🥧 สัญญาไม่ต่างตอบแทน (Non-Reciprocal Contract)
ตามที่ระบุไว้ในแหล่งข้อมูล ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญายืมในภาพรวม คือการเป็น สัญญาไม่ต่างตอบแทน (Non-Reciprocal Contract) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในทางกฎหมายและมีผลบังคับใช้ที่แตกต่างจากสัญญาต่างตอบแทนโดยทั่วไป
ลักษณะพื้นฐานของสัญญาไม่ต่างตอบแทนในสัญญายืม
1. การก่อหนี้ผูกพันฝ่ายเดียว: สัญญาไม่ต่างตอบแทนคือสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้หรือหน้าที่บังคับแก่คู่สัญญาเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากสัญญาต่างตอบแทน (เช่น สัญญาซื้อขาย) ที่ก่อให้เกิดหนี้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตอบแทนซึ่งกันและกัน
2. หน้าที่ของผู้ยืม: สัญญายืมก่อหนี้ให้แก่ผู้ยืมเพียงฝ่ายเดียว หน้าที่เหล่านี้รวมถึง:
◦ หน้าที่ในการเสียค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา
◦ ค่าส่งมอบทรัพย์และค่าส่งคืนทรัพย์ที่ยืม
◦ หน้าที่ในการใช้ทรัพย์สินตามสัญญา
◦ หน้าที่ในการสงวนรักษาทรัพย์ที่ยืม
◦ หน้าที่ในการส่งคืนทรัพย์สินเมื่อใช้เสร็จแล้ว
3. การส่งมอบทรัพย์สินของผู้ให้ยืม: สำหรับผู้ให้ยืมนั้น ไม่มีหนี้ (ไม่มีหน้าที่) อย่างใดจะต้องชำระให้แก่ผู้ยืม การที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมนั้น มิใช่เป็นการชำระหนี้ แต่เป็นส่วนประกอบที่เป็น สาระสำคัญ ของสัญญายืม เพราะตราบใดที่ผู้ให้ยืมยังไม่ส่งมอบทรัพย์สิน สัญญายืมย่อมยังไม่บริบูรณ์
ลักษณะเฉพาะในสัญญายืมแต่ละประเภท
ลักษณะการเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทนนี้ปรากฏอยู่ในสัญญายืมทั้งสองประเภท แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน:
1. สัญญายืมใช้คงรูป (Loan for Use): สัญญายืมใช้คงรูปนับเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทนอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมนั้นอย่าง ได้เปล่า (ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น) ผู้ยืมจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ให้ยืมในการใช้สอยทรัพย์สินนั้น หากมีการตกลงให้มีค่าตอบแทน สัญญานั้นจะกลายเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ทันที ไม่ใช่สัญญายืมใช้คงรูป
2. สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (Loan for Consumption): สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน อย่างไรก็ตาม สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง อาจเป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนได้ ตัวอย่างเช่น สัญญากู้ยืมเงินโดยมีการคิดดอกเบี้ยตอบแทนแก่ผู้ให้ยืม แต่การมีค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้สัญญากู้ยืมเงินกลายเป็นสัญญาต่างตอบแทนไปได้ ลักษณะที่เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทนของสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองยังคงมีอยู่ โดยผู้ยืมยังคงมีหนี้ตามสัญญาต่อผู้ให้ยืมอยู่ฝ่ายเดียว
ผลทางกฎหมายของการเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน
เนื่องจากสัญญายืมเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้บังคับกับสัญญาต่างตอบแทนจึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับกับสัญญายืมได้
ผลที่ตามมาที่สำคัญที่สุดคือ:
• ผู้ยืมไม่มีสิทธิบังคับให้ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์ กล่าวคือ หากเกิดกรณีที่ผู้ให้ยืมไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม (แม้จะตกลงกันแล้ว) ผู้ยืมก็ ไม่มีสิทธิที่จะบังคับ ให้ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์ให้แก่ตนได้ ทั้งนี้รวมถึงสิทธิที่จะบังคับเอากับคู่สัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 ซึ่งใช้กับสัญญาต่างตอบแทน ไม่สามารถนำมาใช้กับสัญญายืมได้
🥧 “บริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม” เป็นสาระสำคัญที่แหล่งข้อมูลได้กล่าวถึงอย่างละเอียด โดยถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้สัญญายืมแตกต่างจากสัญญาอื่น ๆ ในเอกเทศสัญญา
หลักการทั่วไปของ “บริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สิน”
สัญญายืมถือเป็นสัญญาที่ บริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม หมายความว่า ตราบใดที่คู่สัญญาฝ่ายผู้ให้ยืม (ผู้ให้ยืม) ยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืมแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้ยืม) สัญญายืมนั้นก็จะยังไม่บริบูรณ์ แม้ว่าคู่สัญญาจะได้ทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม
คุณลักษณะนี้ใช้บังคับกับสัญญายืมทั้งสองประเภท ได้แก่:
1. สัญญายืมใช้คงรูป (Loan for Use): บริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม
2. สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (Loan for Consumption): ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม
การส่งมอบในทางกฎหมายและผลที่ตามมา
1. สถานะของการส่งมอบ: การที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมนั้น มิใช่เป็นการชำระหนี้ (fulfillment of an obligation) แต่เป็นการกระทำที่เป็น ส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญายืม
2. สัญญายืมในฐานะสัญญาไม่ต่างตอบแทน: เนื่องจากสัญญายืมเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน (ก่อหนี้แก่ผู้ยืมฝ่ายเดียว) จึงมีผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ ผู้ยืม ไม่มีสิทธิที่จะบังคับ ให้ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ตนได้ หากผู้ให้ยืมไม่ยอมส่งมอบ (เพราะสัญญายังไม่บริบูรณ์)
3. รูปแบบของการส่งมอบ (Delivery Methods):
◦ กฎหมายลักษณะยืมไม่ได้กำหนดพิธีการส่งมอบไว้โดยเฉพาะ
◦ การส่งมอบใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสัญญาซื้อขาย (ป.พ.พ. มาตรา 462) ซึ่งคือการกระทำใด ๆ ที่เป็นผลให้ทรัพย์สินนั้นไปอยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ยืม
◦ การส่งมอบมี 2 ลักษณะ คือ:
▪ การส่งมอบโดยตรง: เช่น การหยิบยื่นทรัพย์ให้ผู้ยืมโดยตรง (เช่น โต๊ะ เก้าอี้)
▪ การส่งมอบโดยปริยาย: เช่น การส่งมอบที่มิใช่การหยิบยื่นโดยตรง แต่เป็นการกระทำที่ทำให้ทรัพย์อยู่ในความครอบครองหรือดูแลรักษาของผู้ยืม (เช่น มอบกุญแจรถยนต์ หรือโอนเงินเข้าบัญชี)
◦ ข้อควรสังเกตคือ หากเป็นการส่งมอบโดยปริยาย ถ้าผู้ยืมยังไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินนั้น (เช่น ยังไม่ได้เอากุญแจไปเปิดรถ) สัญญายืมก็ยังไม่บริบูรณ์
ประเด็นทางกฎหมายของการ “ไม่บริบูรณ์”
ในกรณีที่ไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินซึ่งเป็นเหตุให้สัญญายืมไม่บริบูรณ์นั้น มีความเห็นของนักกฎหมายแยกออกเป็นสองฝ่าย:
1. ฝ่ายที่เห็นว่าตกเป็นโมฆะ (Void): เห็นว่า การส่งมอบทรัพย์สินถือเป็น แบบอย่างหนึ่งของนิติกรรม (เช่นเดียวกับการทำเป็นหนังสือหรือการจดทะเบียน) หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152)
2. ฝ่ายที่เห็นว่ายังไม่เกิด/ไม่บริบูรณ์ (Not Perfected/Not Yet Occurred): เห็นว่า การส่งมอบทรัพย์ มิใช่แบบของนิติกรรม แต่เป็นเพียง ส่วนประกอบของการแสดงเจตนา เท่านั้น ถ้ายังไม่มีการส่งมอบ ถือว่าการแสดงเจตนายังไม่บริบูรณ์ นิติกรรมจึงยังไม่เกิด แต่ ไม่ตกเป็นโมฆะ หากมีการส่งมอบภายหลัง นิติกรรมก็สมบูรณ์
แหล่งข้อมูลระบุว่า ผู้เขียนมีความเห็นด้วยกับฝ่ายที่สอง คือ การส่งมอบไม่ใช่แบบของนิติกรรม แต่เป็นองค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์ของสัญญายืม ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบ สัญญายืมก็ยังไม่มีผลบริบูรณ์ตามกฎหมาย
การประยุกต์ใช้ในสัญญายืมแต่ละประเภท
1. สัญญายืมใช้คงรูป
การไม่บริบูรณ์เมื่อไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินมีผลสำคัญในการฟ้องร้อง กล่าวคือ สัญญาจะให้ยืม (Agreement to lend) นั้นไม่สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน ผู้จะยืมจะนำสัญญามาฟ้องให้ศาลบังคับผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินนั้นไม่ได้ เนื่องจากสัญญาจะไม่บริบูรณ์จนกว่าจะมีการส่งมอบ
2. สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (เช่น สัญญากู้ยืมเงิน)
หลักการ “บริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม” มีความชัดเจนและมักถูกนำมาใช้ในการต่อสู้คดี ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี:
• ไม่ส่งมอบถือว่าไม่บริบูรณ์: หากมีการทำสัญญากู้ไว้ล่วงหน้า แต่การขายสินค้าไม่สำเร็จ และผู้กู้ไม่ได้รับเงินไป สัญญายืม (กู้ยืมเงิน) ถือว่า ไม่บริบูรณ์ เพราะไม่มีการส่งมอบเงิน
• การรับเงินเป็นสาระสำคัญ: ผู้กู้ย่อมมีสิทธินำสืบได้ว่าตนมิได้รับมอบเงินกู้จากโจทก์ ซึ่งเป็นการนำสืบว่าสัญญากู้ไม่บริบูรณ์ การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อแสดงว่าไม่ได้รับเงิน (ทำให้สัญญากู้ไม่บริบูรณ์) ไม่ถือเป็นการต้องห้ามในการสืบพยาน
• การโอนเข้าบัญชีถือเป็นการส่งมอบ: หากผู้ให้กู้โอนเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากของผู้ยืม (แม้จะนำไปหักชำระหนี้อื่นทันที) ถือว่าผู้ให้กู้ได้ส่งมอบเงินกู้แล้ว และ สัญญากู้ยืมเงินย่อมบริบูรณ์
• กรณีที่สัญญากู้ไม่สมบูรณ์: หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญากู้ยืมเงินย่อมไม่สมบูรณ์ (น่าจะหมายถึงไม่บริบูรณ์) ตามมาตรา 650 วรรคสอง.
🍪
สัญญายืม (Loan Contract) คือ สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้ยืม” ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้ยืม” เพื่อให้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ยืมภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วผู้ยืมส่งคืนทรัพย์สินให้เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว
สัญญายืมมีลักษณะในทางกฎหมายที่สำคัญ 4 ประการ ตามที่ระบุไว้ในบัตรคำของคุณ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้:
1. เป็นเอกเทศสัญญา (Named/Specific Contract)
สัญญายืมถูกจัดประเภทเป็น เอกเทศสัญญา (Specific Contracts) ลักษณะหนึ่ง ซึ่งหมายถึงเป็นสัญญาที่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการเฉพาะแยกออกมาจากหลักเกณฑ์ของสัญญาธรรมดาทั่วไป
• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญญายืมไว้เป็นการเฉพาะใน บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 9 ตั้งแต่มาตรา 640 ถึง 656.
• การเป็นเอกเทศสัญญานี้ทำให้ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงใด ๆ เข้าข่ายลักษณะของสัญญายืมหรือไม่ หากไม่ใช่เรื่องยืมก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องยืมมาใช้บังคับได้.
2. เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน (Non-reciprocal Contract)
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญายืมคือการเป็น สัญญาไม่ต่างตอบแทน
• ก่อให้เกิดหนี้แก่ผู้ยืมเพียงฝ่ายเดียว สัญญายืมจะก่อให้เกิดหนี้หรือหน้าที่บังคับแก่ผู้ยืม เช่น หน้าที่ในการเสียค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา, ค่าส่งมอบและค่าส่งคืนทรัพย์ที่ยืม, หน้าที่ในการใช้ทรัพย์สินตามสัญญา, การสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืม, และการส่งคืนทรัพย์สิน.
• การส่งมอบทรัพย์ไม่ใช่การชำระหนี้ การที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมนั้น ไม่ใช่ การชำระหนี้ แต่เป็นส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญายืม.
• ผลทางกฎหมาย: หลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับสัญญาต่างตอบแทน (เช่น ป.พ.พ. มาตรา 369) จะนำมาใช้กับสัญญายืมไม่ได้ ตัวอย่างเช่น หากผู้ให้ยืมไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม ผู้ยืมจะไม่มีสิทธิบังคับให้ผู้ให้ยืมส่งมอบได้.
• ข้อยกเว้นเรื่องค่าตอบแทน: แม้จะเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน แต่สัญญายืมอาจเป็น สัญญาที่มีค่าตอบแทนได้ ซึ่งได้แก่ สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่มีค่าตอบแทน เช่น สัญญากู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ย. อย่างไรก็ตาม การมีค่าตอบแทนในสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (เช่น ดอกเบี้ย) ก็ ไม่ทำให้สัญญานั้นกลายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ไป.
3. บริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม (Perfected upon Delivery)
สัญญายืมทั้งประเภทใช้คงรูปและใช้สิ้นเปลืองจะ บริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม เท่านั้น
• ความสมบูรณ์ของสัญญา: ตราบใดที่ผู้ให้ยืมยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืมแก่ผู้ยืม สัญญายืมนั้นก็ ยังไม่บริบูรณ์ (ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย) แม้ว่าคู่สัญญาจะได้ทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม.
• การส่งมอบ:
◦ การส่งมอบโดยตรง: คือการหยิบยื่นทรัพย์ที่ยืมให้แก่ผู้ยืมโดยตรง เช่น ส่งมอบโต๊ะ หนังสือ.
◦ การส่งมอบโดยปริยาย: คือการกระทำใด ๆ อันเป็นผลให้ทรัพย์อยู่ในความครอบครองหรือดูแลรักษาของผู้ยืม เช่น มอบกุญแจรถยนต์ หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ยืม (ในกรณีสัญญากู้ยืมเงิน).
• ข้อถกเถียงทางกฎหมาย: มีความเห็นแตกต่างกันว่าการส่งมอบเป็น แบบของนิติกรรม (ทำให้ถ้าไม่ทำจะตกเป็นโมฆะ) หรือเป็นเพียง องค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์ ของสัญญา (ทำให้สัญญายังไม่มีผลบังคับแต่ไม่เป็นโมฆะ). ตามความเห็นของผู้เขียนในเอกสารการสอนนี้ การส่งมอบเป็นเพียง องค์ประกอบแห่งความสมบูรณ์ ของสัญญายืม หากยังไม่ส่งมอบ สัญญาก็ยังไม่มีผลบังคับ.
4. มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นทรัพย์สิน (Subject Matter is Property)
สัญญายืมมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นทรัพย์สิน ซึ่งคำว่า “ทรัพย์สิน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 หมายความรวมทั้งวัตถุมีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่มีราคาและถือเอาได้.
• ประเภทของทรัพย์สิน:
◦ สัญญายืมอาจมีวัตถุเป็นทรัพย์สินได้หลากหลาย โดยเฉพาะสังหาริมทรัพย์.
◦ ในทางปฏิบัติ สัญญาที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ที่ดิน บ้านเรือน) มักจะถูกบังคับในลักษณะของสัญญาอื่น เช่น สิทธิอาศัย หรือสัญญาเช่า หากมีค่าตอบแทน.
◦ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในเอกสารนี้มีความเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะเป็นวัตถุแห่งสัญญายืมใช้คงรูปได้ หากสามารถส่งมอบโดยปริยายได้ เช่น การมอบกุญแจบ้านพักตากอากาศ.
• หน้าที่ในการคืนทรัพย์สิน: ลักษณะของทรัพย์สินที่ยืมมีความสำคัญ เนื่องจากกำหนดหน้าที่ในการคืนทรัพย์สินของผู้ยืม:
◦ ยืมใช้คงรูป (Loan for use): ผู้ยืมต้องคืนทรัพย์อันเดียวกับที่ยืมไป.
◦ ยืมใช้สิ้นเปลือง (Loan for consumption): ผู้ยืมต้องคืนทรัพย์ที่เป็น ประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกัน ให้แทน.
——————————————————————————–
สรุปประเภทของสัญญายืม (เพื่อเพิ่มความเข้าใจ)
สัญญายืมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
| ลักษณะเปรียบเทียบ | สัญญายืมใช้คงรูป (มาตรา 640) | สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (มาตรา 650) |
| การโอนกรรมสิทธิ์ | ผู้ให้ยืม ไม่โอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืม. | ผู้ให้ยืม โอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืม. |
| ค่าตอบแทน | เป็นสัญญา ไม่มีค่าตอบแทน (ใช้สอยทรัพย์ได้เปล่า). | อาจเป็นสัญญา มีค่าตอบแทน หรือไม่มีก็ได้ (เช่น กู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ย). |
| ทรัพย์ที่ต้องคืน | ผู้ยืมต้องคืน ทรัพย์อันเดียวกับที่ยืมไป (ทรัพย์ไม่เสียภาวะ/ไม่สิ้นเปลือง). | ผู้ยืมต้องคืนทรัพย์สินที่เป็น ประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกัน ให้แทน (ทรัพย์ใช้ไปสิ้นไป). |
| ความรับผิดของผู้ยืม | ผู้ยืมต้องรับผิดชอบในการใช้และการสงวนรักษาทรัพย์สิน. | ทรัพย์สูญหายหรือบุบสลาย ภัยพิบัติตกแก่ผู้ยืมเองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์. |
🎃 สัญญายืมใช้คงรูป (ยืมใช้คงรูป) ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 ถือเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งมีสาระสำคัญและลักษณะเฉพาะทางกฎหมายที่โดดเด่นดังนี้:
สาระสำคัญตามมาตรา 640 และลักษณะโดยทั่วไป
ตามบทบัญญัติในมาตรา 640 กำหนดสาระสำคัญของสัญญายืมใช้คงรูปไว้ว่า “อันว่ายืมใช้คงรูปนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”
สัญญายืมใช้คงรูปนี้มีลักษณะร่วมกับสัญญายืมประเภทอื่น ๆ (ยืมใช้สิ้นเปลือง) ดังนี้:
1. เป็นเอกเทศสัญญา (Specific Contract)
2. เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน (Non-reciprocal Contract)
3. บริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม (Perfected upon Delivery)
4. มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นทรัพย์สิน
ลักษณะเฉพาะของสัญญายืมใช้คงรูป (Loan for Use)
นอกเหนือจากลักษณะทั่วไปข้างต้น สัญญายืมใช้คงรูปยังมีสาระสำคัญเฉพาะที่ทำให้แตกต่างจากสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (Loan for Consumption) โดยสิ้นเชิง:
1. เป็นสัญญาที่ไม่มีค่าตอบแทน (Used Free of Charge)
สัญญายืมใช้คงรูปเป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินได้ “เปล่า” ซึ่งหมายความว่า ผู้ยืมไม่มีหน้าที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทน ให้แก่ผู้ให้ยืมในการใช้สอยทรัพย์สินนั้น ๆ
• ความแตกต่างกับสัญญาเช่าทรัพย์: หากมีการตกลงให้ค่าตอบแทนในการใช้ทรัพย์สิน จะถือว่าสัญญานั้นกลายเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ไปทันที ไม่ใช่สัญญายืมใช้คงรูป
• เป็นสัญญาที่ถือความเชื่อถือในตัวบุคคล: เนื่องจากเป็นการให้ใช้ทรัพย์สินได้เปล่า (ไม่มีค่าตอบแทน) สัญญายืมใช้คงรูปจึงถือเอาความสำคัญเฉพาะตัวของผู้ยืมเป็นหลัก
◦ ผลทางกฎหมาย: หากผู้ให้ยืมสำคัญผิดในตัวบุคคลผู้ยืม สัญญานั้นอาจตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 156.
◦ การระงับของสัญญา: สัญญายืมใช้คงรูป ย่อมระงับสิ้นไปด้วยมรณะของผู้ยืม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 648 เนื่องจากสิทธิตามสัญญานี้ไม่ตกทอดเป็นมรดก. (แต่การตายของผู้ให้ยืมไม่เป็นเหตุให้สัญญายืมใช้คงรูประงับ).
2. เป็นสัญญาที่ไม่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ยืม
สัญญายืมใช้คงรูปเป็นการส่งมอบทรัพย์สินเพื่อให้ผู้ยืมได้ ครอบครองใช้สอย เท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมจะไม่โอนไปยังผู้ยืม.
• ทรัพย์ที่ต้องคืน: เนื่องจากกรรมสิทธิ์ไม่โอนไป ผู้ยืมจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืน ทรัพย์สินอันเดียวกับที่ยืมไป นั้นแก่ผู้ให้ยืมเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว. ทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาจึงเป็นประเภทที่ ไม่เสียภาวะเสื่อมสลายไปเพราะการใช้ (เช่น รถยนต์ ช้าง ม้า โค).
• ความรับผิดในภัยพิบัติ: หากทรัพย์สินที่ยืมสูญหายหรือบุบสลายไปโดย มิใช่ความผิดของผู้ยืม ผู้ยืมก็ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย. ความวินาศแห่งทรัพย์สินตกเป็นพับแก่ผู้ให้ยืมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามหลักกฎหมายทั่วไป.
3. หน้าที่ของผู้ยืมเกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สิน
แม้ผู้ยืมจะใช้ทรัพย์ได้เปล่า แต่กฎหมายก็กำหนดหน้าที่ของผู้ยืมไว้หลายประการ, โดยเฉพาะเรื่องการใช้และการสงวนรักษาทรัพย์สิน:
• การใช้ทรัพย์โดยชอบ: ผู้ยืมต้องใช้ทรัพย์สินที่ยืม อย่างปกติ หรือ ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา. ผู้ยืมจะเอาทรัพย์ไปใช้การอย่างอื่น หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย หรือเอาไว้ นานกว่าที่ควรจะเอาไว้มิได้.
• ความรับผิดแม้เหตุสุดวิสัย: หากผู้ยืมทำผิดหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 643 เช่น นำไปให้บุคคลภายนอกใช้ หรือเก็บไว้นานเกินควร ผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุที่ทรัพย์สูญหายหรือบุบสลายไป แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย.
• การสงวนรักษา: ผู้ยืมจะต้อง สงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตน (ป.พ.พ. มาตรา 644).
• ค่าใช้จ่าย: ผู้ยืมต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติแก่การบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ยืม, รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา ค่าส่งมอบ และค่าส่งคืนทรัพย์สิน.
ความระงับของสัญญายืมใช้คงรูป
สัญญายืมใช้คงรูประงับลงได้เมื่อ:
1. ครบกำหนดระยะเวลาที่ตกลงไว้.
2. ผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว ตามการที่ปรากฏในสัญญา (หากไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน).
3. เวลาล่วงพ้นไปพอสมควร ที่ผู้ให้ยืมเรียกคืนได้ (แม้ผู้ยืมจะยังใช้ไม่เสร็จ).
4. ผู้ให้ยืมบอกเลิกสัญญา เมื่อผู้ยืมทำผิดหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 643 หรือ 644.
5. ผู้ยืมตาย (ป.พ.พ. มาตรา 648).
6. ทรัพย์สินที่ยืมสูญหายไปทั้งหมด (เนื่องจากทรัพย์ที่ต้องคืนไม่มีอีกแล้ว)
🥠 การระงับสิ้นไปของสัญญายืมใช้คงรูปโดยเหตุพิเศษตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 648 นั้น เป็นลักษณะเฉพาะที่สำคัญของสัญญายืมใช้คงรูป ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้:
สาระสำคัญของ ป.พ.พ. มาตรา 648
มาตรา 648 บัญญัติไว้ว่า “อันการยืมใช้คงรูปนั้น ย่อมระงับสิ้นไปด้วยมรณะแห่งผู้ยืม” หรือคือ การตายของผู้ยืม ตามที่ระบุในบัตรคำของคุณ
1. เหตุผลของการระงับสิ้นไปโดยการตายของผู้ยืม
การที่สัญญายืมใช้คงรูป (ยืมใช้คงรูป) จะต้องระงับสิ้นไปเมื่อผู้ยืมตายนั้น มีสาเหตุมาจากลักษณะเฉพาะของสัญญานี้:
• เป็นสัญญาที่ไม่มีค่าตอบแทน: สัญญายืมใช้คงรูปเป็นการให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินได้ “เปล่า” คือ ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
• ถือความเชื่อถือในตัวบุคคลผู้ยืมเป็นสำคัญ (เฉพาะตัวผู้ยืม): การให้ยืมโดยไม่มีค่าตอบแทนนี้ ทำให้ผู้ให้ยืมจะต้องพิจารณาถึง บุคลิกลักษณะนิสัยของผู้ยืม ว่าเป็นบุคคลที่ใช้และระวังรักษาทรัพย์สินดีมากน้อยเพียงใด
• ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงถือว่าสิทธิตามสัญญายืมใช้คงรูปเป็นเรื่องที่อาศัย สิทธิเฉพาะตัวของผู้ยืมเป็นสำคัญ
เมื่อผู้ยืมถึงแก่ความตาย (มรณะแห่งผู้ยืม) สัญญาจึงย่อมระงับสิ้นไปทันที เพราะ สิทธิตามสัญญายืมใช้คงรูปไม่ตกทอดเป็นมรดกไปถึงทายาท
2. ผลของการระงับสัญญาเมื่อผู้ยืมตาย
• สัญญาระงับทันที: สัญญายืมใช้คงรูปจะระงับสิ้นไปทันทีที่ผู้ยืมตายลง ไม่ว่าสัญญายืมนั้นจะมีกำหนดเวลาหรือไม่ก็ตาม
• สิทธิเรียกคืนทรัพย์: เมื่อสัญญาระงับลง ผู้ให้ยืมมีสิทธิ เรียกทรัพย์สินคืนได้ทันที แม้จะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาที่อาจตกลงกันไว้ก็ตาม (ในทางตรงกันข้าม การตายของผู้ให้ยืม ไม่เป็นเหตุให้สัญญายืมใช้คงรูประงับ)
• อายุความมรดก: ในกรณีที่ผู้ให้ยืมจะฟ้องเรียกทรัพย์ที่ให้ยืมคืนจากทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ยืม ผู้ให้ยืมจะต้องคำนึงถึงอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ด้วย ซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่เจ้ามรดกยืมมา เจ้าหนี้จะฟ้องเรียกคืนจากทายาทเมื่อรู้การตายเกิน 1 ปีไม่ได้ เพราะถือว่า ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754
ข้อแตกต่างที่สำคัญ (กรณีผู้ให้ยืมตาย)
ควรสังเกตว่า หลักการในมาตรา 648 ใช้บังคับเฉพาะกรณี ผู้ยืมตาย เท่านั้น
• หากผู้ให้ยืมตายลงก่อนสิ้นสุดระยะเวลายืม สัญญายืมใช้คงรูป ไม่ระงับ
• ผู้ยืมยังมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ที่ยืมนั้นต่อไปได้
• ทายาทของผู้ให้ยืมจะเรียกทรัพย์สินนั้นคืนก่อนกำหนดไม่ได้ เว้นแต่ผู้ยืมจะปฏิบัติผิดหน้าที่ตามมาตรา 643 หรือ 644 ทายาทของผู้ให้ยืมจึงจะสามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์คืนได้ตามมาตรา 645
ความระงับของสัญญายืมใช้คงรูปในกรณีอื่น ๆ
นอกจากเหตุพิเศษตามมาตรา 648 แล้ว สัญญายืมใช้คงรูปยังสามารถระงับลงได้ในกรณีอื่น ๆ ด้วย ดังนี้:
1. กรณีปกติ (เมื่อถึงกำหนดเวลาคืน)
◦ ครบกำหนดเวลา: เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
◦ ใช้สอยเสร็จแล้ว: หากไม่ได้กำหนดเวลาไว้แน่นอน ให้คืนเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้วตามการอันปรากฏในสัญญา
◦ เวลาล่วงพ้นพอสมควร: ผู้ให้ยืมเรียกคืนได้เมื่อเวลาได้ล่วงไปพอแก่การที่ผู้ยืมจะได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว
◦ ไม่มีกำหนด/ไม่ปรากฏการใช้: ผู้ให้ยืมเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ (กรณีที่ไม่มีกำหนดเวลาและไม่ปรากฏว่ายืมไปใช้เพื่อการใด)
◦ ผู้ยืมส่งคืนเอง: ผู้ยืมสามารถส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมคืนได้ก่อนกำหนดเวลา
2. กรณีพิเศษอื่น ๆ (เนื่องจากผู้ยืมผิดสัญญาหรือทรัพย์สูญหาย)
◦ ผู้ให้ยืมบอกเลิกสัญญาเพราะผู้ยืมผิดสัญญา: ผู้ให้ยืมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 645 เมื่อผู้ยืมกระทำผิดหน้าที่ตามมาตรา 643 (ใช้ทรัพย์มิชอบ) หรือมาตรา 644 (ไม่สงวนรักษาทรัพย์)
◦ ทรัพย์สินที่ยืมสูญหายไปทั้งหมด: สัญญาย่อมระงับลงเนื่องจากไม่มีตัวทรัพย์ที่จะคืนให้แก่กัน (แต่ความรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายขึ้นอยู่กับว่าทรัพย์สูญหายเพราะความผิดของผู้ยืมหรือไม่)
🎨 ตามคำถามของคุณที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 649 ว่าด้วยอายุความสำหรับการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนในสัญญายืมใช้คงรูป สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้:
สาระสำคัญของ ป.พ.พ. มาตรา 649
มาตรา 649 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอายุความสำหรับการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนที่เกิดขึ้นภายใต้สัญญายืมใช้คงรูป (Loan for use) โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้:
“ในข้อความรับผิดเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมใช้คงรูปนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้นสัญญา“
ดังนั้น อายุความสำหรับการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนคือ 6 เดือน และเริ่มนับตั้งแต่ วันสิ้นสัญญา (วันที่สัญญายืมใช้คงรูประงับลง)
1. ความหมายของ “ค่าทดแทน” (Compensation)
คำว่า “ค่าทดแทน” ตามมาตรา 649 นี้ มีความหมายเดียวกับคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นจากสัญญา และเป็นการชดใช้กันด้วย เงินเท่านั้น
การเรียกร้องค่าทดแทนนี้แตกต่างจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิด (Tort) ซึ่งครอบคลุมกว้างกว่าและอาจรวมถึงการคืนทรัพย์สินที่เสียหายไปหรือการใช้ราคาทรัพย์สินด้วย
มาตรา 649 มิได้บัญญัติจำกัดว่าอายุความ 6 เดือนนี้ใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ให้ยืมเรียกค่าทดแทนเท่านั้น ดังนั้น หากผู้ยืมมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามสัญญาได้ อายุความ 6 เดือนก็ย่อมนำมาใช้กับการเรียกร้องของผู้ยืมได้เช่นกัน
2. ขอบเขตของสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน 6 เดือน
สิทธิเรียกร้องที่ต้องอยู่ภายใต้อายุความ 6 เดือนนี้ ได้แก่ ค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสัญญายืมใช้คงรูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้
ก. ค่าทดแทนที่ผู้ให้ยืมมีสิทธิเรียกร้อง:
1. ค่าเสียหายจากการใช้ทรัพย์โดยมิชอบ (มาตรา 643): ค่าทดแทนความเสียหายเมื่อผู้ยืมปฏิบัติผิดสัญญา เช่น การใช้ทรัพย์ผิดปกติวิสัย, การเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้, หรือการเอาทรัพย์ไว้ นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ (รวมถึงการไม่ส่งคืนทรัพย์เมื่อครบกำหนดตามมาตรา 646) โดยความเสียหายเหล่านี้ผู้ยืมต้องรับผิดชอบแม้จะเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็ตาม
2. ค่าเสียหายจากการไม่สงวนรักษาทรัพย์ (มาตรา 644): ค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ผู้ยืมไม่สงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืมเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตน
3. ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้ยืมออกแทนผู้ยืม (มาตรา 642 และ 647): ค่าทดแทนในค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้ให้ยืมจ่ายไปแทนผู้ยืมตามหน้าที่ของผู้ยืม ซึ่งได้แก่
◦ ค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา ค่าส่งมอบ และค่าส่งคืนทรัพย์สิน.
◦ ค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติแก่การบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ยืม.
ข. ค่าทดแทนที่ผู้ยืมมีสิทธิเรียกร้อง:
1. ค่าเสียหายจากการชำรุดบกพร่องของทรัพย์: ค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่องให้แก่ผู้ยืม โดยไม่แจ้งให้ผู้ยืมทราบ ทั้งที่ผู้ให้ยืมได้รู้อยู่แล้ว.
2. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในกรณีจำเป็น: ค่าใช้จ่ายที่ผู้ยืมได้จ่ายทดรองไปก่อนในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาทรัพย์ที่ยืม ซึ่ง มิใช่ เป็นการบำรุงรักษาตามปกติ.
3. ข้อแตกต่างที่สำคัญ: อายุความ 6 เดือน กับ อายุความ 10 ปี
ต้องแยกความแตกต่างระหว่างการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทน (6 เดือน) กับการฟ้องร้องเรียกทรัพย์สินคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ (10 ปี):
| วัตถุแห่งการเรียกร้อง | อายุความ | เริ่มนับเมื่อ | อ้างอิง (มาตรา) |
| ค่าทดแทน/ค่าเสียหาย (ชดใช้เป็นเงิน) | 6 เดือน | นับแต่วันสิ้นสัญญา | ป.พ.พ. มาตรา 649 |
| เรียกคืน/ใช้ราคาทรัพย์ที่ยืม (กรณีทรัพย์ยังอยู่ หรือสูญหายไปทั้งหมด) | 10 ปี | นับแต่เวลาที่จะต้องคืนทรัพย์ (วันสิ้นสัญญา) | ป.พ.พ. มาตรา 193/30 (หลักทั่วไป) |
เหตุผลความแตกต่าง:
• 10 ปี (ฟ้องเรียกทรัพย์คืน): สัญญายืมใช้คงรูปไม่มีบทบัญญัติอายุความเฉพาะสำหรับการเรียกทรัพย์คืนหรือใช้ราคา จึงต้องใช้หลักอายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30. อายุความ 10 ปีนี้จึงใช้สำหรับการฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์สินที่ยืม หรือฟ้องร้องเรียกให้ใช้ราคาของทรัพย์สินที่ยืมซึ่งสูญหายหรือถูกทำลายไปหมดแล้ว.
• 6 เดือน (ฟ้องเรียกค่าทดแทน): เป็นอายุความพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะในมาตรา 649 เพื่อจำกัดสิทธิในการเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดหน้าที่ตามสัญญา (เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมแซมที่ไม่ใช่ราคาตัวทรัพย์).
สรุป: หากผู้ให้ยืมต้องการฟ้องร้องเรียกเอาทรัพย์สินที่ให้ยืมคืนจากผู้ยืม (ถ้าทรัพย์สินยังอยู่) หรือฟ้องเรียกให้ใช้ราคาทรัพย์ที่สูญหายไปทั้งหมด ต้องฟ้องภายใน 10 ปี แต่หากต้องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอื่นๆ ที่เป็นตัวเงินอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา (เช่น ค่าซ่อมแซมความเสียหาย ค่าบำรุงรักษาที่จ่ายแทน) ต้องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่สัญญายืมใช้คงรูประงับสิ้นไป.
👜 สัญญายืมใช้คงรูปมีลักษณะเฉพาะที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้ทรัพย์สินได้เปล่า และกรรมสิทธิ์ไม่โอนไปยังผู้ยืม ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดหน้าที่แก่ผู้ยืมอย่างเข้มงวดในการใช้และการสงวนรักษาทรัพย์สินนั้น หน้าที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ หน้าที่ในการใช้ทรัพย์สินที่ยืมมาโดยชอบ
สาระสำคัญของ ป.พ.พ. มาตรา 643
มาตรา 643 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) บัญญัติถึงการที่ผู้ยืมทำผิดหน้าที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินที่ยืม ซึ่งถือเป็นการ ใช้ทรัพย์สินโดยมิชอบ และกำหนดผลทางกฎหมายที่รุนแรงไว้
มาตรานี้บัญญัติว่า: “ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้นหรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ก็ดี ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง“
การกระทำของผู้ยืมที่ถือเป็นการใช้ทรัพย์สินโดยมิชอบ (ทำผิดหน้าที่) แบ่งเป็น 3 กรณี ตามที่ระบุในบัตรคำของคุณ:
1. ใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติ หรือนอกสัญญา
ผู้ยืมมีหน้าที่ต้องใช้ทรัพย์สินที่ยืม อย่างปกติที่วิญญูชนเขาใช้ทรัพย์กัน หรือ ตามที่ได้มีข้อตกลงกันไว้ในสัญญา
• นอกเหนือจากปกติวิสัย: หากยืมมีดโกนหนวดมาใช้แล้วนำไปหั่นเนื้อหรือเหลาดินสอจนมีดเสียคมไป ถือว่าทำผิดหน้าที่.
• นอกเหนือจากสัญญา: หากในสัญญาระบุว่ายืมรถยนต์เพื่อใช้ใน งานบวชนาค แต่ผู้ยืมกลับนำรถนั้นขับไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือเอาไปบรรทุกสิ่งของที่หนักเกินควรจนทำให้รถยนต์เสียหาย ถือว่าทำผิดหน้าที่ในการใช้ทรัพย์.
2. เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย
สัญญายืมใช้คงรูปเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยถือ ความเชื่อถือในตัวบุคคลผู้ยืมเป็นสำคัญ (สิทธิเฉพาะตัวผู้ยืม) เนื่องจากเป็นการให้ใช้สอยทรัพย์สินได้เปล่าโดยไม่มีค่าตอบแทน
• การที่ผู้ยืมนำทรัพย์สินที่ยืมไปให้บุคคลภายนอกใช้ ถือเป็นการผิดเจตนารมณ์ของผู้ให้ยืมและเป็นการทำผิดหน้าที่.
• ข้อยกเว้น: ต้องพิจารณาลักษณะการใช้ทรัพย์ประกอบด้วย เช่น การยืมรถยนต์มาใช้แล้วให้ คนรถ ( chauffeur) เป็นคนขับ หรือมีผู้อื่นนั่งไปในรถด้วย ก็ยังถือว่าผู้ยืมเป็นผู้ใช้รถนั้นอยู่. หรือการยืมถ้วยชามมาใช้ในงานเลี้ยง ก็ย่อมมีผู้ร่วมงานใช้ถ้วยชามเหล่านั้นด้วย ซึ่งยังถือว่าเป็นการใช้ของผู้ยืมอยู่ ตราบใดที่ยังอยู่ในความดูแลของผู้ยืม.
• อย่างไรก็ตาม หากในสัญญาได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าผู้อื่นนอกจากผู้ยืมจะใช้ทรัพย์สินนั้นไม่ได้ ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น.
3. เอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้
การยืมทรัพย์ไว้นานกว่าที่ควร หมายถึงการครอบครองทรัพย์สินไว้เกินกำหนดเวลาที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการยืม
• กรณีมีกำหนดเวลา: หากครบกำหนดที่ต้องคืนแล้ว แต่ผู้ยืมยังไม่ส่งคืน (เช่น ยืมรถไปทําธุระ 10 วัน แต่ไม่ยอมคืน) ถือเป็นการเอาไว้ นานเกินกว่าที่ควร.
• กรณีไม่มีกำหนดเวลา: หากยืมไปเพื่อกิจการใดกิจการหนึ่ง (เช่น ยืมรถไปตากอากาศที่พัทยา) เมื่อผู้ยืมกลับมาแล้วก็ควรส่งคืนในเวลาสมควร การเก็บเอาไว้เพื่อไปเที่ยวต่อที่อื่น ถือว่าเอาทรัพย์ของเขาไว้นานเกินควร.
• กรณีทอดทิ้งไม่ใช้: หากยืมไปแล้วทอดทิ้งไม่ใช้ตั้งแต่ต้น จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควรที่หากใช้ก็คงจะใช้เสร็จแล้ว (เช่น ยืมหนังสือไปอ่าน แต่ไม่ได้อ่านเลยจนเวลาผ่านไปมาก) ก็ถือว่าเอาไว้นานเกินควร ซึ่งผู้ให้ยืมเรียกทรัพย์คืนได้.
ผลทางกฎหมายของการใช้ทรัพย์สินโดยมิชอบ
ผลที่รุนแรงที่สุดของการทำผิดหน้าที่ตามมาตรา 643 คือเรื่องความรับผิดต่อความเสียหายของทรัพย์สินที่ยืม:
1. ความรับผิดแม้เหตุสุดวิสัย (Strict Liability): หากผู้ยืมทำผิดหน้าที่ใน 3 กรณีข้างต้น แล้วทรัพย์สินนั้นเกิด สูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้ยืมจะต้องรับผิดในความเสียหายนั้น แม้ว่าจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ก็ตาม.
◦ ตัวอย่าง: ผู้ยืมนำกระบือที่ยืมไปให้บุคคลอื่นยืมใช้ต่อ (ผิดหน้าที่) ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่พัดกระบือจมน้ำตาย (เหตุสุดวิสัย) ผู้ยืมก็ยังต้องรับผิดชดใช้ราคากระบือให้แก่ผู้ให้ยืม.
2. ข้อยกเว้นความรับผิด: ผู้ยืมจะหลุดพ้นจากความรับผิดได้ต่อเมื่อ พิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง.
◦ ตัวอย่าง: ตามตัวอย่างข้างต้น หากผู้ยืมพิสูจน์ได้ว่าภัยจากน้ำท่วมนั้นแผ่ขยายกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ที่ผู้ให้ยืมอยู่อาศัยด้วย กระบือของผู้ให้ยืมก็ต้องถูกน้ำท่วมตายอยู่ดี ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิด.
3. สิทธิบอกเลิกสัญญา: เมื่อผู้ยืมทำผิดหน้าที่ในการใช้ทรัพย์สินตามมาตรา 643 ผู้ให้ยืมมีสิทธิ บอกเลิกสัญญา และเรียกทรัพย์สินคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 645
