Flashcard
mindmap
🎉audio 2.31/ 22.35
🎉mindmap
ม 453 -จำ 3 ข้อหลักๆ
👖จากการพิจารณาจากแหล่งข้อมูลที่ให้มา สามารถอภิปรายเกี่ยวกับ “สัญญาต่างตอบแทน” (มาตรา 369) ในบริบทของ “ลักษณะของสัญญาซื้อขาย” (มาตรา 453) ได้ดังนี้:
1. ลักษณะของสัญญาซื้อขายตามมาตรา 453
ตามบทบัญญัติมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) สัญญาซื้อขายคือ สัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
สัญญาซื้อขายมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการหนึ่งในนั้นคือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ลักษณะสำคัญทั้งสามของสัญญาซื้อขาย ได้แก่:
1. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
2. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อ
3. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายผู้ขาย
2. สัญญาซื้อขายในฐานะสัญญาต่างตอบแทน (ม. 369)
เนื่องจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่ง คู่สัญญาจึง ต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน ต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกัน
• หน้าที่ของคู่สัญญา:
◦ ผู้ขายมีหนี้ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ
◦ ผู้ซื้อมีหนี้ที่จะต้องชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
ลักษณะการแลกเปลี่ยนหนี้ซึ่งกันและกันนี้เป็นไปตามสำนวนที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ยื่นหมูยื่นแมว”
3. ผลทางกฎหมายของการเป็นสัญญาต่างตอบแทน (ม. 369)
เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 369
หลักการของมาตรา 369 คือ:
“ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ตามข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด”
ดังนั้น มาตรา 369 จึงให้ สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะยับยั้งการชำระหนี้ของตน จนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้ตอบแทน
การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ:
1. เมื่อผู้ขายชำระหนี้แล้ว ผู้ซื้อต้องชำระตอบแทน: หากผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ถือได้ว่าผู้ขายได้ชำระหนี้ในส่วนของตนแล้ว ผู้ซื้อย่อมต้องชำระราคาค่าสินค้าเป็นการชำระหนี้ตอบแทน ตามสัญญา (อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2555)
2. สิทธิของผู้ซื้อในการระงับการชำระหนี้: หากสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน การที่ผู้ซื้อชำระเงินมัดจำไปแล้ว ย่อมมีความคาดหวังว่าจะได้เห็นผู้ขายปฏิบัติชำระหนี้ตอบแทน (เช่น การเริ่มลงมือก่อสร้าง) หากถึงกำหนดชำระเงินค่างวดถัดไปแล้วแต่ผู้ขายยังไม่เริ่มลงมือก่อสร้าง ผู้ซื้อจึงเกิดความไม่มั่นใจและ ไม่ยอมจ่ายเงินค่างวด ถือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 369 กรณีนี้ถือว่าการไม่ชำระหนี้ของผู้ซื้อนั้นไม่ได้เกิดจากพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ (ผู้ซื้อ) ต้องรับผิดชอบ การที่ผู้ซื้อไม่ได้ชำระเงินค่างวดจึงถือว่า ผู้ซื้อไม่ได้ผิดสัญญา และหากผู้ขายไม่ก่อสร้างและผู้ซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาย่อมต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยผู้ขายต้องคืนเงินที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ย (อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2556)
นอกจากนี้ ในเรื่องเวลากำหนดใช้ราคาของสัญญาซื้อขาย มาตรา 490 ได้กำหนดข้อสันนิษฐานที่สอดคล้องกับหลักสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 ไว้ว่า ถ้าได้กำหนดเวลาส่งมอบทรัพย์สินไว้ เวลาเดียวกันนั้นเองเป็นเวลากำหนดใช้ราคา ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะขอชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้.
👖 “ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ” ในบริบทของ “ลักษณะของสัญญาซื้อขาย (มาตรา 453)” โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งที่มาที่กำหนด มีดังนี้:
1. การโอนกรรมสิทธิ์ในฐานะลักษณะสำคัญของสัญญาซื้อขาย (ม. 453)
ตามบทบัญญัติมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) สัญญาซื้อขายคือ สัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
การที่ฝ่ายผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อ เป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งในสามประการของสัญญาซื้อขาย ซึ่งลักษณะสำคัญทั้งสามประการ ได้แก่:
1. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
2. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อ
3. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ซื้อตกลงจะใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายผู้ขาย
ดังนั้น สัญญาซื้อขายจึงเป็นสัญญาที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ และการที่ต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ จึงจะถือว่าเป็นสัญญาซื้อขาย
2. หลักการ “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”
เมื่อลักษณะของสัญญาซื้อขายคือการที่ผู้ขายต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ หากผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ซื้อก็จะไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้น หลักการนี้เป็นไปตามหลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” (Nemo dat qui non habet)
หากมีการทำสัญญาซื้อขายจากผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ เจ้าของที่แท้จริงย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนและคืนทรัพย์ได้ ซึ่งเป็นสิทธิติดตามและเอาคืนของเจ้าของทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ตัวอย่างเช่น กรณีที่จำเลยซื้อที่ดินมาจากผู้ไม่มีสิทธิขายต่อกันมาหลายทอด แม้จะซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สัญญาซื้อขายจึงไม่อาจใช้ยันเจ้าของที่แท้จริงได้
อย่างไรก็ตาม หากต้องด้วยข้อยกเว้นของหลักนี้ เช่น เป็นผู้ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้ซื้อย่อมได้รับการคุ้มครองกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้น
3. เวลาของการโอนกรรมสิทธิ์
การโอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นแก่นสารของสัญญาซื้อขาย แต่ช่วงเวลาที่กรรมสิทธิ์โอนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสัญญาและเงื่อนไขที่กำหนด:
3.1 หลักทั่วไป (ม. 458): โอนทันทีที่ทำสัญญา
สำหรับสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ซึ่งถือเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน ซึ่งถือเป็นหลักทั่วไป
• ไม่ขึ้นอยู่กับการชำระราคาหรือส่งมอบ: การชำระราคาหรือการส่งมอบทรัพย์สินเป็นเรื่องสิทธิในทางหนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น แม้ยังไม่ได้ชำระราคาหรือส่งมอบทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ก็โอนไปยังผู้ซื้อแล้ว
• ตัวอย่างรถยนต์: การซื้อขายรถยนต์ กรรมสิทธิ์ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีตั้งแต่ขณะทำสัญญา แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในคู่มือจดทะเบียนก็ตาม เพราะทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ (อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2546 และ 2733/2546)
3.2 ข้อยกเว้น: การโอนกรรมสิทธิ์ที่ถูกหน่วงไว้
กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนทันทีหากเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ดังนี้:
1. สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา (ม. 459): ถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขหรือถึงกำหนดเงื่อนเวลานั้น ซึ่งต้องเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน หรือเงื่อนเวลาเริ่มต้นเท่านั้น
◦ เงื่อนไขการชำระราคา: คู่กรณีอาจตกลงให้การชำระราคาครบถ้วนเป็นเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ (อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 155/2535 และ 2489/2536)
◦ การหน่วงกรรมสิทธิ์: หากมีข้อความระบุว่าทรัพย์สิน (เช่น สินค้าหรือเครื่องจักร) แม้ได้ส่งมอบแก่ผู้ซื้อแล้ว ก็ยังเป็นทรัพย์สินของผู้ขายอยู่จนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาเรียบร้อย ถือเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 459
2. การซื้อขายทรัพย์สินที่ยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง หรือยังไม่กำหนดราคาแน่นอน (ม. 460):
◦ ทรัพย์สินที่มิได้กำหนดลงไว้แน่นอน: กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่น เพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว
◦ ทรัพย์สินเฉพาะสิ่งแต่ยังไม่รู้ราคาแน่นอน: หากผู้ขายยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัด หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเพื่อให้รู้กำหนดราคาทรัพย์สินนั้นแน่นอน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าการหรือสิ่งนั้นได้ทำแล้ว
4. กรณีที่ผู้ขายยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในขณะทำสัญญา
ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายในขณะทำสัญญาก็ได้ หากมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่กรรมสิทธิ์จะต้องโอนไปทันที
• ทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคต: สามารถทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่ผู้ขายจะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตได้ โดยจำแนกเป็น 2 กรณีหลัก:
◦ ทรัพย์สินมีอยู่แล้วแต่ผู้ขายยังไม่ได้กรรมสิทธิ์: เช่น สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา (ม. 459) หรือสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งโอนในภายหลัง)
◦ ทรัพย์สินยังไม่มีอยู่เลย: ผู้ขายจะต้องจัดทำขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทางการค้าพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม (เช่น การทยอยผลิตสินค้าตามปริมาณสั่งซื้อ) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบสัญญาที่มีเงื่อนไข/เงื่อนเวลา หรือสัญญาจะซื้อจะขาย.
5. การโอนกรรมสิทธิ์ที่ไม่ใช่สัญญาซื้อขายตาม ม. 453
มีบางกรณีที่อาจมีการโอนทรัพย์สิน แต่ไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายตามความหมายของมาตรา 453 เนื่องจากขาดเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างคู่สัญญาในลักษณะของการซื้อขาย:
• การเวนคืนทรัพย์สิน: การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นการใช้อำนาจรัฐบังคับเอาทรัพย์สินของเอกชนเพื่อประโยชน์ของรัฐ โดยรัฐจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของ แม้การจดทะเบียนโอนที่ดินจะใช้คำว่าซื้อขาย ก็ไม่ใช่สัญญาซื้อขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 453
• การกระทำในฐานะตัวแทน: ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อขอซื้อโดยตกลงให้ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าของผู้ซื้อ (มิใช่โอนให้แก่ผู้ขอซื้อโดยตรง) มิใช่สัญญาซื้อขาย แต่เป็นเรื่องตัวการตัวแทน.
คำถาม: ก. ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งให้แก่ ข. โดยได้ชำระราคาและส่งมอบที่ดินกันเรียบร้อยแล้ว 5 ปีต่อมา ราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ก. จึงเรียกให้ ข. คืนที่ดินโดยอ้างว่า การซื้อขายไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดิน จึงตกเป็นโมฆะ ข้ออ้างของ ก. รับฟังได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ตัวเลือก: ก. รับฟังได้ เพราะแม้สัญญาจะระบุชื่อว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แต่พฤติการณ์ที่คู่สัญญาไม่มีเจตนาจะไปจดทะเบียนโอนในภายหลัง ทำให้สัญญานั้นเปลี่ยนเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเมื่อมิได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ
ข. รับฟังไม่ได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีการชำระหนี้บางส่วน (ชำระราคาครบถ้วน) แล้ว ย่อมฟ้องร้องบังคับคดีให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ ไม่ถือว่าเป็นโมฆะ ค. รับฟังไม่ได้ เพราะ ข. ได้ครอบครองที่ดินโดยสงบและเปิดเผยมาแล้ว 5 ปี ทำให้ ข. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ง. รับฟังได้ เพราะการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามหลักมาตรา 458 ดังนั้น การที่ ก. ไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนจึงทำให้เสียกรรมสิทธิ์ไปโดยสมบูรณ์
——————————————————————————–
คำตอบที่ถูกต้องและคำอธิบาย
คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ ก.
คำอธิบาย:
ข้ออ้างของ ก. ที่ว่าสัญญาซื้อขายนั้นตกเป็นโมฆะ รับฟังได้ เนื่องจาก:
1. การตีความลักษณะของสัญญา: การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็น “สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” หรือ “สัญญาจะซื้อจะขาย” นั้น ต้องพิจารณาถึง เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี ในขณะทำสัญญาประกอบกับข้อความในสัญญาและพฤติการณ์อื่น ๆ ยิ่งกว่าชื่อของสัญญาที่ทำต่อกัน
2. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด: “สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” คือสัญญาที่คู่กรณีตกลงกันเสร็จเด็ดขาดแล้ว และ ไม่มีเจตนาจะไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง
3. การเปลี่ยนลักษณะสัญญาในกรณีนี้: ในกรณีนี้ แม้ทำเป็น “หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย” แต่การที่ ก. และ ข. ได้ชำระราคาและ ส่งมอบที่ดินกันเรียบร้อยแล้ว จนเวลาล่วงเลยมาถึง 5 ปี โดยไม่มีข้อความใดระบุว่าคู่สัญญาจะไปจดทะเบียนโอนทรัพย์สินที่ซื้อขายกันในภายหลัง ย่อมแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินกันในภายหลังแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงถือเป็น สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย
4. ผลทางกฎหมาย: การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดินมีโฉนดเป็นอสังหาริมทรัพย์) ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด คือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะตกเป็น โมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 วรรคหนึ่ง
• หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับตัวเลือกอื่น ๆ:
◦ ตัวเลือก ข. (รับฟังไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย): แม้สัญญาจะซื้อจะขายจะฟ้องร้องบังคับคดีได้เมื่อมีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว แต่ในกรณีนี้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาว่ามิได้ตั้งใจจะไปจดทะเบียนโอนในภายหลัง ทำให้สัญญาที่เกิดขึ้นเป็น “สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” ที่ขาดแบบและเป็นโมฆะ
◦ ตัวเลือก ค. (ครอบครองปรปักษ์): การครอบครองปรปักษ์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มีโฉนดจะต้องครอบครองติดต่อกันโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลา 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ระยะเวลา 5 ปี จึงยังไม่เพียงพอที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยทางปรปักษ์
◦ ตัวเลือก ง. (โอนกรรมสิทธิ์ทันทีตาม ม. 458): หลักการโอนกรรมสิทธิ์ทันทีเมื่อทำสัญญาซื้อขายตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 ใช้กับ สังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่ที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์จะสมบูรณ์ต้องมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 456 วรรคหนึ่ง)
Flashcard 3/61
หลักการที่ว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในบริบทของสัญญาซื้อขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้ขายในการโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
นี่คือคำอธิบายโดยละเอียดของหลักการนี้จากแหล่งข้อมูล:
1. ความหมายและรากฐานของหลักการ
หลักการที่ว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” (หรือในภาษาละตินคือ Nemo dat qui non habet) หมายความว่า หากผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขาย ผู้ซื้อก็ไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นไปด้วย
หลักการนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อลักษณะสำคัญของสัญญาซื้อขาย เนื่องจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ขายมีหน้าที่ต้อง โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อ หากผู้ขายไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นตั้งแต่แรก ผลลัพธ์ทางกฎหมายคือการโอนกรรมสิทธิ์ย่อมไม่สมบูรณ์
2. ผลทางกฎหมายของการขายทรัพย์สินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์
เมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายโดยผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ย่อมส่งผลให้เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงมีสิทธิทางกฎหมายในการดำเนินคดี:
1. สิทธิของเจ้าของที่แท้จริง: เจ้าของที่แท้จริงย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนและคืนทรัพย์ได้ เนื่องจากเป็นสิทธิติดตามและเอาคืนของเจ้าของทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336
2. การไม่ได้รับความคุ้มครองของผู้ซื้อโดยสุจริต: ตามหลักนี้ แม้ผู้ซื้อจะรับโอนทรัพย์สินไปโดยสุจริต (ซื้อโดยไม่รู้ว่าผู้ขายไม่มีสิทธิ์) และเสียค่าตอบแทนก็ตาม สัญญาซื้อขายก็ไม่อาจใช้ยัน (บังคับ) กับเจ้าของที่แท้จริงได้ การรับโอนทรัพย์สินจากผู้ที่ไม่มีสิทธิขายนั้น ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
3. ผลต่อบุคคลภายนอก: สัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นจากผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์จะมีผลผูกพันได้เฉพาะระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ยันกับเจ้าของที่แท้จริงได้
ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา: ในกรณีที่จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิขาย (และจำเลยที่ 2 ก็ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขาย) แม้จำเลยที่ 3 จะซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ยังคงอยู่ภายใต้หลักว่าผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ส่งผลให้สัญญาซื้อขายนั้นไม่อาจใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้
3. กรณีเฉพาะ: การซื้อขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
หลักการนี้ยังใช้ในการพิจารณากรณีที่เจ้าของรวมนำทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมไปขายด้วย:
• ผูกพันเฉพาะส่วนของตน: หากเจ้าของรวมนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่น การกระทำนั้นจะ ผูกพันเฉพาะส่วนของตน เท่านั้น
• ไม่ผูกพันส่วนของผู้อื่น: การขายดังกล่าวหามีผลผูกพันถึงส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นด้วยไม่ ตัวอย่างเช่น ในคดีที่คู่สามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสได้รับที่ดินพิพาทร่วมกัน หากฝ่ายหนึ่งนำที่ดินส่วนของอีกฝ่ายไปขายโดยไม่ยินยอม ผู้ซื้อย่อมได้สิทธิเฉพาะส่วนของผู้ขายเท่านั้น
4. ข้อยกเว้นของหลักการ
มีบางกรณีที่ผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) สามารถได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แม้ว่าผู้โอน (ผู้ขาย) จะไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ตาม ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นของหลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”:
• การซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล: หากผู้ซื้อซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้ซื้อย่อมได้รับการคุ้มครองกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้น
5. ความแตกต่างกับการขายทรัพย์สินในอนาคต
หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเสมอไป:
• ทรัพย์สินที่มีเงื่อนไขการโอน: หากเป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข/เงื่อนเวลา (ซึ่งกรรมสิทธิ์ไม่ได้โอนทันที) ผู้ขายก็สามารถทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่ตนจะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตได้ การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่ผู้ขายจะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคต สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามไว้.
