สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ: บทที่ 13.1 วิวัฒนาการและแนวคิดเกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมาย
1. บทนำ: ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมาย
ในโลกยุคปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องปกติ การทำความเข้าใจวิวัฒนาการและแนวคิดพื้นฐานของ “การขัดกันแห่งกฎหมาย” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่นิติสัมพันธ์หรือข้อพิพาททางแพ่งมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ เช่น บุคคล สัญชาติ หรือทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ต่างแดน ย่อมเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า “เราจะใช้กฎหมายของประเทศใดมาบังคับใช้?” การตอบคำถามนี้คือหัวใจหลักของกฎหมายขัดกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและ predictability ในความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนข้ามชาติ ในบริบทของกฎหมายไทย ทั้งสองคำนี้มักใช้ในความหมายเดียวกัน เนื่องจากแกนหลักของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลของไทยก็คือหลักเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั่นเอง
“การขัดกันแห่งกฎหมาย” ไม่ได้หมายถึงการที่กฎหมายของสองประเทศขัดแย้งกันโดยตรง แต่เป็นศัพท์เทคนิคทางกฎหมายที่หมายถึง กฎเกณฑ์ภายในของรัฐหนึ่งๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ “ชี้ช่อง” หรือเลือกว่าจะนำกฎหมายของประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของศาลเอง (กฎหมายไทย) หรือกฎหมายต่างประเทศ มาใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ทางแพ่งและพาณิชย์ที่มีองค์ประกอบต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น หลักเกณฑ์เหล่านี้จึงทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมระหว่างระบบกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ข้อพิพาทสามารถคลี่คลายลงได้อย่างเหมาะสม
เพื่อที่จะเข้าใจหลักการและเหตุผลของกฎเกณฑ์เหล่านี้อย่างถ่องแท้ การย้อนกลับไปศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
——————————————————————————–
2. วิวัฒนาการเกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมาย (เรื่องที่ 13.1.1)
การทำความเข้าใจวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการขัดกันแห่งกฎหมายเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลาเพื่อสำรวจรากฐานทางความคิดที่สั่งสมและตกผลึกจนกลายเป็นหลักกฎหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคโรมันโบราณจนถึงการก่อตัวของทฤษฎีที่เป็นระบบในยุคกลาง แนวคิดเหล่านี้ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่มีความซับซ้อนในยุคต่อๆ มา
| ยุคสมัย | สาระสำคัญและแนวคิดหลัก |
| สมัยโรมันโบราณ | ในยุคนี้มีการแบ่งแยกกฎหมายอย่างชัดเจน:<br>• Jus Civile (กฎหมายแพ่ง): เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับพลเมืองโรมันโดยเฉพาะ<br>• Jus Gentium (กฎหมายแห่งประชาชาติ): เป็นกฎหมายที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองโรมันกับคนต่างชาติ หรือระหว่างคนต่างชาติด้วยกันเอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับและปรับใช้กฎเกณฑ์กับบุคคลที่อยู่นอกเหนือกฎหมายดั้งเดิมของตน |
| สมัยกลาง (ระบบฟิวดัล) | ภายใต้การปกครองแบบแว่นแคว้น (Feudalism) ในยุโรป แต่ละแคว้นมีกฎหมายเป็นของตนเองและยึดถือ หลักดินแดนนิยม (Territorial Principle) อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ กฎหมายของแคว้นใดก็จะมีผลบังคับใช้ได้เฉพาะภายในเขตแดนของแคว้นนั้นเท่านั้น เมื่อผู้คนเริ่มเดินทางและทำการค้าขายระหว่างแคว้นมากขึ้น ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นว่าจะใช้กฎหมายของแคว้นใดมาบังคับใช้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น |
| ทฤษฎีสแตทิวท์ (Statute Theory) | ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 13 เพื่อแก้ไขปัญหาการขัดกันของกฎหมายระหว่างเมืองต่างๆ ที่มีการค้าขายและปฏิสัมพันธ์กันอย่างหนาแน่น ถือเป็นความพยายามครั้งแรกในการสร้างทฤษฎีที่เป็นระบบเพื่อกำหนดว่ากฎหมายของท้องถิ่นหนึ่งควรมีผลบังคับใช้นอกท้องถิ่นของตนหรือไม่และเมื่อใด |
ทฤษฎีสแตทิวท์ (Statute Theory) ในสำนักต่างๆ
ทฤษฎีสแตทิวท์ได้พัฒนาและแตกแขนงออกไปในหลายสำนักความคิด ซึ่งแต่ละสำนักมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไป ดังนี้:
- สำนักอิตาลี (ศตวรรษที่ 10-15):
- นักกฎหมายคนสำคัญ: บาร์โตลุส (Bartolus)
- แนวคิดหลัก: มุ่งจำแนกประเภทของกฎหมาย (Statute) เพื่อวินิจฉัยว่ากฎหมายนั้นควรมีผลบังคับใช้นอกดินแดนหรือไม่ โดยจำแนกออกเป็น
statuta personalia(กฎหมายที่เกี่ยวกับบุคคล) ซึ่งจะติดตัวบุคคลไปทุกที่ และstatuta realia(กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์) ซึ่งจะบังคับใช้ได้เฉพาะกับทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในดินแดนนั้น - หลักการที่เกิดขึ้น: สำนักนี้ได้วางรากฐานของหลักการที่สำคัญหลายประการซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่:
Lex fori: กฎหมายแห่งศาลที่พิจารณาคดีLex loci actus: กฎหมายแห่งถิ่นที่ทำนิติกรรมLex loci delicti: กฎหมายแห่งถิ่นที่เกิดการละเมิดLexrei sitae: กฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์สินตั้งอยู่
- สำนักฝรั่งเศส (ศตวรรษที่ 16):
- นักกฎหมายคนสำคัญและแนวคิด:
- ดูมูลแง (Dumoulin): เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด หลักความเป็นอิสระของเจตนา (Autonomie de la volonté) โดยเห็นว่าคู่สัญญาควรมีสิทธิที่จะเลือกกฎหมายมาใช้บังคับกับสัญญาของตนได้
- ดาร์ชังเตร (D’Argentré): ยึดถือแนวคิดแบบ ดินแดนนิยมอย่างเคร่งครัด โดยมองว่ากฎหมายส่วนใหญ่ควรมีผลบังคับใช้ได้เฉพาะในดินแดนของรัฐผู้ออกกฎหมายเท่านั้น
- นักกฎหมายคนสำคัญและแนวคิด:
- สำนักฮอลันดา (ศตวรรษที่ 17):
- นักกฎหมายคนสำคัญ: พอล โฟท (Paul Voet), ชอง โฟท (Joan Voet), และ อูลริค ฮูเบอร์ (Ulric Huber)
- แนวคิดหลัก: พัฒนาแนวคิดเรื่อง “อัธยาศัยไมตรีระหว่างประเทศ” (Comitas Gentium) ซึ่งอธิบายว่าการที่รัฐหนึ่งยอมรับและบังคับใช้กฎหมายของอีกรัฐหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากพันธกรณีทางกฎหมาย แต่เป็นการกระทำด้วยความสมัครใจเพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ
- หลักการ 3 ข้อของฮูเบอร์:
- กฎหมายของรัฐมีผลบังคับสมบูรณ์ภายในดินแดนของตน แต่ไม่มีผลนอกดินแดน
- บุคคลทุกคนที่อยู่ในดินแดนของรัฐย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐนั้น
- รัฐต่างๆ จะยอมรับและบังคับใช้กฎหมายของรัฐอื่น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัธยาศัยไมตรี โดยมีเงื่อนไขว่าการกระทำดังกล่าวต้องไม่กระทบกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตยหรือประโยชน์ของรัฐตน
แนวคิดเรื่องอัธยาศัยไมตรีของสำนักฮอลันดา โดยเฉพาะหลักการของฮูเบอร์ ได้ส่งอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการพัฒนากฎหมายขัดกันในกลุ่มประเทศแองโกล-อเมริกัน ซึ่งนำไปสู่ทฤษฎี “สิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว” (Vested Rights) ในเวลาต่อมา
แม้ว่าทฤษฎีสแตทิวท์จะมีข้อจำกัดในการจำแนกประเภทกฎหมายที่ตายตัวและซับซ้อน แต่ก็ได้วางรากฐานทางปัญญาที่สำคัญยิ่ง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ต่อไป
——————————————————————————–
3. ขอบเขตและลักษณะของหลักเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (เรื่องที่ 13.1.2 และ 13.1.3)
ก่อนที่จะนำหลักเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายมาใช้ ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่านิติสัมพันธ์ที่พิพาทกันนั้นมีลักษณะเข้าข่ายที่จะต้องใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้หรือไม่ นอกจากนี้ ตัวหลักเกณฑ์เองก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากกฎหมายสารบัญญัติทั่วไป ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อการปรับใช้ที่ถูกต้อง
ขอบเขตการใช้ (Scope of Application)
เงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้ต้องนำหลักกฎหมายขัดกันมาพิจารณา คือการที่นิติสัมพันธ์นั้นต้องมี “องค์ประกอบต่างชาติ” (Foreign Element) เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นคดีที่มีคู่ความ สถานที่ หรือทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ก็จะใช้กฎหมายสารบัญญัติของไทยบังคับใช้ได้โดยตรง โดยองค์ประกอบต่างชาติสามารถปรากฏได้ใน 3 ลักษณะ ดังนี้
- บุคคล: องค์ประกอบต่างชาติอยู่ที่ตัวบุคคล เช่น คู่กรณีมีสัญชาติแตกต่างกัน หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในรัฐที่ต่างกัน
- ตัวอย่าง: คนไทยทำสัญญากู้ยืมเงินกับคนสัญชาติเยอรมัน
- ทรัพย์สิน: ทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งคดี ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
- ตัวอย่าง: คนไทยสองคนทำสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส
- สถานที่: องค์ประกอบต่างชาติอยู่ที่สถานที่ที่เกิดนิติสัมพันธ์ เช่น สถานที่ทำสัญญา หรือสถานที่ที่ต้องชำระหนี้ตามสัญญา อยู่ในต่างประเทศ
- ตัวอย่าง: คนไทยสองคนทำสัญญาจ้างทำของกันที่ประเทศลาว และตกลงให้ส่งมอบงานกันที่นั่น
ลักษณะสำคัญ (Key Characteristics)
ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของหลักเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย คือการเป็น “กฎหมายที่ชี้ช่อง” (Indicative Law) หรือ “กฎหมายอ้อม” (Indirect Law) ซึ่งหมายความว่า บทบัญญัติในกฎหมายขัดกันไม่ได้ชี้ขาดผลแพ้ชนะของคดีได้ในตัวเอง แต่จะทำหน้าที่เพียง “ชี้ช่อง” ว่าศาลจะต้องนำกฎหมายสารบัญญัติของประเทศใด (ซึ่งอาจเป็นกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ) มาปรับใช้เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ของคู่ความในคดีนั้นๆ
อาจกล่าวเปรียบเทียบได้ว่า กฎหมายสารบัญญัติทั่วไป (เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) คือ “คำตอบ” ที่ชี้ขาดผลแห่งคดีได้โดยตรง (เช่น “สัญญานี้เป็นโมฆะ”) ในขณะที่กฎหมายขัดกันคือ “เข็มทิศ” ที่ไม่ได้ให้คำตอบ แต่จะชี้ว่าเราต้องไปหาคำตอบจากแผนที่กฎหมายฉบับใด (เช่น “ให้ใช้กฎหมายฝรั่งเศสมาวินิจฉัยว่าสัญญาเป็นโมฆะหรือไม่”)
ด้วยลักษณะที่เป็นกฎหมายภายในของแต่ละรัฐนี่เอง จึงทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาแนวทฤษฎีที่สำคัญสองสายหลักในยุคสมัยใหม่
——————————————————————————–
4. แนวทฤษฎีสำคัญในศตวรรษที่ 19 และ 20 (เรื่องที่ 13.1.4)
ในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 แนวคิดเกี่ยวกับการขัดกันแห่งกฎหมายได้พัฒนาไปจากทฤษฎีสแตทิวท์แบบดั้งเดิม เกิดเป็นแนวทฤษฎีหลักสองสายที่เสนอมุมมองต่อธรรมชาติและวัตถุประสงค์ของกฎหมายขัดกันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อระบบกฎหมายขัดกันของนานาประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
| ประเด็น | ฝ่ายสากลนิยม (Universalist) | ฝ่ายดินแดนนิยม (Territorialist) |
| ชื่อทฤษฎี | ทฤษฎีฝ่ายสากลนิยม (Les doctrines universalistes) | ทฤษฎีฝ่ายดินแดนนิยม (Les doctrines territorialistes) |
| แนวคิดหลัก | เชื่อว่าหลักเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายควรมีลักษณะเป็น สากล และเป็นที่ยอมรับร่วมกันของนานาอารยประเทศ เพื่อให้ผลของคดีออกมาเหมือนกันไม่ว่าจะฟ้องร้องที่ศาลใด | เชื่อว่ากฎหมายของรัฐมีอำนาจสมบูรณ์และบังคับใช้ได้ เฉพาะภายในดินแดนของตน เท่านั้น การนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้ถือเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่หลักการทั่วไป |
| นักคิดคนสำคัญ | • ซาวิญยี่ (Savigny)<br>• มันชินี่ (Mancini) | • ดาร์ชังเตร (D’Argentré)<br>• ฮูเบอร์ (Huber)<br>• ไดซีย์ (Dicey)<br>• บีล (Beale) |
| หลักการที่ใช้ | • ซาวิญยี่: เสนอให้ค้นหา “ศูนย์กลางของนิติสัมพันธ์” (Natural Seat) หรือระบบกฎหมายที่นิติสัมพันธ์นั้นมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดที่สุด เพื่อนำกฎหมายของระบบนั้นมาใช้บังคับ<br>• มันชินี่: เน้น “หลักสัญชาติ” (Principle of Nationality) โดยเห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับสถานะและความสามารถของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม | การบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดเรื่อง “สิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว” (Vested Rights) กล่าวคือ ศาลไม่ได้นำกฎหมายต่างประเทศมาใช้โดยตรง แต่เป็นการยอมรับและบังคับให้ตาม “สิทธิ” ของเอกชนซึ่งเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้วภายใต้กฎหมายของต่างประเทศนั้น |
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ทั้งสองทฤษฎีจะสะท้อนมุมมองที่อยู่คนละขั้ว แต่ระบบกฎหมายขัดกันของประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงประเทศไทย ไม่ได้ยึดถือทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งอย่างเคร่งครัด หากแต่เป็นการผสมผสานแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกันอย่าง прагматиก กล่าวคือ มีการยอมรับเป้าหมายแบบสากลนิยมที่ต้องการให้ผลของคดีมีความสอดคล้องกันไม่ว่าจะฟ้องคดีที่ศาลใด ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาหลักการแบบดินแดนนิยมที่เคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐในการบัญญัติกฎหมายของตนเองขึ้นใช้บังคับ การสังเคราะห์แนวคิดทั้งสองนี้สะท้อนถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความร่วมมือระหว่างประเทศและความเป็นอิสระของรัฐในเวทีโลกยุคใหม่
