คู่มือการศึกษา: การอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญา

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อทบทวนความเข้าใจในหลักการสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญา โดยสังเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารต้นฉบับ ประกอบด้วยแบบทดสอบพร้อมเฉลย คำถามเพื่อการอภิปราย และอภิธานศัพท์ที่สำคัญ

——————————————————————————–

แบบทดสอบความเข้าใจ

คำชี้แจง: จงตอบคำถามต่อไปนี้โดยให้คำตอบมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารที่ให้มาเท่านั้น

  1. ตามหลักกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้ในกรณีใดบ้าง จงอธิบายหลักการตามมาตรา 212
  2. “ปัญหาข้อเท็จจริง” และ “ปัญหาข้อกฎหมาย” ในการอุทธรณ์คำพิพากษามีความแตกต่างกันอย่างไร และข้อจำกัดในการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงมีอะไรบ้าง
  3. ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นถูกกำหนดไว้อย่างไร และเริ่มนับเมื่อใด ตามมาตรา 198
  4. อธิบายหลักการเรื่องการถอนอุทธรณ์ตามมาตรา 202 ว่าเมื่อมีการถอนอุทธรณ์ไปแล้ว จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร และสามารถยื่นอุทธรณ์ใหม่ได้หรือไม่
  5. ตามมาตรา 218 การพิจารณาพิพากษาให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษนั้น ศาลอุทธรณ์มีแนวทางในการพิจารณาอย่างไรเมื่อโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ไม่เกิน 5 ปี
  6. โจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องจำเลยได้หรือไม่ และต้องเป็นอุทธรณ์ในปัญหาลักษณะใดตามมาตรา 193 ทวิ
  7. อธิบายสาระสำคัญของ “คำสั่งระหว่างพิจารณา” ตามมาตรา 196 และหลักเกณฑ์ที่ว่าคำสั่งประเภทใดที่ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ทันที
  8. การยื่นคำร้องขอให้ศาลรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี มีขั้นตอนและเงื่อนไขอย่างไร และใครคือผู้มีอำนาจในการอนุญาต
  9. หลักการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีอาญาเป็นอย่างไร และมีข้อยกเว้นในกรณีใดบ้างที่ศาลอาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน
  10. การพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์โดยเปิดเผยแตกต่างจากการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอย่างไร และในกรณีใดที่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาโดยไม่เปิดเผย

——————————————————————————–

เฉลยแบบทดสอบ

  1. ตามมาตรา 212 ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ เว้นแต่โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้นด้วย หลักการนี้เป็นการคุ้มครองจำเลยไม่ให้ตกอยู่ในสถานะที่แย่ลงจากการอุทธรณ์ของตนเอง หากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องโทษ ศาลสูงกว่าจะทำได้เพียงพิพากษายืนหรือลดโทษให้จำเลยเท่านั้น
  2. “ปัญหาข้อเท็จจริง” คือปัญหาที่เกี่ยวกับการกระทำหรือข้อเท็จจริงในคดีว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เช่น จำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ ส่วน “ปัญหาข้อกฎหมาย” คือปัญหาการปรับใช้ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริงนั้นๆ การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมักถูกจำกัดในคดีที่มีอัตราโทษไม่สูง เช่น คดีที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น
  3. ตามมาตรา 198 คู่ความมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฟัง การนับระยะเวลาดังกล่าวเป็นไปตามปฏิทิน และหากวันสุดท้ายเป็นวันหยุดราชการ ก็สามารถยื่นในวันทำการถัดไปได้
  4. ตามมาตรา 202 เมื่อมีการยื่นถอนอุทธรณ์ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษา อุทธรณ์นั้นจะสิ้นผลไป และผู้อุทธรณ์จะหมดสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในเรื่องเดียวกันนั้นอีก การถอนอุทธรณ์ถือเป็นการสละสิทธิในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างเด็ดขาด
  5. ตามมาตรา 218 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หากศาลอุทธรณ์เห็นสมควรจะพิพากษาให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษก็ได้ แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ก็ตาม ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ความผิดที่กระทำไม่ร้ายแรง หรือจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัว
  6. ตามมาตรา 193 ทวิ โจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องจำเลยได้ แต่ต้องจำกัดอยู่เฉพาะการอุทธรณ์ใน “ปัญหาข้อกฎหมาย” เท่านั้น การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่ถูกต้อง โดยโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอย่างไร
  7. “คำสั่งระหว่างพิจารณา” ตามมาตรา 196 คือคำสั่งของศาลที่ไม่ได้ทำให้คดีเสร็จสิ้นไปจากศาลนั้นๆ เช่น คำสั่งไม่อนุญาตให้สืบพยาน โดยหลักแล้ว คำสั่งประเภทนี้ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ทันที แต่คู่ความจะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ก่อน และจึงจะสามารถยกขึ้นอุทธรณ์พร้อมกับคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีได้
  8. ตามมาตรา 193 ตรี ในคดีที่ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น เพื่อขอให้รับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์นั้นว่ามีเหตุอันควรให้อุทธรณ์ได้
  9. หลักการคือเมื่อศาลพิพากษาแล้วต้องบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนได้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ ก็อาจสั่งทุเลาการบังคับไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา โดยเฉพาะในคดีที่จำเลยต้องโทษปรับ
  10. การพิจารณาในศาลชั้นต้นต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลจะพิจารณาจากสำนวน ไม่ต้องกระทำต่อหน้าคู่ความ เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะเห็นสมควรสั่งให้ทำการสืบพยานเพิ่มเติม หรือให้คู่ความมาแถลงการณ์ด้วยวาจา ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้น

——————————————————————————–

คำถามเพื่อการอภิปราย (รูปแบบเรียงความ)

  1. วิเคราะห์และอภิปรายถึงหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นในการห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และ 193 ตรี พร้อมทั้งยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการวินิจฉัยของศาลในประเด็นดังกล่าว
  2. จงอธิบายอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามมาตรา 208 โดยเปรียบเทียบกับข้อจำกัดในการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 212 และวิเคราะห์ว่าหลักการเหล่านี้ส่งเสริมความเป็นธรรมต่อคู่ความในคดีอาญาอย่างไร
  3. อภิปรายถึงบทบาทและหน้าที่ของศาลชั้นต้นภายหลังจากที่คู่ความได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว ตามมาตรา 198 ทวิ และ 223 โดยชี้ให้เห็นถึงกระบวนการตรวจสอบอุทธรณ์ การสั่งแก้ต่างอุทธรณ์ และการส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ว่ามีความสำคัญต่อกระบวนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์อย่างไร
  4. การที่กฎหมายอนุญาตให้มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษในชั้นอุทธรณ์ตามมาตรา 218 สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาทางอาชญาวิทยาในเรื่องใด และมีผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างไร จงวิเคราะห์โดยอ้างอิงจากหลักการและคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
  5. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงกับปัญหาข้อกฎหมาย อธิบายว่าหลักการอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 221 มีความเหมือนหรือแตกต่างจากหลักการในชั้นอุทธรณ์อย่างไร และเหตุใดกฎหมายจึงวางข้อจำกัดในการฎีกาที่เข้มงวดกว่า

