link

✨ การนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ หลักทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยแหล่งข้อมูลได้ระบุถึงหลักเกณฑ์และขอบเขตของการนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาใช้ในคดีอาญาอย่างชัดเจน

หลักเกณฑ์ทั่วไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หลักเกณฑ์สำคัญในการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญานั้น ถูกกำหนดไว้ใน มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา)

มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า “วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พึงจะใช้บังคับได้”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาใช้ในกระบวนพิจารณาในคดีอาญาที่ ป.วิ.อาญา ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากกระบวนการดำเนินคดีทั้งสองประเภท (อาญาและแพ่ง) มีขั้นตอนบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น การส่งหมายเรียก การนำสืบพยานหลักฐาน การร้องขอ และคำสั่ง

การนำ ป.วิ.พ. มาใช้ในคดีอาญานั้นแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีหลัก คือ:

1. กรณีที่ ป.วิ.พ. ไม่นำมาใช้บังคับ

หาก ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จะไม่นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ ตัวอย่างของกรณีที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า ไม่สามารถ นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับได้ ได้แก่:

• การพิจารณาโดยขาดนัด (มาตรา 22 ป.วิ.พ.): บทบัญญัติเรื่องการพิจารณาโดยขาดนัดใน ป.วิ.พ. มาตรา 22 ไม่สามารถนำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ ตามที่ระบุในมาตรา 15 ป.วิ.อาญา (เช่น ฎ. 396/2517, ฎ. 1338/2532)

• การขอให้พิจารณาคดีใหม่ (มาตรา 199/17 ป.วิ.พ.): บทบัญญัติเรื่องการขอให้พิจารณาคดีใหม่ของ ป.วิ.พ. ไม่ได้ถูกนำมาใช้บังคับในกระบวนพิจารณาของศาลอาญา (เช่น ฎ. 1305/2547)

• การวินิจฉัยเกินคำขอหรือที่มิได้ยกขึ้นว่า (มาตรา 192 ป.วิ.พ.): แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องขอให้ริบของกลาง แต่ศาลพิพากษาให้ริบเองโดยโจทก์มิได้ขอ ถือว่าไม่ได้นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 192 มาใช้บังคับ (เช่น ฎ. 1578/2511)

• การตรวจสำนวนก่อนวันพิจารณา (มาตรา 23 และ 26 ป.วิ.พ.): บทบัญญัติเรื่องการตรวจสำนวนก่อนวันพิจารณาใน ป.วิ.พ. ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในคดีอาญา (เช่น ฎ. 1338/2532)

• การร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและเป็นจำเลยร่วม (มาตรา 30, 31 ป.วิ.อาญา): เนื่องจาก ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติเฉพาะอยู่แล้วเกี่ยวกับการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม บทบัญญัติ ป.วิ.พ. จึงไม่นำมาใช้บังคับในกรณีนี้ (เช่น ฎ. 7632/2562)

2. กรณีที่ ป.วิ.พ. นำมาใช้บังคับ

บทบัญญัติของ ป.วิ.พ. จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อ ป.วิ.อาญา ไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ หรือเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักการทั่วไปที่ใช้ได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ตัวอย่างที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า สามารถ นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับได้ ได้แก่:

• การส่งหมายเรียก: ป.วิ.อาญา ไม่มีบัญญัติวิธีส่งหมายในคดีอาญาโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีการนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ (เช่น ฎ. 5728/2544 ที่นำ ป.วิ.พ. มาใช้ในการคำนวณระยะเวลาการส่งหมายเรียก)

• คำคู่ความและการฟ้องแย้ง: การพิจารณาคำคู่ความ หรือการฟ้องแย้ง หาก ป.วิ.อาญา ไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ

    ◦ การฟ้องแย้งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม: มีการนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ในส่วนที่ ป.วิ.อาญา ไม่ได้บัญญัติไว้ (เช่น ฎ. 1938/2564)

    ◦ การกล่าวอ้างเพิกถอนอำนาจทนายความ: หาก ป.วิ.อาญา ไม่มีบัญญัติไว้ สามารถนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาใช้บังคับได้ (เช่น ฎ. 3578/2562)

    ◦ รูปแบบของคำคู่ความ: บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 172 (เรื่องลักษณะของคำฟ้องและคำให้การ) ถูกนำมาใช้บังคับในคดีอาญา หาก ป.วิ.อาญา ไม่ได้บัญญัติเรื่องลักษณะของคำคู่ความไว้เป็นการเฉพาะ (เช่น ฎ. 7354/2562)

• การรับข้อเท็จจริง (คำรับ): มาตรา 84/1 แห่ง ป.วิ.พ. (เรื่องการรับข้อเท็จจริง) ถูกนำมาใช้บังคับในคดีอาญา (เช่น ฎ. 1038/2563)

• การใช้ภาษาอื่นในการพิจารณา: การสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง หรือการพิจารณา ถ้าไม่ใช้ภาษาไทย ให้มีการแปลหรือล่าม ซึ่งกรณีที่ต้องแปลคำคู่ความหรือคำสั่งศาล หาก ป.วิ.อาญา ไม่ได้บัญญัติไว้ จะมีการนำ ป.วิ.พ. มาตรา 46 มาใช้บังคับ

• การอุทธรณ์/ฎีกา: ในบางเรื่องเกี่ยวกับการอุทธรณ์หรือฎีกาที่ ป.วิ.อาญา ไม่ได้บัญญัติไว้ อาจต้องนำหลักการใน ป.วิ.พ. มาใช้ (เช่น ฎ. 5984/2564 เรื่องการใช้สิทธิฎีกาของผู้ต้องคำพิพากษาชั้นต้น)

กล่าวโดยสรุป มาตรา 15 ของ ป.วิ.อาญา เป็นหลักการพื้นฐานที่เชื่อมโยงกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเข้าด้วยกัน โดยเน้นย้ำว่า ป.วิ.อาญา มีความสำคัญเหนือกว่า (เป็นกฎหมายหลัก) และจะเปิดช่องให้ใช้ ป.วิ.พ. ได้ก็ต่อเมื่อ ป.วิ.อาญา ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะเท่านั้น และต้องใช้เท่าที่สามารถนำมาใช้บังคับได้

🥮 ดังนั้น กรณีที่ไม่นำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับ จึงเกิดขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงหรือกระบวนการนั้น ๆ ถูกบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อาญาแล้ว หรือเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของวิธีพิจารณาความอาญา

แหล่งข้อมูลได้ระบุกรณีเฉพาะที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าไม่สามารถนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับในคดีอาญาได้ ดังนี้:

1. การพิจารณาโดยขาดนัด (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 22)

บทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 22 นั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้บังคับในคดีอาญา

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2517 วินิจฉัยว่า บทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 22 เรื่องการพิจารณาโดยขาดนัดไม่สามารถนำมาใช้ในคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15

• เช่นเดียวกับในเรื่องการพิจารณาโดยขาดนัดใน ป.วิ.แพ่งนั้น จะไม่นำมาใช้บังคับในคดีอาญาเลย (เช่น ฎ. 788/2529 และ ฎ. 1305/2547)

2. การตรวจสำนวนก่อนวันพิจารณา (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 23 และ 26)

บทบัญญัติใน ป.วิ.แพ่ง มาตรา 23 และ 26 ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสำนวนก่อนวันพิจารณา ไม่ได้ถูกนำมาใช้บังคับในคดีอาญา

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2532 วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ร่วมจะอ้างว่าอัยการจังหวัดไม่ยอมให้ตรวจสำนวนในคดีของจำเลย แต่เนื่องจากบทบัญญัติเรื่องนี้ใน ป.วิ.แพ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเฉพาะ จึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ได้

3. การร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วม (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 30 และ 31)

เนื่องจาก ป.วิ.อาญา มาตรา 30 และ 31 ได้บัญญัติเรื่องการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำบทบัญญัติเรื่องเดียวกันของ ป.วิ.แพ่งมาใช้บังคับ

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2562 ยืนยันว่า บทบัญญัติใน ป.วิ.อาญา มาตรา 30 และ 31 ถือเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีอาญาโดยเฉพาะ ในเรื่องการเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือจำเลยร่วม จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 30 และ 31 มาใช้บังคับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ได้

4. การวินิจฉัยเกินคำขอ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 192)

ป.วิ.แพ่ง มาตรา 192 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินกว่าหรือนอกเหนือจากคำขอของโจทก์นั้น ไม่ได้นำมาใช้บังคับในคดีอาญาเสมอไป

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2511 วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ริบของกลาง แต่ศาลก็มีอำนาจสั่งริบได้เอง ซึ่งหมายความว่า บทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 192 ไม่ถูกนำมาใช้บังคับในกรณีนี้ (ในคดีอาญาศาลสามารถพิพากษาถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดได้ แม้โจทก์จะไม่ได้ร้องขอ เช่น การสั่งริบของกลาง)

5. ห้ามฟ้องซ้ำ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173)

บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจศาลที่จะงดการพิจารณาหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดีในกรณีที่คดีนั้นเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 นั้น ไม่สามารถนำมาใช้ในคดีอาญาได้

• เนื่องจากประเด็นเรื่องการห้ามฟ้องซ้ำในคดีอาญาเป็นเรื่องที่ถูกบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (4) อยู่แล้ว

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6481/2502 ได้วินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าศาลมีอำนาจในการรับฟ้องคดีที่เคยมีการถอนฟ้องไปแล้วหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา ไม่ใช่ตาม ป.วิ.แพ่ง

6. การขอให้พิจารณาคดีใหม่ (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 4, 199/17 และ 224 วรรคสอง)

บทบัญญัติเกี่ยวกับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ใน ป.วิ.แพ่ง เช่น มาตรา 4, 199/17 และ 224 วรรคสอง นั้น ไม่นำมาใช้บังคับในคดีอาญา

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547 ชี้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเหตุอันควรแห่ง ป.วิ.แพ่ง ซึ่งใช้บังคับเฉพาะการพิจารณาคดีแพ่งเท่านั้น และไม่นำมาใช้บังคับใน ป.วิ.อาญา

7. การขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำพิพากษา (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 221)

การที่คู่ความต้องการขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำพิพากษา เนื่องจากผู้พิพากษาขาดคุณสมบัติหรือกระทำผิดกฎหมายในคดีอาญานั้น จะนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 221 มาใช้บังคับไม่ได้

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5984/2564 ชี้ว่า ป.วิ.อาญา มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับการอุทธรณ์/ฎีกา โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้น ป.วิ.แพ่ง มาตรา 221 จึงไม่นำมาใช้บังคับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15

กล่าวโดยสรุป การที่ไม่นำบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับในคดีอาญานั้น เกิดจากหลักการที่ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายหลัก ที่จะต้องใช้ก่อน และเมื่อใดที่ ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว บทบัญญัติใน ป.วิ.แพ่งก็จะถูกยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับ (เช่น เรื่องการพิจารณาขาดนัด หรือการฟ้องซ้ำ)

🎃ขาดนัด ปวิอ vs ปวิพ

ข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่อง “ขาดนัด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) เทียบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) นั้น แหล่งข้อมูลได้ให้หลักการที่ชัดเจนว่าบทบัญญัติเรื่องการขาดนัดของ ป.วิ.แพ่ง ไม่ถูกนำมาใช้ ในการดำเนินคดีอาญาเลย

หลักการนี้อยู่ภายใต้ขอบเขตของการนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับในคดีอาญา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ที่ระบุว่า หาก ป.วิ.อาญา ไม่ได้บัญญัติเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ จึงจะนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้ได้เท่าที่พึงจะใช้บังคับได้

1. บทบัญญัติเรื่องขาดนัดของ ป.วิ.แพ่ง ที่ถูกยกเว้น

แหล่งข้อมูลยืนยันว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับการขาดนัดพิจารณาใน ป.วิ.แพ่ง ถือเป็นเรื่องที่ ป.วิ.อาญา ไม่ได้อนุญาตให้นำมาใช้บังคับ เนื่องจาก ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติเฉพาะของตนเองอยู่แล้ว

กรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยยืนยันว่า บทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง เรื่องขาดนัดใช้ไม่ได้ในคดีอาญา ได้แก่:

• ป.วิ.แพ่ง มาตรา 22 (ขาดนัดพิจารณา): บทบัญญัติเรื่องการพิจารณาโดยขาดนัดตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 22 นั้น ไม่ถูกนำมาใช้บังคับ ในคดีอาญาตามหลักเกณฑ์ของ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2517 และ ฎีกาที่ 788/2529

• การขอให้พิจารณาคดีใหม่: บทบัญญัติเกี่ยวกับการขอให้พิจารณาคดีใหม่ของ ป.วิ.แพ่ง เช่น มาตรา 199/17 วรรคสอง และ มาตรา 4 วรรคสอง นั้น ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาเช่นกัน เนื่องจากบทบัญญัติเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยและเหตุอันควรแห่ง ป.วิ.แพ่ง ซึ่งใช้บังคับเฉพาะการพิจารณาคดีแพ่งเท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547 ได้วินิจฉัยยืนยันในหลักการนี้

2. บทบัญญัติที่ใช้ในคดีอาญาแทน

เมื่อคู่ความในคดีอาญา (เช่น โจทก์) ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา หลังจากที่ได้สืบพยานไปแล้วบางส่วน วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือการใช้บทบัญญัติเฉพาะของ ป.วิ.อาญา เอง

• หากโจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์หลังจากที่ได้สืบพยานโจทก์ไปบางแล้ว ศาลจะใช้ ป.วิ.อาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจ ยกฟ้องหรือจำหน่ายคดี การดำเนินการเช่นนี้สอดคล้องกับ ฎีกาที่ 788/2529 ที่ระบุว่า เมื่อ ป.วิ.อาญา มีบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติ ป.วิ.แพ่ง เรื่องการพิจารณาโดยขาดนัดมาใช้บังคับได้

ดังนั้น โดยสรุป กฎหมายถือว่าเรื่อง “ขาดนัดพิจารณา” เป็นเรื่องที่ ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติเฉพาะของตนเองแล้ว จึงไม่อนุญาตให้นำหลักการและมาตรการเยียวยาเกี่ยวกับการขาดนัดของ ป.วิ.แพ่งมาใช้ในคดีอาญาตามหลักการของมาตรา 15

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading