🥽 คำถามที่คุณนำมานั้นถามถึงผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดของการที่สัญญายืมเป็น “สัญญาไม่ต่างตอบแทน” ครับ
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมคำตอบที่คุณเลือกจึงไม่ถูกต้อง และทำไมคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในบริบทนี้ ควรพิจารณาลักษณะของสัญญายืมและผลที่ตามมาจากการเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน:
1. ความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญาไม่ต่างตอบแทน”
สัญญายืมเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน หมายถึง สัญญาที่ก่อหนี้หรือหน้าที่บังคับให้แก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ในสัญญายืม หน้าที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ยืม ในขณะที่ผู้ให้ยืมไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ยืม การที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ยืมนั้น มิใช่การชำระหนี้ แต่เป็นส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้สัญญายืมบริบูรณ์.
2. เหตุผลที่คำตอบที่คุณเลือกไม่ถูกต้อง
คุณเลือกคำตอบ: “ผู้ให้ยืมไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนจากการให้ยืมได้”
คำตอบนี้ไม่ถูกต้องเนื่องจาก:
• ไม่เป็นจริงสำหรับสัญญายืมทุกประเภท: สัญญายืมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สัญญายืมใช้คงรูป (ยืมใช้ได้เปล่า ไม่มีค่าตอบแทน) และ สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง.
• ในส่วนของ สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (เช่น สัญญากู้ยืมเงิน) นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องเป็นการใช้สอยทรัพย์สินได้เปล่า ดังนั้น สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจึงอาจมีค่าตอบแทนได้ เช่น การกู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยตอบแทนแก่ผู้ให้ยืม หากเป็นกรณีที่มีค่าตอบแทน สัญญานั้นก็จะไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ผู้ให้ยืมไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนได้.
• ดังนั้น การอ้างว่าผู้ให้ยืมไม่สามารถเรียกค่าตอบแทนจากการให้ยืมได้ จึงไม่เป็นผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดของการเป็น “สัญญาไม่ต่างตอบแทน” โดยทั่วไปของสัญญายืมทั้งหมด.
3. เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องมีความสำคัญทางกฎหมาย
คำตอบที่ถูกต้องคือ: “ผู้ให้ยืมไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืมในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว”
คำตอบนี้เป็นผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดของการที่สัญญายืมเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน เนื่องจากเป็นการเน้นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสัญญายืมกับสัญญาต่างตอบแทน:
• เปรียบเทียบกับสัญญาต่างตอบแทน: ในสัญญาต่างตอบแทน (เช่น สัญญาเช่าทรัพย์) กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ให้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว เพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้เช่าได้เสียค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน.
• ผลในสัญญายืม (ไม่ต่างตอบแทน): ในทางกลับกัน ในสัญญายืมใช้คงรูป (ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของสัญญายืมที่ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินได้เปล่า ไม่มีค่าตอบแทน) กฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่ของผู้ให้ยืมไว้แต่ประการใดเลย ว่าจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืมในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว. ผู้ยืมจึงได้แต่ใช้สอยทรัพย์ตามสภาพที่ได้รับมอบมา.
• ดังนั้น การที่ผู้ให้ยืมไม่ต้องมีภาระหน้าที่ในการซ่อมแซมทรัพย์สินให้ดีก่อนส่งมอบ จึงเป็นผลทางกฎหมายที่สำคัญที่เกิดจากการที่สัญญายืมเป็นสัญญาที่ผู้ยืมได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียว (สัญญาไม่ต่างตอบแทน) ทำให้ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินในสภาพที่ดีเทียบเท่ากับสัญญาต่างตอบแทน.
สรุป
ผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุด ของการเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน คือ การที่ภาระหน้าที่ตามกฎหมายจะตกอยู่กับฝ่ายผู้ยืมเป็นหลัก และผู้ให้ยืมจะไม่มีภาระหน้าที่หลายประการที่พบในสัญญาต่างตอบแทน หนึ่งในหน้าที่สำคัญที่ผู้ให้ยืมไม่ต้องทำคือ การส่งมอบทรัพย์สินในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว
ในขณะที่ประเด็นเรื่องค่าตอบแทน (คำตอบที่คุณเลือก) ถูกจำกัดเฉพาะสัญญายืมใช้คงรูปเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงยืมใช้สิ้นเปลือง
👖 คำถามที่คุณถามถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3011/2527 และ 4686/2540 นั้น เป็นการถามถึงหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการเกิดความบริบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คำตอบที่ถูกต้องมีความเหนือกว่าคำตอบที่คุณเลือกครับ
1. ลักษณะสำคัญของสัญญากู้ยืมเงิน
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญากู้ยืมเงินจัดอยู่ในประเภท สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง
ลักษณะทางกฎหมายที่สำคัญของสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (รวมถึงสัญญากู้ยืมเงิน) คือการเป็น สัญญาที่บริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม
• หมายความว่า แม้คู่สัญญาจะตกลงทำสัญญาและลงลายมือชื่อกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม แต่ถ้าผู้ให้ยืม (โจทก์) ยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สิน (เงินกู้) ให้แก่ผู้ยืม (จำเลย) สัญญานั้นก็ ยังไม่บริบูรณ์ (ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย)
2. เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องมีความสำคัญที่สุด
คำตอบที่ถูกต้องคือ: “เพื่อพิสูจน์ว่าสัญญากู้ยืมเงินไม่บริบูรณ์เพราะไม่มีการส่งมอบเงินกู้จริง”
หลักการตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3011/2527 และ 4686/2540 คือ:
1. สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม
2. การที่ผู้กู้ (จำเลย) นำพยานบุคคลเข้าสืบว่าตนไม่ได้รับเงินกู้จริงนั้น ก็คือการพิสูจน์ว่า การส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม (เงินกู้) ยังไม่เกิดขึ้น
3. เมื่อไม่มีการส่งมอบ สัญญากู้ยืมเงินก็ ไม่บริบูรณ์
การนำสืบข้อเท็จจริงว่าไม่ได้รับเงินกู้ (ไม่มีการส่งมอบ) จึงเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่า สัญญาดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายลักษณะยืม การนำสืบเช่นนี้ไม่ถือเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมแก้ไขเอกสาร (สัญญากู้) ซึ่งโดยหลักแล้วถูกจำกัดโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 แต่ถือเป็นข้อยกเว้นที่อนุญาตให้นำสืบได้
3. เหตุผลที่คำตอบที่คุณเลือกไม่ถูกต้อง
คุณเลือกคำตอบ: “เพื่อพิสูจน์ว่าถูกหลอกลวงให้ลงลายมือชื่อในสัญญา (กลฉ้อฉล)”
คำตอบนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก:
• ประเด็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน: การพิสูจน์ว่าถูกหลอกลวง (กลฉ้อฉล) เป็นประเด็นเกี่ยวกับ ความบกพร่องแห่งเจตนา (Defect in Consent) ซึ่งจะทำให้สัญญาเป็น โมฆียะ (Voidable).
• การต่อสู้ด้วยเหตุแห่งกลฉ้อฉลเป็นการยอมรับว่า สัญญาได้เกิดขึ้นและบริบูรณ์แล้ว (เช่น มีการส่งมอบเงินกู้จริง) แต่การแสดงเจตนาทำสัญญานั้นไม่สมบูรณ์เพราะถูกหลอกลวง.
• แต่ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน (สัญญาที่บริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบ) หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการส่งมอบเงินจริง เท่ากับว่า สัญญาไม่เคยบริบูรณ์หรือมีผลบังคับใช้เลยตั้งแต่ต้น (ไม่ว่าเจตนาจะบกพร่องหรือไม่ก็ตาม).
ดังนั้น การพิสูจน์ว่าสัญญาไม่บริบูรณ์เพราะขาดการส่งมอบ จึงเป็นเหตุผลที่เจาะจงและเป็นผลโดยตรงจากหลักกฎหมายลักษณะยืม (สัญญาที่บริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สิน) และเป็นเหตุผลที่ศาลฎีกายกมาวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญและเป็นรากฐานกว่าการพิสูจน์ว่าเจตนาบกพร่องเพราะถูกหลอกลวงครับ
👩🏽⚕️ คำถามนี้ต้องการให้นักศึกษาเลือกกรณีที่แม้จะมีการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สิน แต่ลักษณะทางกฎหมายของธุรกรรมนั้นไม่เข้าข่ายเป็น “สัญญายืม” แต่เป็น “สัญญาประเภทอื่น” ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาครับ
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมคำตอบที่คุณเลือกจึงไม่ถูกต้อง และทำไมคำตอบที่ถูกต้องจึงมีความชัดเจนในแง่ของการเป็นสัญญาประเภทอื่นตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จึงควรพิจารณาลักษณะทางกฎหมายของทั้งสองกรณี:
1. หลักการพื้นฐานของสัญญายืม
สัญญายืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 และ 650 นั้น เป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของผู้ยืม. หากการให้ทรัพย์สินนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของผู้รับ (ผู้ยืม) แต่เพื่อประโยชน์ของผู้ส่งมอบ (ผู้ให้ยืม) เอง ธุรกรรมนั้นจะไม่เข้าลักษณะของสัญญายืม.
2. การวิเคราะห์คำตอบที่คุณเลือก
คุณเลือกคำตอบ: “นาย ก. นำเงินไปให้นาย ข. เพื่อนำไปซื้อกระบือมาให้ตน”
• ลักษณะทางกฎหมาย: การที่ นาย ก. (ผู้ส่งมอบเงิน) ให้เงินแก่นาย ข. เพื่อให้นาย ข. นำเงินนั้นไปซื้อกระบือมาให้ นาย ก. (ตนเอง) แสดงว่าการให้เงินครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของนาย ข. เลย แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของนาย ก.
• แนวคำพิพากษาศาลฎีกา: แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2501 วินิจฉัยว่า การรับมอบเงินไปซื้อกระบือและโคมาให้นั้น ไม่ใช่กู้ยืมเงิน.
• ประเภทสัญญาที่แท้จริง: ธุรกรรมนี้จึงไม่จัดเป็นสัญญายืม แต่จัดเป็น สัญญาจ้างทำของ หรือ สัญญาตัวแทน/มอบหมาย.
• สรุป: แม้ว่าคำตอบที่คุณเลือก (นาย ก. นำเงินไปให้นาย ข. เพื่อนำไปซื้อกระบือมาให้ตน) จะเป็นกรณีที่ ไม่ถือว่าเป็นสัญญายืม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2501 และศาลฎีกาที่ 1211/2529 แต่เนื่องจากคำตอบที่ถูกต้องคือข้อที่ชัดเจนกว่าในแง่ของ “การจ่ายทดรอง” ในสัญญาตัวแทน (ตามข้อ 3) จึงทำให้คำตอบนี้ถูกจัดว่าไม่ถูกต้องที่สุดในชุดคำถามนั้น
3. การวิเคราะห์คำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้องคือ: “นาย ก. ขอให้นาย ข. จ่ายเงินให้แก่บุคคลที่สามไปก่อน แล้วนาย ก. จะใช้คืนให้”
• ลักษณะทางกฎหมาย: กรณีนี้ นาย ข. (ผู้จ่ายเงิน) ได้ จ่ายเงินทดรอง ออกไปตามคำสั่งของ นาย ก. (ตัวการ) เพื่อชำระหนี้หรือค่าใช้จ่ายให้แก่บุคคลที่สาม.
• การจ่ายเงินลักษณะนี้เป็นการทำ หน้าที่ตัวแทน (ทำแทน นาย ก.). เมื่อ นาย ข. จ่ายเงินทดรองไปแล้ว นาย ข. ในฐานะตัวแทน ย่อมมีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายทดรองนั้นคืนจาก นาย ก. ซึ่งเป็นตัวการ.
• แนวคำพิพากษาศาลฎีกา: แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 49/2491 วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การที่จำเลย (นาย ก.) ขอให้โจทก์ (นาย ข.) จ่ายเงินให้แก่บุคคลที่สามไปก่อน แล้วจำเลยจะใช้คืนให้นั้น ไม่ใช่เรื่องกู้ยืม แต่เป็นการ ทำแทนตัวการ (ตัวแทนจ่ายทดรอง) ซึ่งตัวแทนย่อมเรียกเงินที่จ่ายทดรองจากตัวการได้.
• ความสำคัญ: การวินิจฉัยในลักษณะนี้ทำให้ นาย ข. (ตัวแทน) สามารถฟ้องเรียกเงินคืนจาก นาย ก. (ตัวการ) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหากกู้เกิน 2,000 บาท.
สรุปเหตุผล
คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ “นาย ก. ขอให้นาย ข. จ่ายเงินให้แก่บุคคลที่สามไปก่อน แล้วนาย ก. จะใช้คืนให้” เพราะเป็นกรณีคลาสสิกของ สัญญาตัวแทน (Agency) ที่ตัวแทน (นาย ข.) จ่ายเงินทดรองให้แก่ตัวการ (นาย ก.) ตามคำสั่ง. การจ่ายเงินทดรองนี้ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน และผลทางกฎหมายที่สำคัญคือสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานการกู้ยืม.
ในขณะที่คำตอบที่คุณเลือก (นาย ก. นำเงินไปให้นาย ข. เพื่อนำไปซื้อกระบือมาให้ตน) ก็ไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงินเช่นกัน เพราะเงินนั้นถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้เงินเอง (นาย ก.) แต่ในทางปฏิบัติทางกฎหมาย มักจะถือว่ากรณีการจ่ายทดรองให้บุคคลที่สาม (ข้อที่ถูกต้อง) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในการแยกสัญญาตัวแทนออกจากสัญญากู้ยืมเงินครับ
🥡 นี่คือคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2477 และหลักการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2477 เป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง สัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาที่มีข้อจำกัดในการนำสืบและการบังคับใช้บางประการ ออกจาก สัญญาประเภทอื่น ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายคลึงกันในแง่ของการส่งมอบเงิน
1. ข้อเท็จจริงในคดี (ตาม ฎ. 874/2477)
คดีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยต่างรับสินค้าซึ่งกันและกันไปจำหน่าย ในบางคราว จำเลยได้ใช้วิธี ออกตั๋ว ให้โจทก์ แล้ว โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยไปก่อน โดยส่งตั๋ว (ที่จำเลยออก) นั้นไปเก็บเงินจากบุคคลที่สามที่จำเลยส่งสินค้าไปให้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยไปในลักษณะนี้ ไม่ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงิน
2. เหตุผลทางกฎหมายที่ “ไม่ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงิน”
การวินิจฉัยว่าธุรกรรมนี้ไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน (ซึ่งเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง) เกิดจากการพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน:
• ลักษณะของสัญญายืม: สัญญายืมเป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ยืม เพื่อให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินนั้นได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ยืม
• วัตถุประสงค์ของเงิน: ในทางตรงกันข้าม การที่โจทก์ (ผู้ให้เงิน) จ่ายเงินให้จำเลยไปก่อน โดยที่เงินนั้นถูกนำไปใช้เพื่อเป็นทุนในการจำหน่ายสินค้า หรือการที่โจทก์ส่งตั๋วไปเก็บเงินจากบุคคลที่สามที่จำเลยส่งสินค้าให้ต่อหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการจ่ายเงินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สอยในกิจการของโจทก์เอง หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายและชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับคู่ค้าของจำเลย
• สัญญาประเภทอื่น: หากผู้ให้ยืมให้เงินยืมไปเป็นการ ทดรอง เพื่อให้ผู้ยืมนำไปใช้สอยในกิจการของ ผู้ให้ยืม หรือเพื่อซื้อทรัพย์สินมาให้ผู้ให้ยืม รูปเรื่องเช่นนี้จะไม่ปรับเข้ากับลักษณะของสัญญายืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ให้ยืม (ตัวการ) หรือเป็นการจ่ายทดรองในการทำธุรกรรม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้รับเงิน (ผู้ยืม) โดยสมบูรณ์ ธุรกรรมในลักษณะนี้จึงถูกจัดเป็นสัญญาประเภทอื่น เช่น สัญญาตัวแทน หรือ สัญญาจ้างทำของ.
3. ผลทางกฎหมายที่สำคัญ: การฟ้องร้องโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ
เมื่อศาลวินิจฉัยว่าธุรกรรมนี้ไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน ผลที่ตามมาคือโจทก์สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ แม้จะไม่มีเอกสารลงลายมือชื่อจำเลยผู้ต้องรับผิด
หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:
1. ข้อจำกัดการนำสืบในสัญญากู้ยืมเงิน: โดยทั่วไป หากเป็น สัญญากู้ยืมเงิน ที่มีจำนวนเงินเกินกว่า 2,000 บาท หากไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืม (จำเลย) เป็นสำคัญ โจทก์ (ผู้ให้กู้) จะฟ้องร้องบังคับคดีให้ชำระหนี้ไม่ได้.
2. การยกเว้นข้อจำกัด: เนื่องจากกรณีตาม ฎ. 874/2477 ไม่เข้าลักษณะสัญญากู้ยืมเงิน (ซึ่งเป็นสัญญาที่บริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม) จึงไม่มีการนำบทบัญญัติว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่กำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาใช้บังคับ.
3. ข้อสรุป: การเรียกคืนเงินในกรณีที่เงินที่จ่ายไปนั้นเป็นการ “ทดรองค่าใช้จ่าย” หรือ “ทำแทนตัวการ” ซึ่งไม่ใช่การกู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. จึงสามารถฟ้องเรียกคืนได้ตามหลักทั่วไปของสัญญาหรือหนี้ โดยไม่ถูกห้าม เรื่องหลักฐานเป็นหนังสือ.
สรุป
คำพิพากษาฎีกาที่ 874/2477 เป็นการตอกย้ำหลักการที่ว่า การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็น “สัญญายืม” (รวมถึงการกู้ยืมเงิน) หรือไม่ ต้องพิจารณาที่ เจตนาและวัตถุประสงค์ ของการส่งมอบทรัพย์สินเป็นสำคัญ หากเงินที่จ่ายไปนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ของผู้รับเงิน (ผู้ยืม) แต่เป็นการสนับสนุนหรือดำเนินการเพื่อกิจการของผู้จ่ายเงิน (ผู้ให้ยืม/ตัวการ) สัญญานั้นย่อมไม่ใช่สัญญายืม แต่เป็นสัญญาประเภทอื่น ซึ่งผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ ผู้ให้เงินสามารถฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
🪂 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2486 เป็นหนึ่งในแนวคำวินิจฉัยที่ช่วยกำหนดขอบเขตของ “สัญญากู้ยืมเงิน” ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง และจัดอยู่ในหมวด สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง
นี่คือรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้:
1. คำวินิจฉัยหลักของฎีกาที่ 874/2486
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การเข้าหุ้นเล่นแชร์เปียหวยไม่เป็นการกู้ยืมเงิน
การกู้ยืมเงินจัดเป็น สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืม โอนกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สิน (เงิน) ให้แก่ผู้ยืมไป และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทน
การเล่นแชร์หรือเปียหวยนั้นแม้จะเกี่ยวข้องกับการให้และรับเงิน แต่ลักษณะของความสัมพันธ์และวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินไม่ได้มุ่งหมายให้เป็นการยืมใช้สอยเพื่อประโยชน์ของผู้รับเงินแต่เพียงฝ่ายเดียวเหมือนสัญญากู้ยืมทั่วไป แต่เป็นการเข้าร่วมในกิจการที่มีลักษณะของการลงทุนหรือการพนันขันต่อ/การเสี่ยงโชค (ซึ่งบทเรียนนี้จัดให้การพนันและขันต่อเป็นเอกเทศสัญญาอีกประเภทหนึ่งแยกต่างหาก)
2. ผลทางกฎหมายของการไม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน
การที่ธุรกรรมใดถูกวินิจฉัยว่า ไม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน ย่อมมีผลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องบังคับคดี:
• หลักฐานการฟ้องคดี: โดยทั่วไปแล้ว การกู้ยืมเงินมีบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดว่า หากมีการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท หากไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ ผู้ให้กู้จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
• ข้อยกเว้น: เมื่อศาลฎีกาตัดสินว่าการเล่นแชร์เปียหวย ไม่ใช่ สัญญากู้ยืมเงิน จึงเท่ากับว่าข้อจำกัดเกี่ยวกับหลักฐานเป็นหนังสือสำหรับการฟ้องร้องเรียกเงินคืนในสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมายลักษณะยืม (มาตรา 653) ไม่ถูกนำมาใช้บังคับ
ดังนั้น เมื่อการเล่นแชร์เปียหวยไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงิน คู่กรณีที่จ่ายเงินไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงสามารถฟ้องร้องเรียกเงินได้ แม้จะไม่มีเอกสารลงลายมือชื่อของผู้รับเงินเป็นสำคัญ (ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยฎีกาอื่น ๆ ที่พิจารณาแยกสัญญาประเภทอื่นออกจากสัญญายืม เช่น ฎ. 874/2477 และ ฎ. 49/2491)
3. สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองและความบริบูรณ์
ทั้งสัญญายืมใช้คงรูปและสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมเงิน) จะ บริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม เท่านั้น แม้คู่สัญญาจะตกลงทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม แต่การเล่นแชร์เปียหวยถูกแยกออกจากหลักการของสัญญากู้ยืมเงิน (ยืมใช้สิ้นเปลือง) โดยพิจารณาจากเจตนาและลักษณะของธุรกรรมเอง