——————————————————————————–

อภิธานศัพท์

คำศัพท์คำจำกัดความ
อุทธรณ์การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นสูงเพื่อให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่
ฎีกาการคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค เพื่อเสนอคดีให้ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดวินิจฉัยชี้ขาด
ปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดี เช่น การกระทำของจำเลย พยานหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์
ปัญหาข้อกฎหมายประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในคดี เช่น การตีความตัวบทกฎหมาย หรือกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในประเด็นแห่งคดี ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปจากศาลนั้นๆ เช่น พิพากษายกฟ้อง หรือพิพากษาลงโทษจำเลย
คำสั่งคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นอื่นใดที่ไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี
คำสั่งระหว่างพิจารณา(ตามมาตรา 196) คำสั่งของศาลที่ไม่ได้ทำให้คดีเสร็จสิ้นไปจากศาล แต่เป็นคำสั่งในระหว่างการพิจารณาคดี เช่น คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้สืบพยาน
การเพิ่มโทษ(ตามมาตรา 212) การที่ศาลสูงพิพากษาให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลล่าง ซึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องโทษด้วย
การรอการลงโทษ(ตามมาตรา 56 ป.อาญา) วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างหนึ่งที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลย แต่ให้รอการลงโทษนั้นไว้ก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขคุมความประพฤติ
การรอการกำหนดโทษวิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างหนึ่งที่ศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิด แต่ยังไม่กำหนดโทษที่จะลง โดยให้รอการกำหนดโทษไว้ก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมเงื่อนไขคุมความประพฤติ
การถอนอุทธรณ์(ตามมาตรา 202) การที่คู่ความฝ่ายที่ยื่นอุทธรณ์ได้แสดงเจตนาสละสิทธิที่จะดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ทำให้คำอุทธรณ์นั้นสิ้นผลและไม่สามารถยื่นใหม่ได้
การรับรองให้อุทธรณ์(ตามมาตรา 193 ตรี) กระบวนการที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดให้ความเห็นชอบว่าคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นมีเหตุอันควรให้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยได้
การบังคับตามคำพิพากษาการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เช่น การนำตัวจำเลยไปจำคุก หรือการบังคับชำระค่าปรับ
ทุเลาการบังคับการที่ศาลมีคำสั่งให้งดหรือชะลอการบังคับตามคำพิพากษาไว้ชั่วคราวในระหว่างรอการพิจารณาของศาลสูงกว่า
แก้ต่างอุทธรณ์การที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทำคำชี้แจงเป็นหนังสือเพื่อโต้แย้งคัดค้านประเด็นในคำฟ้องอุทธรณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

🧵 คำตอบที่คุณเลือกคือ “ภายใน 30 วัน” ซึ่งไม่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในแบบทดสอบ โดยคำตอบที่ถูกต้องคือ “ภายใน 1 เดือน” [Query]

สาเหตุที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้องนั้นมาจากถ้อยคำที่ระบุไว้ในกฎหมายโดยตรง:

1. ข้อกำหนดตามมาตรา 198 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ต้องทำภายในกำหนดเวลา “หนึ่งเดือน“ นับแต่วันที่ศาลได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฟัง

2. ความแตกต่างทางกฎหมายระหว่าง “1 เดือน” และ “30 วัน” แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว 1 เดือนจะมีจำนวนวันใกล้เคียง 30 วัน แต่ในทางกฎหมาย การกำหนดระยะเวลาเป็น “เดือน” (1 เดือน) และการกำหนดเป็น “วัน” (30 วัน) มีความแตกต่างกันในการนับระยะเวลา การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ใช้คำว่า “หนึ่งเดือน” ทำให้ “ภายใน 1 เดือน” เป็นถ้อยคำทางกฎหมายที่ถูกต้องและเป็นคำตอบที่ต้องยึดตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ดังนั้น แม้ว่า 30 วันจะเป็นค่าประมาณของระยะเวลาหนึ่งเดือน แต่เนื่องจากคำถามอ้างอิงถึง มาตรา 198 ซึ่งบัญญัติถึงกำหนดเวลาไว้เป็น “หนึ่งเดือน” คำตอบที่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายจึงต้องเป็น “ภายใน 1 เดือน”

🍤 คำตอบที่คุณเลือกคือ “เมื่อโจทก์หรือโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ในทำนองว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยน้อยเกินไป” ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา [Query]

เพื่อให้คุณเข้าใจหลักการนี้มากขึ้น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 212 มีดังนี้:

หลักการทั่วไปตามมาตรา 212 (ข้อห้ามมิให้เพิ่มโทษ)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 212 ได้วางหลักการสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์ไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่อุทธรณ์ โดยหลักการหลักคือ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย หรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้

หลักการนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในกรณีที่ จำเลยเป็นผู้อุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว หากจำเลยอุทธรณ์เพียงคนเดียว ศาลอุทธรณ์จะต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในเรื่องโทษ (ห้ามเพิ่มโทษ)

ข้อยกเว้นที่ศาลอุทธรณ์สามารถเพิ่มโทษจำเลยได้

ศาลอุทธรณ์จะสามารถพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้ก็ต่อเมื่อเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งก็คือสถานการณ์ที่คุณเลือกเป็นคำตอบที่ถูกต้องนั่นเอง:

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้ เมื่อมี “ข้อหาในทำนองว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยน้อยเกินไป” ปรากฏอยู่ในอุทธรณ์ของโจทก์หรือโจทก์ร่วม

รายละเอียดเพิ่มเติม:

1. การยื่นอุทธรณ์ของโจทก์หรือโจทก์ร่วม: หากโจทก์ (หรือโจทก์ร่วม) ยื่นอุทธรณ์ในทำนองที่ว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเบาเกินไป หรือไม่เหมาะสม ศาลอุทธรณ์ก็จะมีอำนาจที่จะพิจารณาเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นกว่าเดิมได้

2. วัตถุประสงค์: มาตรา 212 บัญญัติขึ้นเพื่อจำกัดสิทธิของศาลอุทธรณ์ในการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดเห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงโทษนั้นเบาไปและได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษหนักขึ้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาเพิ่มโทษได้

3. การเพิ่มโทษ: ในกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลอุทธรณ์อาจพิพากษาเพิ่มโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้ (เช่น ศาลชั้นต้นจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์เพิ่มเป็น 2 ปี)

กล่าวโดยสรุป การที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษจำเลยได้นั้น ต้องมีคำอุทธรณ์จากฝ่ายโจทก์หรือโจทก์ร่วมที่กล่าวหาว่าโทษเบาเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญ หากไม่มีอุทธรณ์ในทำนองเช่นนี้จากฝ่ายโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษจำเลยย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 212 ทันที

🥡 คำตอบที่คุณเลือกคือ “สั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยมาขังได้” ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง [Query]

เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นนี้มากขึ้น จำเป็นต้องพิจารณาอำนาจของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคในการดำเนินการเกี่ยวกับจำเลยที่ไม่ได้ถูกคุมขัง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ไขให้ลงโทษจำคุก ตามบทบัญญัติใน มาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.):

หลักการของอำนาจศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 213

มาตรา 213 เป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคในการพิพากษาหรือสั่งลงโทษจำเลย เฉพาะในโอกาสที่ให้ไว้ในกฎหมาย หลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่คุณสอบถามมีดังนี้:

1. อำนาจในการแก้ไขคำพิพากษาให้เป็นโทษจำคุก ในกรณีที่จำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง (เช่น ได้รับการปล่อยชั่วคราว) แต่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก (หรือเพิ่มโทษจำคุก) ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจในการแก้ไขคำพิพากษา

2. อำนาจในการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย (ซึ่งอาจเป็นผลจากการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ย่อมต้องมีมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่าจำเลยจะถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษจำคุกนั้น

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 207 บัญญัติให้อำนาจศาลอุทธรณ์สั่งการเกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งรวมถึงอำนาจที่จะ สั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับ หรือออกหมายขังจำเลยได้

3. การบังคับใช้กับจำเลยที่ถูกลงโทษจำคุกใหม่ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ทั้งที่เดิมอาจเป็นโทษสถานเบา (เช่น ปรับ หรือรอลงอาญา) หรือจำเลยไม่ได้ถูกคุมขังไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์จะต้องใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อนำตัวจำเลยมาบังคับโทษจำคุกนั้น การสั่งให้ศาลชั้นต้นออก “หมายจับจำเลยมาขัง” จึงเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการบังคับให้จำเลยมาปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยมาขังได้ เพื่อให้คำพิพากษาโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินนั้นสามารถนำไปบังคับใช้ได้จริง

👖 คำตอบที่คุณเลือกคือ “ห้ามอุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย” ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของมาตรา 218 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) [Query]

คำตอบที่ถูกต้องคือ “อุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” [Query]

นี่คือคำอธิบายหลักการของมาตรา 218 และเหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง:

หลักการข้อจำกัดการอุทธรณ์ในคดีที่มีโทษสถานเบา (มาตรา 218)

มาตรา 218 แห่ง ป.วิ.อ. เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์คดีอาญาในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นกรองคดีเล็กน้อยไม่ให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในทุกประเด็น

เงื่อนไขสำคัญตามมาตรา 218 คือ:

“ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาใด”

คำตอบจากแหล่งข้อมูลระบุชัดเจนว่า ในกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ (โดยโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี) นั้น ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ใน “ปัญหาข้อเท็จจริง”

เหตุผลที่คำตอบของคุณไม่ถูกต้อง

คำตอบที่คุณเลือกคือการ ห้ามอุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของมาตรา 218 ดังนี้:

1. ข้อจำกัดจำกัดเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง: มาตรา 218 (วรรคแรก) ได้บัญญัติข้อจำกัดไว้ เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น

2. สิทธิในปัญหาข้อกฎหมายยังคงอยู่: ถึงแม้ว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด (จำคุก ≤5 ปี) ซึ่งทำให้ไม่สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ คู่ความยังคงมีสิทธิอุทธรณ์ใน “ปัญหาข้อกฎหมาย” เสมอ

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ อุทธรณ์ได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ความแตกต่างระหว่างปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ความแตกต่างระหว่างสองปัญหานี้คือ:

• ปัญหาข้อเท็จจริง: คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับ พยานหลักฐาน ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้หรือไม่ การอุทธรณ์ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น

• ปัญหาข้อกฎหมาย: คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับ การตีความหรือการใช้กฎหมาย ที่ไม่ถูกต้อง เช่น โทษที่ศาลลงไม่เป็นไปตามกฎหมาย, การพิจารณาพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ หรือการนำสืบที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย สิทธินี้ยังคงอยู่แม้ว่าโทษจะอยู่ในเกณฑ์จำกัดของมาตรา 218

กล่าวคือ ในคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ตามมาตรา 218 คู่ความยังคงสามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นใช้กฎหมายผิดพลาด หรือตีความกฎหมายผิดไปจากหลักการที่ถูกต้องได้

👩🏽‍⚕️ คำตอบที่คุณเลือกคือ “ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเป็นการพิพากษาที่ร้ายแรงขึ้นแก่จำเลย” ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการอุทธรณ์ในคดีอาญา [Query]

คำตอบที่ถูกต้องคือ “ทำได้ หากโจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษายกฟ้องของศาลชั้นต้นนั้นด้วย” [Query]

เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลทางกฎหมายว่าทำไมศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกลับคำพิพากษาจาก “ยกฟ้อง” เป็น “ลงโทษ” ในบางกรณี เราต้องพิจารณาหลักการทั่วไปและข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลอุทธรณ์:

1. หลักการทั่วไป (การห้ามเพิ่มโทษ หรือ Reformatio in Peius)

หลักการพื้นฐานในการอุทธรณ์คือ หาก จำเลยเป็นผู้อุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์จะ ไม่สามารถพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้ หลักการนี้ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย

อย่างไรก็ตาม, การที่ศาลชั้นต้นพิพากษา “ยกฟ้อง” หมายความว่าจำเลยไม่ได้รับโทษใด ๆ (ถือว่าเป็นผลดีสูงสุดแก่จำเลย)

2. อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

ในทางตรงกันข้าม หากคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยมี คู่ความทั้งสองฝ่าย อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาจะขยายขอบเขตออกไป:

• กรณีที่จำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว: หากศาลชั้นต้น “ยกฟ้อง” และ มีเพียงจำเลยเท่านั้นที่อุทธรณ์ (เช่น อุทธรณ์ในประเด็นอื่น หรืออุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลยืนยันความบริสุทธิ์) ศาลอุทธรณ์ไม่สามารถกลับคำพิพากษาจากยกฟ้องให้เป็นลงโทษได้ เนื่องจากจะถือว่าเป็นการพิพากษาที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย

• กรณีที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์: สถานการณ์จะเปลี่ยนไปหาก โจทก์ (หรือโจทก์ร่วม) ได้ยื่นอุทธรณ์ คัดค้านคำพิพากษายกฟ้องนั้นด้วย

เหตุผลที่คำตอบที่ถูกต้องใช้ได้ (โจทก์อุทธรณ์คัดค้าน):

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลย ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจที่จะพิจารณาในประเด็นแห่งคดีนั้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการพิจารณา ปัญหาข้อเท็จจริง และ ปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว หากศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง และการที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้นไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจาก “ยกฟ้อง” เป็น “ลงโทษ” จำเลยได้

ดังนั้น คำตอบของคุณที่ระบุว่า “ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด” จึงไม่ถูกต้อง เพราะมีข้อยกเว้นสำคัญคือ หากโจทก์ได้อุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยตั้งแต่แรก ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจในการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เป็นโทษแก่จำเลยได้

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading