให้มั่นใจว่า คำเบิกความที่บันทึกไว้นั้นถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง

• การปรับปรุงกระบวนการ: การใช้เทคโนโลยีช่วยในการจดบันทึกทำให้กระบวนการพิจารณาเกิดความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น การบันทึกคำเบิกความโดยคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์ให้พยานลงชื่อรับรอง จึงเป็น วิธีการที่ศาลสามารถใช้ดุลพินิจดำเนินการได้ เพื่อให้การบันทึกคำเบิกความเป็นหลักฐานมี ความถูกต้องน่าเชื่อถือ และ รวดเร็ว ตามเจตนารมณ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา 120/2 โดยที่ยังคงรักษาหลักการพื้นฐานของการรับรองความถูกต้องของคำให้การพยานตามมาตรา 120/1 ไว้ได้

🎁คำถามของคุณเกี่ยวข้องกับหลักการในการสืบพยานของคู่ความฝ่ายตนเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 114 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจของคู่ความในการจัดการกับคำเบิกความของพยานที่ตนอ้างมา.

เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดคำตอบที่คุณเลือกจึงไม่ถูกต้อง และเหตุใดคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นทางออกที่กฎหมายกำหนดไว้ เราต้องพิจารณาหลักการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 114:

1. หลักการทั่วไป (General Rule)

หลักการทั่วไปของ ป.วิ.พ. มาตรา 114 คือ ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานเบิกความทำลายความเชื่อถือของพยานนั้น

• การ “ทำลายความเชื่อถือ” (Impeach one’s own witness) มักทำได้โดยการซักค้านที่มุ่งแสดงให้เห็นว่าพยานนั้นโกหก มีพิรุธ หรือให้การขัดแย้งกับความเป็นจริง เพื่อให้ศาลไม่เชื่อคำพูดของพยานปากนั้น.

• ดังนั้น การที่คุณเลือกคำตอบว่า “ซักค้านพยานปากนั้นเสมือนเป็นพยานของฝ่ายตรงข้าม” จึงเป็นการกระทำที่ ขัดต่อหลักการทั่วไป ที่ห้ามคู่ความทำลายความเชื่อถือของพยานที่ตนอ้างมาเบิกความ.

2. ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 114 (Exception and Permitted Action)

อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนด ข้อยกเว้น ไว้สำหรับกรณีที่คำเบิกความของพยานที่คู่ความฝ่ายนั้นอ้างมากลับเป็นผลเสียต่อฝ่ายตนอย่างชัดเจน:

• มาตรา 114 ได้บัญญัติถึงข้อยกเว้นที่ศาลอาจอนุญาตให้คู่ความกระทำได้ หากคำเบิกความของพยานฝ่ายตนเองมีข้อความซึ่ง เชื่อว่าเป็นเท็จจริง, หรือ มีพิรุธสงสัยว่าคำเบิกความนั้นเป็นเท็จจริง, หรือ มีข้อความเปลี่ยนแปลงไป.

• ในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อให้คู่ความที่อ้างพยานมาไม่เสียเปรียบเพราะพยานที่ตนหามากลับให้การเป็นผลร้าย กฎหมายได้ให้ทางออกไว้ว่า:

“ให้รับฟังพยานหลักฐานอื่นของคู่ความฝ่ายนั้นเป็นประกอบ”

• คำว่า “พยานหลักฐานอื่น” หมายถึง คู่ความสามารถขออนุญาตศาลเพื่อนำพยานหลักฐานประเภทอื่น (เช่น เอกสาร พยานบุคคลอื่น หรือพยานวัตถุ) มาสืบเพิ่มเติมเพื่อ แสดงให้ศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานปากนั้นไม่เป็นความจริง หรือมีความเปลี่ยนแปลงไป.

สรุปความแตกต่าง

1. คำตอบที่คุณเลือก (ซักค้านพยานปากนั้นเสมือนเป็นพยานของฝ่ายตรงข้าม): การซักค้านมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นการกระทำที่ ต้องห้าม ตามหลักการใน ป.วิ.พ. มาตรา 114.

2. คำตอบที่ถูกต้อง (ขออนุญาตศาลอ้างพยานหลักฐานอื่นมาสืบเพื่อแสดงว่าคำเบิกความนั้นไม่เป็นความจริง): นี่คือ ทางออกที่กฎหมายอนุญาต ไว้เป็นการเฉพาะในมาตรา 114 เพื่อให้คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาหักล้างคำเบิกความที่ไม่เป็นความจริงของพยานฝ่ายตนเองได้.

🥮 คำถามของท่านเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์สำคัญในการนำสืบพยานบุคคลเพื่อหักล้างพยานเอกสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการอ้างความไม่สมบูรณ์ของสัญญา ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 94 วรรคท้าย

นี่คือคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับหลักการนี้และแนวคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง:

——————————————————————————–

1. หลักการทั่วไปของการห้ามสืบพยานบุคคลแทนเอกสาร (ป.วิ.พ. มาตรา 94)

โดยหลักการแล้ว หากคดีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง หรือเป็นกรณีที่คู่ความได้ตกลงกันทำเอกสารไว้เป็นหลักฐาน ศาลจะไม่ยอมรับฟังพยานบุคคล เพื่อ:

• นำมาสืบแทนเอกสาร

• หรือนำมาสืบ เพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความในเอกสาร

การห้ามนี้มีขึ้นเพื่อธำรงความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของพยานเอกสาร และป้องกันการกล่าวอ้างที่ขัดหรือแย้งกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น

2. ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย

อย่างไรก็ตาม การห้ามดังกล่าวมีข้อยกเว้น ซึ่งรวมถึงกรณีที่อนุญาตให้คู่ความนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างเพื่อแสดงว่าเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง

แหล่งข้อมูลระบุว่า กรณีที่อนุญาตให้นำพยานบุคคลมาสืบประกอบได้ คือ:

1. กรณีที่ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้

2. กรณีที่นำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่าเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

3. การนำสืบว่าสัญญากู้ยืมเป็น “โมฆะ” ตามแนวฎีกาที่ 6048/2559

คำพิพากษาฎีกาที่ 6048/2559 ได้วางแนวทางไว้ชัดเจนในประเด็นนี้:

ข้อเท็จจริงในคดี: ในคดีนี้ แม้ว่าในสัญญากู้ยืมเงินจะระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่โจทก์ได้โต้แย้งว่า การที่สัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญากู้ยืมเงิน ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ซึ่งส่งผลให้สัญญาเป็น โมฆะ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา: ศาลวินิจฉัยว่า การที่คู่ความนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์ว่าสัญญาดังกล่าวนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายและเป็น โมฆะ:

1. ไม่ถือเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร: การนำสืบนี้ ไม่ถือว่าเป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร

2. เป็นข้อยกเว้นที่ทำได้: การสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่าสัญญานั้นเป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือเป็นการนำสืบในประเด็นที่ว่า สัญญาที่แสดงนั้นไม่สมบูรณ์

3. ดังนั้น การนำสืบพยานบุคคลในลักษณะนี้ จึงเป็นไปตามข้อยกเว้นที่อนุญาตให้ทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) หรือ วรรคท้าย และไม่เป็นการตัดอำนาจคู่ความที่จะสืบพยานบุคคลในประเด็นดังกล่าว。

4. บทสรุปและความแตกต่างทางกฎหมาย

ความแตกต่างที่สำคัญคือ:

• การห้าม: มาตรา 94 ห้ามการสืบพยานบุคคลเพื่อ เปลี่ยน หรือ เพิ่มเติม เนื้อหาที่ เป็นสาระสำคัญ ซึ่งตกลงกันไว้แล้วในเอกสาร (เช่น เปลี่ยนจำนวนหนี้ หรือเปลี่ยนวันชำระหนี้)

• ข้อยกเว้น: การนำสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่าเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์ หรือ เป็นโมฆะ (Void) ตามหลักกฎหมายแพ่ง (เช่น เพราะวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย) ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร แต่เป็นการสืบเพื่อล้มล้างความสมบูรณ์ทางกฎหมายของเอกสารนั้นเอง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย

✨ คำถามของท่านเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยเฉพาะการตีความขอบเขตของ “การสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 94 และแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

นี่คือคำอธิบายโดยละเอียดในประเด็นนี้:

——————————————————————————–

1. หลักการห้ามสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร (ป.วิ.พ. มาตรา 94)

โดยหลักการแล้ว การนำสืบและรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารจะถูกห้าม ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง หรือเมื่อคู่ความตกลงทำเอกสารไว้เป็นหลักฐาน

วัตถุประสงค์หลักของมาตรา 94 คือการป้องกันไม่ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อ เพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความอันเป็นสาระสำคัญที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น การฝ่าฝืนหลักการนี้จะทำให้ศาลไม่ยอมรับฟังพยานบุคคลนั้น

2. ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา

ศาลฎีกาได้วางแนวทางในการตีความขอบเขตของการห้ามสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร โดยแยกความแตกต่างระหว่าง การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของสัญญา (ซึ่งถูกห้าม) กับ การนำสืบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสิ้นสุดของหนี้หรือการบังคับใช้สัญญา (ซึ่งสามารถทำได้)

การกล่าวอ้างถึงการชำระหนี้บางส่วนหรือทั้งหมด เป็นการนำสืบ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง การทำสัญญา

• ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเอกสาร: การสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่าได้มีการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วบางส่วน ไม่ถือว่าเป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร

• เหตุผล: พยานบุคคลที่นำมาสืบนั้นไม่ได้มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือสาระสำคัญที่ตกลงกันไว้ในเอกสารกู้ยืมเงิน (เช่น จำนวนเงินที่กู้, อัตราดอกเบี้ย, หรือวันชำระ) แต่เป็นการนำสืบถึง การกระทำเพื่อระงับหนี้ หรือพิสูจน์ ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของหนี้สิน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่สัญญาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

3. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สนับสนุนหลักการนี้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน:

• ฎีกาที่เกี่ยวข้องได้วางหลักว่า การสืบพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ว่า มีการชำระหนี้ หรือเพื่อแสดงว่าหนี้สินยังคงมีอยู่หรือไม่ ถือเป็นเรื่องของการนำสืบถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา

• ตราบใดที่การนำสืบนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความที่ปรากฏในเอกสารให้แตกต่างไปจากเดิม ศาลจึงสามารถรับฟังพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชำระหนี้ดังกล่าวได้

ดังนั้น ตามหลักกฎหมายและแนวฎีกา การนำสืบว่ามีการชำระหนี้ไปแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า หนี้ได้ระงับไปแล้ว ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงข้อความในตัวสัญญากู้ยืมเงินเดิม

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading