สรุปประเด็นสำคัญและฎีกาที่น่าสนใจ: หลักทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ตอนที่ 1.1)

1. ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา (เรื่องที่ 1.1.1)

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดยมีรากฐานจากกฎหมายลักษณะอินเดียโบราณ ก่อนจะได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ของอังกฤษ และปฏิรูปสู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน หัวใจสำคัญของกระบวนการทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั่นคือ “การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์” (The Presumption of Innocence) ซึ่งหมายความว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ หลักการนี้เป็นเครื่องค้ำประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างยุติธรรม โดยสามารถแบ่งขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1.1 ขั้นตอนก่อนฟ้องคดี

ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการในชั้นสืบสวนสอบสวน ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ เช่น ตำรวจและพนักงานอัยการเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อแสวงหาความจริง และสรุปสำนวนเสนอให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อไปยังศาล ขั้นตอนนี้จึงมีลักษณะเป็น ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ที่รัฐเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา

1.2 ขั้นตอนหลังฟ้องคดี

เมื่อพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว กระบวนการจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายตุลาการโดยสมบูรณ์ โดยกระบวนการในชั้นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ของอังกฤษ จึงมีลักษณะเป็น ระบบกล่าวหา (Adversarial System) ที่ศาลทำหน้าที่เป็นกลางในการพิจารณาพยานหลักฐานที่คู่ความ (ฝ่ายโจทก์และจำเลย) นำเสนอเพื่อพิสูจน์ข้ออ้างของตน โดยยึดหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย และจะสิ้นสุดลงเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นๆ

1.3 ขั้นตอนบังคับคดี

เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยเป็นการบังคับให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษานั้นๆ เช่น การบังคับโทษจำคุกโดยกรมราชทัณฑ์ หรือการบังคับชำระค่าปรับโดยพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลในการออกหมายบังคับคดีและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการ

นอกจากขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาโดยตรงแล้ว การทำความเข้าใจเรื่องการนำกฎหมายแพ่งมาปรับใช้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาคดีอาญาเช่นกัน เพื่อให้กระบวนพิจารณาสามารถดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์และเป็นธรรมในทุกมิติ

2. การนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ (เรื่องที่ 1.1.2)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ไม่ได้บัญญัติกระบวนพิจารณาไว้ครบถ้วนทุกกรณี ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายและเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเป็นไปอย่างราบรื่น มาตรา 15 แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้กำหนดหลักการสำคัญในการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีอาญาได้ ซึ่งสามารถจำแนกหลักเกณฑ์ออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังตารางต่อไปนี้

หลักเกณฑ์สาระสำคัญและฎีกาประกอบ
กรณีที่ไม่มี ป.วิ.อ. มาใช้บังคับโดยเฉพาะศาลฎีกาได้วางแนวทางในการนำหลักกฎหมายแพ่งมาปรับใช้ในหลายกรณีเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย เช่น<br><br>ฎีกาที่ 396/2517: การร้องขอเพิกถอนคำสั่งศาลในคดีอาญาที่ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป สามารถนำ ป.วิ.พ. มาตรา 22 มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้<br>ฎีกาที่ 1338/2532, ฎีกาที่ 1578/2511: แม้ ป.วิ.อ. จะไม่มีบทบัญญัติเรื่องการร้องขัดทรัพย์ แต่เมื่อมีการบังคับคดีริบทรัพย์สิน บุคคลภายนอกผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้โดยอนุโลมตาม ป.วิ.พ.<br>ฎีกาที่ 7632/2562: การขอให้ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในคดีอาญา สามารถนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้<br>ฎีกาที่ 6487/2502: การเรียกค่าฤชาธรรมเนียมในคดีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยแล้ว สามารถนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้<br>ฟ้องซ้ำ: หลักเรื่องฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 สามารถนำมาใช้บังคับกับคดีอาญาได้โดยอนุโลม<br>ฎีกาที่ 788/2529: กรณีศาลยกฟ้องโจทก์เพราะไม่มาศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 โจทก์จะขอพิจารณาคดีใหม่โดยอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 196 ไม่ได้ เพราะเป็นกรณีที่ ป.วิ.อ. บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว
กรณีที่ ป.วิ.อ. นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับในบางกรณี ป.วิ.อ. ได้บัญญัติเชื่อมโยงไปยัง ป.วิ.พ. โดยตรง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยเพื่อขยายความในทางปฏิบัติ ดังนี้<br><br>ฎีกาที่ 5720/2544: ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอุทธรณ์ แม้ไม่ได้ลงวันที่ แต่เมื่อนำมายื่นภายในระยะเวลาอุทธรณ์ ก็ถือเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ ใช้บังคับได้<br>ฎีกาที่ 1938/2560: ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องในส่วนแพ่งที่ไม่ชัดเจนให้ถูกต้องได้ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15<br>ฎีกาที่ 3571/2562: การส่งคำร้องขอความช่วยเหลือให้จำเลยซึ่งเป็นนักโทษยากไร้ในเรือนจำ สามารถส่งผ่านเจ้าพนักงานเรือนจำได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15<br>ฎีกาที่ 3586/2564: การยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีอาญา ต้องยื่นภายในกำหนดเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27<br>ฎีกาที่ 2036/2555: ศาลอุทธรณ์มีอำนาจออกคำสั่งระหว่างพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยเรียบร้อย

นอกเหนือจากกระบวนการทางกฎหมายแล้ว หลักเกณฑ์ด้านภาษาก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

3. หลักเกณฑ์การใช้ภาษา (เรื่องที่ 1.1.3)

ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถสรุปหลักเกณฑ์สำคัญได้ 3 ประการ ดังนี้

  1. คำที่มีคำอธิบายไว้แล้ว ตามหลักการในมาตรา 1 และ 2 แห่ง ป.วิ.อ. บรรดาถ้อยคำที่ใช้ในประมวลกฎหมายนี้ให้มีความหมายตามที่ได้นิยามไว้โดยเฉพาะ เว้นแต่ข้อความในบทบัญญัตินั้นๆ จะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น การตีความถ้อยคำทางกฎหมายจึงต้องยึดตามคำนิยามเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย
    • ฎีกาที่ 1200/2504: วินิจฉัยว่าคำว่า “ควบคุม” หรือ “ขัง” ตาม ป.วิ.อ. (กฎหมายเดิม) แม้เป็นคำที่ใช้ตามความหมายสามัญ แต่ก็เป็นอำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
    • ฎีกาที่ 2569/2560: วินิจฉัยว่าคำว่า “ผู้สืบสันดาน” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ต้องตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหมายถึงผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมาเท่านั้น ดังนั้น หลานซึ่งเป็นบุตรของบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่ใช่ผู้สืบสันดานที่จะมีสิทธิจัดการแทนผู้เสียหายได้
  2. การแปลเอกสารต้องเขียนด้วยน้ำหมึกหรือพิมพ์ดีด มาตรา 12 แห่ง ป.วิ.อ. กำหนดให้การเขียนหรือพิมพ์เอกสารในกระบวนพิจารณาต้องทำด้วยน้ำหมึกหรือพิมพ์ดีด เพื่อความชัดเจนของข้อความ ป้องกันการปลอมแปลงหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และในกรณีที่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเดียวกัน จะต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้สองคนเสมอ เพื่อยืนยันความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น
  3. การใช้ภาษาไทย มาตรา 13 แห่ง ป.วิ.อ. กำหนดให้ “ภาษาไทย” เป็นภาษาที่ต้องใช้ในศาลและในกระบวนพิจารณาของเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความ พยาน หรือจำเลยที่ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องจัดหา “ล่าม” แปลภาษาให้ ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นสามารถต่อสู้คดีและให้การได้อย่างเต็มที่
    • ฎีกาที่ 18538/2555: วินิจฉัยว่า การที่ศาลให้บุตรสาวของพยานซึ่งสามารถพูดภาษาไทยได้ทำหน้าที่ล่ามแปลคำเบิกความเป็นภาษาปากาเกอะญอให้พยานฟัง ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว
    • ฎีกาที่ 1355/2556: การที่จำเลยเป็นคนต่างด้าวและให้การต่อหน้าศาลโดยมีล่ามแปลให้ฟังและลงลายมือชื่อไว้ ถือว่าจำเลยได้รับทราบข้อหาและรายละเอียดแห่งคดีโดยชอบแล้ว แม้จะไม่ได้นำคำฟ้องไปแปลให้จำเลยฟังอีกครั้งก็ตาม

ความเข้าใจในหลักการทั่วไปทั้งสามประการนี้ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำเนินคดี การนำกฎหมายแพ่งมาปรับใช้ และหลักเกณฑ์ด้านภาษา ล้วนเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาและปฏิบัติในวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมต่อไป

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading