การวิเคราะห์หลักการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีอาญา

1. บทนำ: หลักการพื้นฐานตามมาตรา 15 แห่ง ป.วิ.อ.

ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ถือเป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลทุกขั้นตอนของกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนและหลากหลายของข้อเท็จจริงในแต่ละคดี ย่อมเป็นไปได้ที่ ป.วิ.อ. อาจมิได้บัญญัติวิธีปฏิบัติในบางกรณีไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่น สมบูรณ์ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย กฎหมายจึงได้สร้างกลไกสำคัญเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว โดยอนุญาตให้นำหลักการจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาปรับใช้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกัน อันเป็นการสะท้อนถึงพลวัตของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งแสวงหาความจริงและความเป็นธรรมมากกว่าการยึดติดกับตัวบทกฎหมายที่ตายตัว

รากฐานทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งในเรื่องนี้คือ มาตรา 15 แห่ง ป.วิ.อ. ซึ่งบัญญัติไว้ว่า:

มาตรา 15 “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้”

บทบัญญัติตามมาตรา 15 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงหลักการ เพราะเป็นเครื่องมือทางนิติวิธีที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่กระบวนพิจารณาคดีอาญา ทำให้ศาลสามารถนำหลักกฎหมายที่มีอยู่แล้วในระบบมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมายซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน การอนุญาตให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลมจึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง บทวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้ จะฉายภาพให้เห็นถึงการปรับใช้หลักการดังกล่าวในสถานการณ์ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

2. กรณีที่ ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ: การนำ ป.วิ.พ. มาใช้เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย

สถานการณ์หลักที่กฎหมายเปิดช่องให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ คือกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ ไว้เลย ซึ่งถือเป็นการนำกฎหมายมาใช้เพื่อ “อุดช่องว่าง” อย่างแท้จริง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

2.1 การเพิกถอนคำสั่ง

  • หลักกฎหมาย: การเพิกถอนคำสั่งที่ศาลได้มีไปโดยผิดพลาดหรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน สามารถนำหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ (ฎีกาเก่าอ้างอิงหลักมาตรา 22 ป.วิ.พ. เดิม)
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 396/2517): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ ป.วิ.อ. จะไม่มีบทบัญญัติให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของตนเองได้ แต่เมื่อศาลมีคำสั่งโอนคดีไปโดยเกิดความผิดพลาดขึ้น ศาลย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้นเสียได้ การปรับใช้หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวกระบวนพิจารณาเอง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริง มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบวิธีพิจารณาที่ไม่มีบทบัญญัติรองรับโดยตรงใน ป.วิ.อ.

2.2 การโอนคดี

  • หลักกฎหมาย: การโอนคดีที่มีความเกี่ยวพันกันและอยู่ในเขตอำนาจของศาลที่แตกต่างกัน เพื่อความสะดวกในการพิจารณา สามารถนำหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 6 ประกอบมาตรา 10 (ฎีกาเก่าอ้างอิงหลักมาตรา 23 และ 26 ป.วิ.พ. เดิม) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 1338/2532): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีคดีสองเรื่องที่เกี่ยวพันกันฟ้องอยู่ในศาลที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความสะดวกในการพิจารณาคดี ศาลสามารถมีคำสั่งโอนคดีมารวมพิจารณาได้ บรรทัดฐานนี้แสดงให้เห็นถึงการนำหลักประสิทธิภาพมาใช้ในการบริหารจัดการคดี เพื่อหลีกเลี่ยงคำพิพากษาที่อาจขัดแย้งกันและอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่าย

2.3 การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

  • หลักกฎหมาย: สิทธิของผู้เสียหายในการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ สามารถนำหลักเรื่องการเข้าเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มาปรับใช้ได้ (ฎีกาเก่าอ้างอิงหลักมาตรา 30 และ 31 ป.วิ.พ. เดิม)
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 7632/2542): แม้พนักงานอัยการจะถอนฟ้องจำเลยไปแล้ว แต่สิทธิของผู้เสียหายในการดำเนินคดียังคงมีอยู่ หากผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไว้ก่อนที่อัยการจะถอนฟ้อง ก็ถือว่าผู้เสียหายได้เข้าเป็นคู่ความในคดีแล้ว และมีสิทธิจะดำเนินคดีต่อไปได้ หลักการนี้จึงเป็นการยืนยันสิทธิของผู้เสียหายในการแสวงหาความยุติธรรมอย่างเป็นอิสระจากองค์กรของรัฐ

2.4 การกำหนดค่าฤชาธรรมเนียม

  • หลักกฎหมาย: ศาลมีอำนาจสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีอาญาที่ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ โดยอนุโลมตาม ป.วิ.พ.
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 1578/2511): ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติเรื่องการตกลงหรือยอมความในคดีอาญาไว้ แต่ในความผิดอันยอมความได้ หากคู่ความสามารถตกลงกันและศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งรวมถึงค่าทนายความได้ โดยนำหลักการทั่วไปใน ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ

2.5 การฟ้องซ้อน

  • หลักกฎหมาย: การที่พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาในเรื่องเดียวกันซ้ำอีก ถือเป็นการฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) โดยอนุโลม
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 687/2502): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยในมูลคดีเดียวกันแล้ว การยื่นฟ้องจำเลยคนเดียวกันในมูลคดีเดียวกันอีกครั้งในศาลเดียวกัน ย่อมเป็นการต้องห้าม ซึ่งเป็นการนำหลักการฟ้องซ้อนมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองจำเลยมิให้ต้องถูกเบียดเบียนรบกวนจากการถูกฟ้องร้องในเรื่องเดียวกันหลายครั้ง

2.6 การรับมรดกความในกรณีโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย

  • หลักกฎหมาย: เมื่อโจทก์ร่วมในคดีอาญาถึงแก่ความตาย ทายาทหรือผู้จัดการมรดกสามารถเข้าดำเนินคดีแทนได้ โดยอนุโลมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42
  • แนวคำพิพากษาฎีกา (ฎ. 788/2529): เนื่องจาก ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติเรื่องการรับมรดกความไว้ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย ทายาทจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปได้ เพื่อให้สิทธิในการดำเนินคดีของผู้เสียหายไม่ระงับสิ้นไปเพียงเพราะการมรณะของคู่ความ

นอกจากการนำ ป.วิ.พ. มาใช้เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายในกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติไว้เลยแล้ว ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ศาลนำ ป.วิ.พ. มาใช้เพื่อเสริมหรือขยายความบทบัญญัติที่มีอยู่แล้วใน ป.วิ.อ. เพื่อให้กระบวนพิจารณามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

3. กรณีที่ ป.วิ.อ. มีบทบัญญัติไว้แล้ว: การนำ ป.วิ.พ. มาใช้เพื่อเสริมหรือขยายความ

ในบางสถานการณ์ แม้ ป.วิ.อ. จะมีบทบัญญัติในเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว แต่บทบัญญัติดังกล่าวอาจยังไม่ครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมดของกระบวนพิจารณา ในกรณีเช่นนี้ ศาลฎีกาได้วางแนวทางในการนำหลักการของ ป.วิ.พ. มาปรับใช้เพื่อ “เสริม” ให้กระบวนพิจารณามีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าหลักการที่นำมาใช้นั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งกับหลักการเดิมที่มีอยู่ใน ป.วิ.อ. สามารถจัดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคำพิพากษาได้ดังนี้

3.1 การยื่นและตรวจคำคู่ความ

  • การขอถอนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ฎ. 3578/2562): ป.วิ.อ. มาตรา 23 บัญญัติให้ถอนฟ้องได้ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการถอนคำร้องอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามารถนำ ป.วิ.พ. มาตรา 25 มาใช้โดยอนุโลม ให้ผู้ร้องขอปล่อยชั่วคราวสามารถถอนคำร้องของตนได้ ตราบเท่าที่ยังไม่มีคำสั่งศาลออกมา ซึ่งเป็นการเสริมหลักให้กระบวนพิจารณามีความสมบูรณ์

3.2 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น

  • การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ (ฎ. 3586/2544): แม้ ป.วิ.อ. จะไม่มีบทบัญญัติเรื่องนี้ไว้โดยตรง ศาลฎีกาก็วางหลักว่าสามารถนำ ป.วิ.พ. มาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ เพื่อให้ศาลมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปโดยไม่ถูกต้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาความเป็นธรรมในการพิจารณา
  • การฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน (ฎ. 2204/2544): เมื่อโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยแล้ว การที่โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยคนเดิม ในข้อหาเดิมอีก ถือเป็นการฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 โดยอนุโลม แม้ ป.วิ.อ. จะมีหลักเรื่องคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว (มาตรา 39(4)) แต่การนำหลักฟ้องซ้อนมาใช้เป็นการเสริมหลักกฎหมายเพื่อป้องกันการดำเนินคดีที่ก่อภาระแก่จำเลยเกินสมควร
  • การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ. 1491/2549): เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในประเด็นใดจนถึงที่สุดแล้ว การที่คู่ความมาร้องขอในประเด็นเดิมซึ่งได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วอีก ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพื่อให้ผลของคำพิพากษามีความเด็ดขาดและเป็นที่ยุติ

3.3 การอุทธรณ์และฎีกา

  • การขยายระยะเวลา (ฎ. 5728/2544): แม้ ป.วิ.อ. จะไม่ได้ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้โดยตรง แต่เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลสามารถใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาให้ได้ โดยอนุโลมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
  • การทิ้งฟ้องอุทธรณ์ (ฎ. 4101/2557): กรณีที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยตามกำหนดเวลา ถือเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ โดยนำหลักของ ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อให้กระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ดำเนินไปโดยไม่ล่าช้า
  • การยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (ฎ. 4419-4428/2558): แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 195 จะห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในบางกรณี แต่ศาลฎีกาได้นำหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 (เดิมคือ มาตรา 142(5)) มาปรับใช้ว่าคู่ความสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม การเสริมหลักกฎหมายนี้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. ได้กำหนดหลักการเฉพาะอันมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยไว้แล้ว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะวิเคราะห์ในลำดับต่อไป

4. ข้อยกเว้นและข้อจำกัด: กรณีที่ไม่สามารถนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้

หลักการสำคัญที่สุดในการนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับในคดีอาญาตามมาตรา 15 คือ จะต้อง “ไม่ขัดหรือแย้ง” ต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ซึ่งหมายความว่า หาก ป.วิ.อ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จะไม่สามารถนำหลักการของ ป.วิ.พ. ซึ่งมีเนื้อหาหรือเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันมาใช้บังคับได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของข้อยกเว้นนี้ปรากฏใน คำพิพากษาฎีกาที่ 1306/2547 ซึ่งมีประเด็นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและอายุความ

  • ข้อเท็จจริง: โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหนึ่ง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเพิ่มข้อหาใหม่เข้าไป ซึ่งในขณะที่ยื่นขอแก้ไขนั้น ข้อหาใหม่ได้ขาดอายุความไปแล้ว
  • ประเด็นทางกฎหมาย: จะสามารถนำหลักเรื่องการสะดุดของอายุความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193/14 (1) (ฎีกาเก่าอ้างอิงหลักมาตรา 4 และ 189/17 ป.พ.พ.) มาใช้บังคับเพื่อให้โจทก์สามารถเพิ่มข้อหาที่ขาดอายุความไปแล้วได้หรือไม่
  • คำวินิจฉัยศาลฎีกา: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจาก ป.วิ.อ. ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้องไว้เป็นการเฉพาะแล้วใน มาตรา 163 และ 164 ซึ่งไม่ได้บัญญัติให้การยื่นฟ้องคดีอาญามีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การนำหลักการของ ป.วิ.พ. มาใช้ในกรณีนี้จึงเป็นการ “ขัดหรือแย้ง” กับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของ ป.วิ.อ. ที่มีอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ศาลฎีกากลับอนุญาตให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้ในเรื่องการรับมรดกความ กรณีโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย (ฎ. 788/2529) ซึ่งเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคู่ความ แต่ไม่กระทบต่อมูลคดีหรืออายุความ การเปรียบเทียบคำพิพากษาทั้งสองฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า ศาลจะไม่อนุญาตให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้ หากจะเป็นการกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของจำเลยในคดีอาญา เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกดำเนินคดีที่ขาดอายุความไปแล้ว จากกรณีศึกษานี้จึงสรุปหลักการสำคัญได้ว่า “หาก ป.วิ.อ. มีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะไม่สามารถนำ ป.วิ.พ. ที่มีหลักการแตกต่างหรือขัดแย้งกันมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้”

5. บทสรุป

มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งในการสร้างความยืดหยุ่นและทำให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีความสมบูรณ์ สามารถรับมือกับปัญหาข้อกฎหมายที่ซับซ้อนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ จากการวิเคราะห์บรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถสังเคราะห์หลักการในการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ 2 กรณีหลัก คือ

  1. เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย: ในกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติวิธีพิจารณาในเรื่องนั้นๆ ไว้เลย เช่น การโอนคดี การรับมรดกความ หรือการเพิกถอนคำสั่งที่ผิดพลาด
  2. เพื่อเสริมหรือขยายความ: ในกรณีที่ ป.วิ.อ. มีบทบัญญัติอยู่แล้ว แต่ยังขาดรายละเอียด ศาลอาจนำหลักของ ป.วิ.พ. มาปรับใช้เพื่อให้กระบวนพิจารณามีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอ้าง

อย่างไรก็ตาม การปรับใช้กฎหมายโดยอนุโลมนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด คือ หลักการของ ป.วิ.พ. ที่จะนำมาใช้นั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อาจกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลย การทำความเข้าใจหลักการและข้อยกเว้นดังกล่าวอย่างถ่องแท้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดีอาญาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading