สรุปประเด็นสำคัญ: การนำสืบการใช้เงินกู้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง)

1. บทนำ: ความสำคัญและกรอบกฎหมายของการนำสืบการใช้เงินกู้

ในทางปฏิบัติ การมีหลักฐานการใช้เงินคืนถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้กู้ยืมเงิน เพราะหากผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้ไปแล้วแต่ไม่สามารถนำสืบการใช้เงินนั้นต่อศาลได้ ก็อาจตกอยู่ในสถานะที่ต้องชำระหนี้ซ้ำซ้อนอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 653 จึงได้วางกรอบและหลักเกณฑ์ในการนำสืบการใช้เงินคืนไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญา

ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดวิธีการนำสืบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยขึ้นอยู่กับว่าสัญญาเงินกู้แต่เดิมนั้นมี “หลักฐานเป็นหนังสือ” หรือไม่ ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดสำคัญที่จะกำหนดว่าผู้กู้ยืมจะสามารถใช้พยานหลักฐานประเภทใดในการพิสูจน์การชำระหนี้ของตนได้

2. หลักการพื้นฐาน: การจำแนกวิธีการนำสืบตามลักษณะของหลักฐานแห่งการกู้ยืม

กฎหมายได้จำแนกวิธีการนำสืบการใช้เงินกู้ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยมีเกณฑ์ชี้วัดคือ สัญญาเงินกู้แต่เดิมนั้นมี “หลักฐานเป็นหนังสือ” หรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดชี้ขาดทางกฎหมายที่กำหนดความเข้มงวดของพยานหลักฐานที่ผู้กู้ยืมจะต้องนำมาแสดงต่อศาล ความแตกต่างนี้เป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งในทางวิธีพิจารณาความ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าศาลจะอนุญาตให้รับฟัง “พยานบุคคล” เพื่อพิสูจน์การชำระคืนต้นเงินได้หรือไม่

  • การกู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ: ในกรณีที่การกู้ยืมเงินเป็นการตกลงกันด้วยวาจา หรือมีมูลหนี้ไม่เกินสองพันบาท ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อการฟ้องร้อง ผู้กู้ยืมสามารถนำ “พยานบุคคล” เข้าสืบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้ชำระหนี้คืนแล้วได้
  • การกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ: กรณีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของมาตรา 653 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดวิธีการนำสืบที่เข้มงวดกว่ามาก โดย ไม่อนุญาตให้ใช้เพียงพยานบุคคล ในการพิสูจน์การชำระหนี้ต้นเงิน ผู้กู้จะต้องมีพยานเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดโดยเฉพาะเจาะจง

ดังนั้น หากการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้กู้ยืมจึงต้องเตรียมพยานหลักฐานให้สอดคล้องกับวิธีการนำสืบที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 วิธีโดยเฉพาะ ซึ่งจะวิเคราะห์ในรายละเอียดต่อไป

3. การวิเคราะห์เชิงลึก: 3 วิธีการนำสืบการใช้เงินต้นกรณีหนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ

สำหรับกรณีที่การกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง ได้กำหนดวิธีการนำสืบการใช้ “ต้นเงินกู้” คืนไว้อย่างเคร่งครัด 3 วิธี ผู้กู้ยืมจะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในสามวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถยกขึ้นต่อสู้เพื่อพิสูจน์การชำระหนี้ของตนได้

3.1 มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง

หลักฐานในวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “ใบเสร็จรับเงิน” ที่มีรูปแบบเป็นทางการเสมอไป แต่หมายถึงเอกสารใดก็ได้ที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าผู้ให้ยืมได้รับชำระหนี้แล้ว และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมี “ลายมือชื่อของผู้ให้ยืม” กำกับอยู่ หากไม่มีลายมือชื่อของผู้ให้ยืม เอกสารนั้นก็ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2505: ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานว่า “หลักฐานเป็นหนังสือ” ไม่จำกัดรูปแบบ แม้แต่ จดหมายธุรกิจ ที่ผู้ให้ยืมเขียนตอบรับว่าได้รับเงินที่ผู้กู้ฝากไปให้แล้ว ก็ถือเป็นหลักฐานการใช้เงินที่สมบูรณ์ตามมาตรา 653 วรรคสองได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2532 (ประชุมใหญ่): ศาลฎีกาตีความ “หลักฐานเป็นหนังสือ” อย่างกว้าง โดยวินิจฉัยว่าแม้แต่เอกสารราชการที่ไม่ใช่ใบเสร็จโดยตรง เช่น “สมุดจ่ายเงินเดือนของทางราชการ” หากผู้ให้ยืมได้ลงลายมือชื่อรับเงินเดือนแทนผู้กู้เพื่อหักชำระหนี้ ก็ถือเป็นหลักฐานการใช้เงินที่สมบูรณ์ตามมาตรา 653 วรรคสองได้

3.2 เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว

คำว่า “เวนคืน” หมายถึง การที่ผู้ให้ยืมได้ส่งมอบ “เอกสารฉบับที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม” กลับคืนให้แก่ผู้กู้ยืมโดยเจตนา ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้ได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว การที่ผู้กู้ได้เอกสารต้นฉบับกลับมาไว้ในครอบครอง ก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 327 ว่าหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปแล้ว

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ เอกสารที่ได้รับคืนมานั้นต้องเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมโดยตรง” เช่น สัญญากู้ฉบับจริง การได้รับคืนเพียงเอกสารอื่นที่ใช้เป็นหลักประกัน หรือสำเนาสัญญากู้ยืม ไม่ถือเป็นการเวนคืนตามความหมายนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534: ศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่าเอกสารที่ใช้เป็นเพียง “หลักประกัน” เช่น หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไม่ใช่ “หลักฐานแห่งการกู้ยืม” โดยตรง ดังนั้น การที่ผู้กู้ได้รับเอกสารดังกล่าวคืนมา จึงไม่ถือเป็นการเวนคืนและไม่สามารถใช้นำสืบว่าได้ชำระหนี้แล้วได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5863/2549: ศาลฎีกาเน้นย้ำว่าการ “เวนคืน” จะต้องเป็นการส่งคืน เอกสารต้นฉบับที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เท่านั้น การที่ผู้ให้ยืมคืนเพียง “สำเนาสัญญากู้ยืม” ให้แก่ผู้กู้ ยังไม่ถือเป็นการเวนคืนที่ก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าหนี้ระงับ ผู้กู้จึงยังไม่สามารถนำสืบการใช้ต้นเงินได้

3.3 ได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

“การแทงเพิกถอน” คือ การที่ผู้ให้ยืมหรือตัวแทนของผู้ให้ยืมได้บันทึกข้อความใดๆ ลงในเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฉบับนั้นโดยตรง เพื่อแสดงว่าหนี้ได้ระงับไปแล้ว ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เช่น การขีดฆ่าข้อความในสัญญา, การเขียนว่า “ชำระแล้ว”, “เพิกถอน” หรือบันทึกการรับชำระหนี้บางส่วนลงในตัวสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2505: ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการ “แทงเพิกถอน” สามารถทำผ่านตัวแทนได้ โดยกรณีที่บุตรชายของผู้ให้ยืมทำการบันทึกการรับชำระหนี้บางส่วนลงในสัญญากู้แทนบิดา ศาลถือว่าเป็นการแทงเพิกถอนที่สมบูรณ์แล้ว ผู้กู้จึงนำสืบการชำระหนี้ส่วนนั้นได้

แม้ว่าหลักเกณฑ์ทั้งสามวิธีนี้จะมีความเข้มงวด แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้มีการนำสืบด้วยวิธีอื่นได้ในสถานการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นบางประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ

4. ข้อยกเว้นสำคัญ: กรณีที่ไม่ต้องใช้หลักฐานตามมาตรา 653 วรรคสอง

หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดตามมาตรา 653 วรรคสองนั้น มีขึ้นเพื่อบังคับใช้กับการนำสืบการชำระ “ต้นเงิน” ด้วย “เงินสด” โดยตรงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อการชำระหนี้มีลักษณะแตกต่างออกไป—เช่น เป็นการชำระ “ดอกเบี้ย” หรือเป็นการชำระหนี้ด้วย “วิธีอื่น” ที่ไม่ใช่เงินสด—กฎหมายจึงเปิดช่องให้ใช้พยานหลักฐานที่ยืดหยุ่นกว่าได้ ซึ่งผู้กู้ยืมสามารถนำสืบการชำระหนี้ด้วยพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นได้ในสถานการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

  1. การชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงิน: ตามหลัก ป.พ.พ. มาตรา 321 หากเจ้าหนี้ยินยอมรับการชำระหนี้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การส่งมอบเงินสดโดยตรง การนำสืบเรื่องนี้จะไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง ตัวอย่างเช่น
    • การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ให้ยืม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3564/2548)
    • การที่เจ้าหนี้ใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้กู้ไปถอนเงิน เพื่อชำระหนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2551)
  2. การชำระดอกเบี้ย: ประเด็นนี้มีความชัดเจนอย่างยิ่งว่า มาตรา 653 วรรคสอง บังคับเฉพาะการนำสืบการใช้ “ต้นเงิน” เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึง “ดอกเบี้ย” ดังนั้น ผู้กู้ยืมจึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้ชำระดอกเบี้ยไปแล้วได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2503 (ประชุมใหญ่))
  3. การชำระหนี้ด้วยเช็ค: การชำระหนี้ด้วยเช็คถือเป็นการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม จัดให้เป็น “การชำระหนี้อย่างอื่น” เช่นกัน จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง ผู้กู้ยืมสามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าตนได้มอบเช็คให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้แล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2505)

การทำความเข้าใจข้อยกเว้นเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถปรับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับพฤติการณ์ในการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริง

5. บทสรุปและตารางเปรียบเทียบสำหรับเตรียมสอบ

โดยสรุป การนำสืบการใช้เงินกู้คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การจำแนกประเภทของหนี้และวิธีการชำระหนี้ หากเป็นการกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบการชำระ “ต้นเงิน” จะต้องใช้พยานเอกสารที่เข้มงวด 1 ใน 3 วิธีที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากเป็นการชำระ “ดอกเบี้ย” หรือชำระหนี้ด้วย “วิธีอื่น” ที่ไม่ใช่เงินสด (เช่น การโอนเงิน หรือเช็ค) กฎหมายจะผ่อนปรนให้สามารถใช้ “พยานบุคคล” ในการนำสืบได้

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน สามารถเปรียบเทียบวิธีการนำสืบในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้:

สถานการณ์ (Situation)วิธีการนำสืบที่กฎหมายอนุญาต (Permitted Proof Method)
การชำระต้นเงิน (หนี้มีหลักฐานเป็นหนังสือ)1. หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม<br>2. การเวนคืนเอกสารการกู้ยืม<br>3. การแทงเพิกถอนในเอกสาร
การชำระดอกเบี้ยสามารถนำสืบด้วย พยานบุคคล ได้
การชำระหนี้ด้วยวิธีอื่น (เช่น โอนเงินเข้าบัญชี, เช็ค)สามารถนำสืบด้วย พยานบุคคล ได้
การกู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือสามารถนำสืบด้วย พยานบุคคล ได้

🥠 สวัสดีค่ะ! เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ การทำความเข้าใจเรื่องการนำสืบการใช้เงินกู้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายกำหนดให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า “หลักฐานแห่งการกู้ยืม” มีอยู่เป็นหนังสือหรือไม่

ตามที่ระบุในคำตอบของแฟลชการ์ดนั้นถูกต้องแล้วค่ะ การที่ผู้กู้ยืมสามารถนำ พยานบุคคล มาสืบการใช้เงินได้ ก็ต่อเมื่อ ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตั้งแต่แรกเริ่ม

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียด เราต้องดูที่ข้อบังคับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 653 วรรคสอง ซึ่งจะแบ่งการพิจารณาเป็น 2 กรณีหลักดังนี้ค่ะ:

1. กรณีที่ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ

ในกรณีนี้ ไม่ว่าจำนวนเงินที่กู้ยืมจะมากน้อยเพียงใด (เช่น กู้ยืมปากเปล่า) ผู้กู้ยืมเงินสามารถนำ พยานบุคคล (พยานรู้เห็นเหตุการณ์) มาสืบเพื่อพิสูจน์การชำระหนี้ (การใช้เงิน) ได้โดยตรง และไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง

2. กรณีที่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ

หากมีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือไว้ (เช่น สัญญากู้) ไม่ว่าจำนวนเงินกู้นั้นจะถึงสองพันบาทหรือไม่ก็ตาม การนำสืบการใช้เงินจะต้องทำได้ต่อเมื่อมีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น:

1. มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง เช่น ใบเสร็จรับเงินที่มีลายมือชื่อเจ้าหนี้

2. เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว (คือคืนเอกสารสัญญากู้ฉบับจริงให้ลูกหนี้)

3. ได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว (คือการขีดฆ่าหรือบันทึกว่าชำระหนี้แล้วบนเอกสารสัญญากู้นั้นเอง)

ดังนั้น กฎหมายจึงจำกัดการใช้พยานบุคคลในการพิสูจน์การชำระหนี้ เฉพาะกรณีที่สัญญากู้เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือเท่านั้น เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างลอยๆ

จากคำอธิบายนี้ คุณคิดว่า ถ้าลูกหนี้กู้ยืมเงิน 1,000 บาท (ซึ่งไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ) และลูกหนี้ได้ชำระเงินคืนแล้ว แต่ไม่ได้ขอใบเสร็จจากเจ้าหนี้ ลูกหนี้สามารถนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์การชำระหนี้ได้หรือไม่คะ?.

🥨ยอดเยี่ยมค่ะ! คำถามนี้เจาะลึกถึงหลักการที่สำคัญมากในกฎหมายกู้ยืมเงิน ซึ่งคือการแบ่งแยกข้อจำกัดการนำสืบตามสถานะของหลักฐาน ไม่ใช่ ตามจำนวนเงินที่กู้ยืม

คำตอบในแฟลชการ์ดถูกต้องแล้วค่ะ ข้อบังคับเรื่องการนำสืบการใช้เงินตามมาตรา 653 วรรคสอง ใช้บังคับกับการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือในทุกกรณี ไม่ว่าจำนวนเงินที่กู้ยืมจะมากหรือน้อยเพียงใด

เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ:

1. ความแตกต่างระหว่างการทำหลักฐานกับการนำสืบการใช้เงิน

กฎหมายแบ่งการพิจารณาเป็น 2 ส่วน คือ:

1. การมีหลักฐานเพื่อฟ้องร้อง (มาตรา 653 วรรคหนึ่ง): กำหนดว่าการกู้ยืมเงินกว่า สองพันบาทขึ้นไป นั้น ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

2. การมีหลักฐานเพื่อนำสืบการใช้เงิน (มาตรา 653 วรรคสอง): กำหนดข้อจำกัดในการนำสืบว่าได้มีการชำระหนี้คืนไปแล้ว

ประเด็นสำคัญคือ: หากมีการทำ หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ไว้ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะกู้ยืม 100 บาท, 1,500 บาท, หรือ 5,000 บาท เมื่อมีการทำหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว การนำสืบการใช้เงินคืนจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 653 วรรคสองเสมอ

2. หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการนำสืบการใช้เงินคืน

หากการกู้ยืมเงินนั้น มีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้กู้ยืม (ลูกหนี้) จะไม่สามารถนำพยานบุคคลมาสืบพิสูจน์การใช้เงินได้ (เช่น พยานที่เห็นการจ่ายเงินสด) แต่จะต้องนำสืบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 วิธีที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น:

1. มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม (เจ้าหนี้) มาแสดง

    ◦ เช่น ใบเสร็จรับเงินที่มีลายมือชื่อเจ้าหนี้ หรือเอกสารอื่นที่มีข้อความแสดงว่าได้รับชำระหนี้แล้วพร้อมลายมือชื่อเจ้าหนี้

2. เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว

    ◦ หมายถึง เจ้าหนี้คืนสัญญากู้ยืมฉบับจริงให้แก่ลูกหนี้หลังชำระหนี้ครบถ้วน การเวนคืนนี้ต้องเกิดจากเจตนาของเจ้าหนี้เนื่องจากได้รับชำระหนี้แล้ว

3. ได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

    ◦ หมายถึง การบันทึก ขีดฆ่า หรือระบุข้อความแสดงการชำระหนี้ลงบนเอกสารกู้ยืมนั้นโดยตรง และผู้ให้กู้ยืมต้องเป็นผู้แทงเพิกถอนหรือสั่งให้บุคคลอื่นทำ

3. กรณีที่สามารถใช้พยานบุคคลได้

ข้อจำกัดตามมาตรา 653 วรรคสอง จะ ไม่ใช้บังคับ ในกรณีต่อไปนี้:

• การกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเลย: เช่น การกู้ยืมปากเปล่า หรือกู้ยืมต่ำกว่า 2,000 บาทที่ไม่มีการทำสัญญา (ในกรณีนี้ ผู้กู้ยืมสามารถนำพยานบุคคลมาสืบการใช้เงินได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือของเจ้าหนี้)

• การนำสืบการชำระดอกเบี้ย: ข้อบังคับนี้หมายถึงการใช้คืน ต้นเงิน เท่านั้น ไม่รวมถึงดอกเบี้ย ดังนั้น การนำสืบการชำระดอกเบี้ยสามารถทำได้ด้วยพยานบุคคล

——————————————————————————–

เพื่อทดสอบความเข้าใจในหลักการนี้:

สมมติว่า นาย ก. กู้ยืมเงิน 10,000 บาท จาก นาย ข. และได้ทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือไว้ ต่อมา นาย ก. ชำระเงินต้นคืน 5,000 บาท ด้วยเงินสด โดยมีเพื่อนของ นาย ก. เห็นเหตุการณ์และเป็นพยาน หาก นาย ข. ฟ้องเรียกเงินกู้ยืมเต็มจำนวน 10,000 บาท นาย ก. สามารถนำเพื่อนมาเป็นพยานเพื่อพิสูจน์การชำระหนี้ 5,000 บาท นั้นได้หรือไม่คะ?

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading