🍚ตามแหล่งข้อมูลที่ท่านให้มา โดยเน้นที่ลักษณะสำคัญของสัญญาขายฝาก (มาตรา 491):

สัญญาขายฝาก (ม. 491) เป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างไปจากการซื้อขายธรรมดา โดยมาตรา 491 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ได้บัญญัติไว้ว่า “อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาชื้อขาย ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ชื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้”

จากบทบัญญัติดังกล่าว สามารถจำแนก ลักษณะสัญญาขายฝาก ได้ 4 ประการหลัก ดังนี้:

1. เป็นสัญญาซื้อขาย (เป็นสัญญาซื้อขายอย่างหนึ่ง)

สัญญาขายฝากจัดเป็นสัญญาซื้อขายอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะซื้อขายมาใช้บังคับด้วยโดยทั่วไป

• วัตถุประสงค์และการโอนกรรมสิทธิ์: สัญญาซื้อขายคือสัญญาที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ขาย (ตาม ม. 453) เมื่อสัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขาย ผู้ขายจึงต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินเช่นเดียวกัน เพื่อให้อำนาจในการจำหน่ายจ่ายโอน

• แบบของสัญญา: การซื้อขายทรัพย์สินบางประเภท ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ (ตาม ม. 456 วรรคหนึ่ง) นั้น ต้องทำเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นย่อมเป็นโมฆะ หากเป็นการขายฝากทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็ต้องทำตามแบบดังกล่าวด้วย (เช่น การขายฝากที่ดินมือเปล่าโดยไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ)

• ข้อยกเว้นการใช้บทบัญญัติซื้อขาย: บทบัญญัติในลักษณะซื้อขายจะถูกนำมาใช้บังคับ เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้แล้วในส่วนที่ว่าด้วยสัญญาขายฝากโดยเฉพาะ เช่น เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมการทำสัญญา: ตามหลักการซื้อขายทั่วไป (ม. 457) ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่สำหรับขายฝาก (ม. 500) ผู้ไถ่ต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมการขายฝากที่ผู้ซื้อได้ออกไป พร้อมสินไถ่ เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

2. ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้นต้องเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง

เนื่องจากมาตรา 491 ระบุว่าผู้ขายอาจไถ่ “ทรัพย์นั้น” คืนได้ แหล่งข้อมูลจึงมีความเห็นว่า ทรัพย์สินที่นำมาขายฝากกันได้นั้น ต้องเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง (specific property) ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่ได้กำหนดตัวทรัพย์ออกเป็นการแน่นอนแล้ว

• ประเภททรัพย์สิน: ทรัพย์สินที่นำมาขายฝากได้ไม่จำกัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์แบ่งได้/ไม่ได้ และยังหมายถึงทรัพย์สินรวมถึงวัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ (ตาม ม. 138) เช่น สิทธิเรียกร้องที่โอนกันได้

3. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกได้แก่ผู้ซื้อ

สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายที่ทำให้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อฝากทันที ตั้งแต่ขณะที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกัน (โดยเป็นไปตามหลักการโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขาย ตาม ม. 458 ถึง ม. 460)

• ผลของการโอนกรรมสิทธิ์: เมื่อกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อฝากแล้ว ทรัพย์สินนั้นย่อมไม่ใช่ของผู้ขายฝากอีกต่อไป ผู้ขายฝากจึงไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระเหนือทรัพย์สินนั้นได้

• สิทธิของผู้ซื้อฝาก (ม. 493): โดยหลักการ ผู้ซื้อฝากมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ตนซื้อฝากได้ อย่างไรก็ตาม คู่สัญญาอาจตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายฝากก็ได้ หากผู้ซื้อจำหน่ายฝ่าฝืนสัญญา ผู้ซื้อต้องรับผิดต่อผู้ขายในความเสียหายที่เกิดขึ้น (หากการขายฝากนั้นต้องทำตามแบบ ม. 456 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงนี้ก็ต้องทำไว้ในหนังสือและจดทะเบียนด้วย มิฉะนั้นเป็นโมฆะ) คำว่า “จำหน่าย” ใน ม. 493 หมายถึงการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่รวมถึงการทำให้ทรัพย์สินถูกทำลายหรือเสื่อมเสีย

4. มีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่คืนได้

นี่คือ สาระสำคัญ ของสัญญาขายฝาก ข้อตกลงนี้เป็นเงื่อนไขที่ให้สิทธิแก่ผู้ขายฝาก

• ลักษณะของข้อตกลง: ข้อตกลงให้ไถ่คืนได้นี้เป็นเพียงสิทธิของผู้ขายฝาก (คำว่า “อาจ” ตาม ม. 491) ผู้ขายฝากจะไถ่หรือไม่ไถ่ก็ได้

• ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับหลัง: ข้อตกลงนี้มิใช่เงื่อนไขบังคับหลังแห่งนิติกรรม แต่ผู้ขายหรือผู้มีสิทธิไถ่จะต้องแสดงเจตนาใช้สิทธิไถ่เสียก่อน

• การกำหนดเวลาไถ่: แม้มาตรา 491 ไม่ได้บังคับให้ต้องกำหนดเวลาไถ่ไว้ แต่ถ้าไม่มีการกำหนดเวลาไถ่ กฎหมายกำหนดให้ใช้สิทธิไถ่ได้ไม่เกิน 10 ปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์ และไม่เกิน 3 ปี สำหรับสังหาริมทรัพย์ นับแต่เวลาซื้อขาย (ม. 494)

• การกำหนดสินไถ่: หากไม่ได้กำหนดสินไถ่ไว้ คู่กรณีสามารถไถ่ตามราคาที่ขายฝาก (ม. 499 วรรคหนึ่ง) อย่างไรก็ตาม หากสินไถ่ที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี (ม. 499 วรรคสอง) *****

นอกจากนี้ แหล่งข้อมูลยังกล่าวถึงลักษณะของสัญญาขายฝากในบริบทของกฎหมายพิเศษ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 ซึ่งมีบทบัญญัติแตกต่างไปจาก ป.พ.พ. (เช่น ผู้ขายฝากต้องเป็นบุคคลธรรมดา ทรัพย์สินที่ขายฝากจำกัดเฉพาะที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และมีการควบคุมกำหนดเวลาไถ่)

ans ทำข้อสอบ

🥘

กิจกรรม (ข้อสอบ) เรื่องที่ 4.1.1 สัญญาขายฝาก

คำถาม:

1. ก. ขายฝากรถยนต์นั่งแก่ ข. กาหนดสินไถ่กันไว้ 200,000 บาท มีกาหนดเวลาไถ่กัน 1 เดือน พอขายฝากได้ 20 วัน ก. นาเงินสินไถ่จานวนดังกล่าวมาชาระแก่ ข. ข. ปฏิเสธไม่ยอมรับ อ้างว่า ยังไม่ครบเวลา 1 เดือน และตนก็ต้องใช้รถคันดังกล่าวอยู่อีก ดังนี้ท่านเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในรถโอนกลับมายัง ก. ผู้ขายฝากหรือยัง

2. “สภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่” ตามมาตรา 501 หมายความว่าอย่างไร

3. ก. ขายฝากรถยนต์ไว้กับ ข. ระหว่างการขายฝาก ข. เอารถไปชนต้นไม้ข้างทางโดยประมาทเลินเล่อ ต่อมาเมื่อ ก. ใช้สิทธิไถ่แล้ว ข. ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ ก. หรือไม่

4. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ส. ขายฝากที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมไว้กับ ร. มีกาหนดเวลาไถ่กัน 3 ปี พอวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นระหว่างเวลาขายฝากนั้น ร. เอาบ้านไปให้ น. เช่ามีกาหนดเวลาเช่ากัน 2 ปี พอวันที่ 1 เมษายน 2560 ส. ก็ใช้สิทธิไถ่และกรรมสิทธิ์ในบ้านโอนกลับมายัง ส. ในวันเดียวกันนั้น ดังนี้ น. จะมีสิทธิอยู่ในบ้านเช่าที่ขายฝากและไถ่คืนมาแล้วนั้นจนถึงเมื่อใด

——————————————————————————–

แนวตอบกิจกรรม (คำอธิบาย)

1. กรรมสิทธิ์ในรถโอนกลับมายัง ก. ผู้ขายฝากแล้ว

    ◦ เนื่องจากสัญญาขายฝากเป็นสัญญาที่ไม่ได้บังคับให้ต้องกำหนดเวลาไถ่ไว้ (ม. 491) แต่ถ้ามีการกำหนดเวลาไถ่ไว้ ผู้ขายฝากก็สามารถใช้สิทธิไถ่ก่อนครบกำหนดเวลานั้นได้

    ◦ ตามมาตรา 492 ได้บัญญัติว่า หากมีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่แล้ว

    ◦ การที่ ก. นำเงินสินไถ่มาชำระครบถ้วนก่อนครบกำหนดเวลา 1 เดือนนั้น ถือว่า ก. ได้ใช้สิทธิไถ่โดยชอบแล้ว แม้ ข. ปฏิเสธไม่รับโดยอ้างเหตุยังไม่ครบกำหนดเวลาก็ไม่อาจยกขึ้นอ้างได้ตามกฎหมาย

2. “สภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่” ตามมาตรา 501 หมายถึง สภาพที่เป็นอยู่ในขณะกรรมสิทธิ์โอนกลับมายังผู้ใช้สิทธิไถ่

    ◦ ทรัพย์สินซึ่งไถ่แล้ว ผู้ไถ่ต้องส่งคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่

3. ข. ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ ก.

    ◦ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 501 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งไถ่แล้วต้องส่งคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่ แต่ถ้าหากทรัพย์สินนั้นถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียไปเพราะความผิดของผู้ซื้อไซร้ ผู้ซื้อจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

    ◦ การที่ ข. ขับรถชนจนเสียหายโดยประมาทเลินเล่อถือเป็น “ความผิดของผู้ซื้อ” (ผู้ซื้อฝาก) แม้เหตุจะเกิดขึ้นก่อนการไถ่คืน ผู้ซื้อฝากก็ต้องรับผิด ข. จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ก.

4. น. (ผู้เช่า) มีสิทธิอยู่ในบ้านเช่าที่ไถ่คืนมาแล้วนั้นจนถึง 1 เมษายน 2561

    ◦ กรณีนี้เป็นผลของการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 502 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ทรัพย์สินที่ไถ่นั้นย่อมได้รับคืนไปโดยปลอดจากสิทธิใด ๆ ซึ่งผู้ซื้อเดิมก่อให้เกิดขึ้นก่อนเวลาไถ่

    ◦ ยกเว้น กรณีสิทธิการเช่า: มาตรา 502 วรรคสอง กำหนดข้อยกเว้นว่า หากการเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝากนั้น ได้จดทะเบียนเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นมิได้ทำขึ้นเพื่อให้เสียหายแก่ผู้ขาย กำหนดเวลาเช่ายังคงสมบูรณ์อยู่เพียงนั้น แต่มิให้เกินกว่าปีหนึ่ง

    ◦ ร. (ผู้ซื้อฝาก) นำบ้าน (อสังหาริมทรัพย์) ไปให้ น. เช่า กำหนด 2 ปี โดยเริ่ม 1 ม.ค. 2560 ส. (ผู้ไถ่) ใช้สิทธิไถ่คืนและกรรมสิทธิ์โอนกลับมาในวันที่ 1 เม.ย. 2560

    ◦ ดังนั้น การเช่านี้จะยังคงมีผลบังคับต่อไปอีก แต่ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่กรรมสิทธิ์โอนกลับมา (1 เม.ย. 2560) ซึ่งจะครบ 1 ปี ในวันที่ 1 เมษายน 2561

🍗 สิทธิไถ่ทรัพย์สินเป็นสาระสำคัญและเป็นองค์ประกอบเฉพาะของสัญญาขายฝาก ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ลักษณะ 2 ว่าด้วยขายฝาก (ม. 491 เป็นต้นไป)

การอภิปรายเกี่ยวกับ สิทธิไถ่ทรัพย์สิน (Right of Redemption) ในบริบทของสัญญาขายฝาก มีรายละเอียดดังนี้:

1. ลักษณะพื้นฐานของสิทธิไถ่ (ม. 491)

สัญญาขายฝาก คือสัญญาซื้อขายที่มีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้ ซึ่งหมายความว่า สิทธิไถ่ทรัพย์สินเป็นสาระสำคัญของสัญญาขายฝาก

• เป็นสิทธิของผู้ขาย: คำว่า “อาจ” ตามมาตรา 491 หมายความว่า สิทธิในการไถ่คืนเป็นสิทธิของผู้ขายฝาก กฎหมายมิได้บังคับให้ไถ่ หากไม่ไถ่ก็ไม่ถือว่าผิดสัญญา

• ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับหลัง: ข้อตกลงให้ไถ่คืนได้นี้มิใช่เงื่อนไขบังคับหลังแห่งนิติกรรม แต่ผู้ขายหรือผู้มีสิทธิไถ่จะต้อง แสดงเจตนาใช้สิทธิไถ่เสียก่อน

• การแสดงเจตนา: ข้อตกลงให้ไถ่คืนไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “ไถ่” ตรง ๆ อาจใช้คำว่า “ซื้อคืน” หรือ “โอนกลับมายังผู้ขายเมื่อผู้ขายใช้เงินแล้ว” ก็ได้ ขอให้ได้ความว่าผู้ขายอาจไถ่คืนได้เท่านั้น

• ช่วงเวลาที่ต้องตกลง: ข้อตกลงให้ไถ่คืนได้นั้น ต้องเกิดขึ้นขณะทำสัญญาซื้อขายกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา

2. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิไถ่ (ม. 497 และ ม. 498)

กฎหมายได้กำหนดตัวบุคคลที่สามารถใช้สิทธิไถ่และบุคคลที่มีหน้าที่รับไถ่ไว้อย่างจำกัด:

2.1 บุคคลผู้ใช้สิทธิไถ่ (ผู้ไถ่ – ม. 497)

บุคคลที่สามารถใช้สิทธิไถ่ได้มีเฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้เท่านั้น:

1. ผู้ขายเดิม หรือทายาทของผู้ขายเดิม

2. ผู้รับโอนสิทธินั้น (เช่น ผู้ที่ได้รับสิทธิโอนมาตามสัญญาจะซื้อจะขาย)

3. บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้

• ข้อยกเว้น: บุคคลอื่นนอกเหนือจากนี้ เช่น ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ขายฝาก หรือแม้แต่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ขาย (หากผู้ขายยังมีชีวิตอยู่) ไม่อาจใช้สิทธิไถ่ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ของผู้ขายฝากอาจใช้สิทธิไถ่ในนามของตนเองแทนได้ตามหลักกฎหมายทั่วไป (ม. 233)

2.2 บุคคลผู้มีหน้าที่รับไถ่ (ผู้รับไถ่ – ม. 498)

สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้เฉพาะต่อบุคคลเหล่านี้เท่านั้น:

1. ผู้ซื้อเดิม หรือทายาทของผู้ซื้อเดิม

2. ผู้รับโอนทรัพย์สิน หรือผู้รับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น

• ข้อจำกัดสำหรับสังหาริมทรัพย์: หากเป็นสังหาริมทรัพย์ (ที่ไม่ต้องจดทะเบียน) ผู้ไถ่จะใช้สิทธิไถ่ต่อผู้รับโอนได้ ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอนว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่คืน แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งต้องจดทะเบียน ผู้รับโอนทรัพย์สินจะต้องรับไถ่คืนเสมอ

3. ระยะเวลาในการใช้สิทธิไถ่ (ม. 494, 495, 496)

3.1 การกำหนดเวลา

คู่สัญญาอาจตกลงกำหนดเวลาไถ่หรือไม่ก็ได้ แต่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา:

• อสังหาริมทรัพย์: ห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่เมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย

• สังหาริมทรัพย์: ห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่เมื่อพ้น 3 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย

3.2 การลดเวลา

ถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด (เกิน 10 ปี หรือ 3 ปี) กฎหมายให้ลดลงมา เป็นสิบปีและสามปีตามประเภททรัพย์

3.3 การขยายเวลา (ม. 496)

• การตกลงขยาย: คู่สัญญาอาจทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ได้กี่ครั้งก็ได้ แต่กำหนดเวลาไถ่รวมกันทั้งหมดต้อง ไม่เกินกำหนดเวลาสูงสุด ตาม ม. 494

• หลักฐาน: การขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องมี หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ เป็นอย่างน้อย

• การใช้ยันบุคคลภายนอก: หากการขายฝากนั้นต้องจดทะเบียน (เช่น อสังหาริมทรัพย์) หากไม่ได้นำการขยายเวลาไปจดทะเบียนหรือจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะไม่สามารถยกการขยายเวลานั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริต

4. การใช้สิทธิไถ่และการชำระสินไถ่ (ม. 492, 499, 500)

4.1 สินไถ่ (Redemption Price – ม. 499)

สินไถ่คือราคาค่าไถ่ถอน ต้องเป็นเงิน

• เมื่อไม่ได้กำหนด: หากไม่ได้กำหนดสินไถ่ไว้เท่าใด ย่อมไถ่ตาม ราคาที่ขายฝาก

• การจำกัดสินไถ่: หากกำหนดสินไถ่หรือราคาขายฝากไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี

• การไม่ถือเป็นดอกเบี้ย: ส่วนที่เกินราคาขายฝากนั้นไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ย แม้บุคคลทั่วไปจะเรียกกันว่าเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดก็ตาม

4.2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ม. 500)

ผู้ไถ่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง:

1. ค่าฤชาธรรมเนียมการขายฝาก: ซึ่งผู้ซื้อ (ผู้รับไถ่) ได้ออกไปนั้น ผู้ไถ่ต้องใช้ให้แก่ผู้ซื้อ พร้อมกับสินไถ่

2. ค่าฤชาธรรมเนียมการไถ่ทรัพย์: ผู้ไถ่พึงออกใช้เอง

4.3 ลักษณะการใช้สิทธิไถ่ (การชำระหนี้)

การใช้สิทธิไถ่คือการชำระหนี้ตอบแทน ผู้มีสิทธิไถ่ต้องอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้:

• ต้องเสนอชำระ: ผู้มีสิทธิไถ่จะต้อง เสนอใช้เงินหรือสินไถ่ พร้อมกันกับการขอไถ่ทรัพย์สิน การแสดงความจำนงขอไถ่โดยไม่มีการเสนอใช้เงินหรือสินไถ่พร้อมกันยังถือว่ายังไม่ได้ใช้สิทธิไถ่

• ผลของการชำระ: หากผู้มีสิทธิไถ่มีเงินไปไถ่พร้อมชำระแล้ว แต่ผู้มีหน้าที่รับไถ่ปฏิเสธไม่ยอมรับเงินสินไถ่โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ผู้มีหน้าที่รับไถ่จะถือเป็น ผู้ผิดนัด ซึ่งเป็นมูลให้ผู้มีสิทธิไถ่ฟ้องร้องบังคับให้รับการไถ่ถอนได้

5. ผลทางกฎหมายของการไถ่ทรัพย์สิน

เมื่อมีการใช้สิทธิไถ่โดยชอบแล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือ:

5.1 การโอนกรรมสิทธิ์กลับคืน (ม. 492)

กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจะ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่ หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์

• ผลแม้ไม่ได้จดทะเบียน: แม้ทรัพย์สินจะเป็นอสังหาริมทรัพย์และยังมิได้จดทะเบียนไถ่ถอน ก็ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่มีผลเป็นบุคคลสิทธิที่ใช้ยันระหว่างผู้ซื้อฝากกับผู้ไถ่ได้

5.2 การส่งคืนทรัพย์สินและสภาพทรัพย์ (ม. 501)

• สภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่: ทรัพย์สินที่ไถ่นั้น ต้องส่งคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลาไถ่ (เวลาที่กรรมสิทธิ์โอนกลับคืนมา)

• ความรับผิดของผู้ซื้อฝาก: ถ้าทรัพย์สินนั้นถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียไป เพราะความผิดของผู้ซื้อไซร้ ผู้ซื้อจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (ความผิดในที่นี้รวมถึงการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ซื้อ)

5.3 ทรัพย์สินปลอดจากสิทธิที่ผู้ซื้อก่อขึ้น (ม. 502)

ผู้ไถ่ย่อมได้รับทรัพย์สินคืนไปโดย ปลอดจากสิทธิใด ๆ ซึ่งผู้ซื้อเดิม หรือทายาท หรือผู้รับโอนจากผู้ซื้อเดิมก่อให้เกิดขึ้นก่อนเวลาไถ่

• ข้อยกเว้นเรื่องสัญญาเช่า: การเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝาก (โดยเฉพาะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนเช่าเกินกว่า 3 ปี) หากได้จดทะเบียนเช่าและมิได้ทำขึ้นเพื่อเสียหายแก่ผู้ขาย กำหนดเวลาเช่ายังคงสมบูรณ์อยู่ แต่ต้องไม่เกินกว่าหนึ่งปี นับแต่วันไถ่

ขายฝาก vs จำนำ ต่างกัน หรือไม่

คำถามของท่านเกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ขายฝาก (Khai Fak) และ จำนำ (Jam Nam) โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่ได้รับมา

แหล่งข้อมูลที่ท่านให้มาเป็นเอกสารการสอนชุดวิชากฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ 1 (41218) ซึ่งมีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของสัญญาขายฝากอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้ระบุคำจำกัดความหรือลักษณะสำคัญของสัญญาจำนำโดยละเอียด เพียงแต่กล่าวถึงในบริบทของการเปรียบเทียบหรือการก่อสิทธิเหนือทรัพย์สิน

จากเนื้อหาในแหล่งข้อมูล สามารถสรุปความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง ขายฝาก และ จำนำ ได้ดังนี้:

1. การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

ความแตกต่างหลักที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสัญญาขายฝากกับสัญญาจำนำคือเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์:

• สัญญาขายฝาก:

    ◦ ขายฝากคือสัญญาซื้อขายอย่างหนึ่ง

    ◦ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกไปยังผู้ซื้อ (ผู้รับซื้อฝาก) ทันที ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน (ตาม ม. 491)

    ◦ เมื่อกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อฝากแล้ว ทรัพย์สินนั้นย่อมไม่ใช่ของผู้ขายฝากอีกต่อไป

    ◦ ผู้ซื้อฝากจึงมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ตนซื้อฝากได้ (แม้ว่าคู่สัญญาอาจตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อจำหน่ายก็ได้)

• สัญญาจำนำ:

    ◦ แม้แหล่งข้อมูลจะไม่ได้ให้คำจำกัดความของสัญญาจำนำ แต่ได้กล่าวถึง จำนำในฐานะที่เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สิน (เช่นเดียวกับจำนอง สิทธิเหนือพื้นดิน หรือสิทธิการเช่า)

    ◦ การที่จำนำจัดเป็นสิทธิเหนือทรัพย์สิน (ภาระผูกพัน) ย่อมมีความหมายโดยนัยว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่นำจำนำนั้นยังคงเป็นของผู้จำนำ ไม่ได้โอนไปยังผู้รับจำนำในขณะทำสัญญา

2. ลักษณะของสัญญา

• สัญญาขายฝาก:

    ◦ มีลักษณะเป็น สัญญาซื้อขาย (Contract of Sale) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

    ◦ ทรัพย์สินที่ขายฝากต้องเป็น ทรัพย์เฉพาะสิ่ง (Specific Property)

    ◦ การโอนทรัพย์สินถือเป็นการ ให้โดยเสน่หา หรือให้เปล่าไม่ได้ เพราะถือว่ามีการใช้ราคาทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ขายแล้ว (แม้จะมีข้อตกลงให้ไถ่คืนได้ก็ตาม)

• สัญญาจำนำ:

    ◦ จำนำเป็นสิทธิเหนือทรัพย์สิน หรือภาระที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งเป็นคนละประเภทกับสัญญาซื้อขาย

3. ผลของการผิดสัญญาหรือการขาดการไถ่ถอน

• สัญญาขายฝาก:

    ◦ หากผู้ขายฝากไม่ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินคืนภายในกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันไว้ (หรือไม่เกิน 3 ปีสำหรับสังหาริมทรัพย์ หรือ 10 ปีสำหรับอสังหาริมทรัพย์) ทรัพย์สินที่ขายฝากนั้นก็จะ หลุดเป็นสิทธิแก่ผู้ซื้อฝาก โดยสมบูรณ์ (หรือเรียกว่า “ทรัพย์สินที่ขายฝากหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากแล้ว”)

• สัญญาจำนำ:

    ◦ แหล่งข้อมูลไม่ได้กล่าวถึงผลของการผิดสัญญาในสัญญาจำนำ แต่ระบุว่าในอดีต (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2506) หากคู่สัญญาขายฝากกำหนดเงื่อนไขว่าเมื่อทรัพย์ที่ขายฝากหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากแล้ว ถ้าขายทรัพย์นั้นได้เงินไม่ครบจำนวน ผู้ขายฝากยังขาดอยู่เท่าใด ยอมใช้ให้ผู้ซื้อฝากจนครบ ก็ไม่ทำให้ลักษณะของสัญญาเปลี่ยนแปลงเป็น จำนำ แต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป การขายฝากจึงแตกต่างจากการจำนำอย่างชัดเจนตรงที่ การขายฝากมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปยังผู้ซื้อฝากทันที ในขณะที่การจำนำเป็นการก่อสิทธิเหนือทรัพย์สินเท่านั้น (โดยที่กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้จำนำ)

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading