สรุปประเด็นสำคัญและฎีกา: การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้ให้เช่าซื้อ (มาตรา 574)

บทนำ: ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของมาตรา 574

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ให้เช่าซื้อในการรักษาสิทธิของตนเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา บทบัญญัตินี้ได้วางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยแบ่งเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาออกเป็นสองกรณีหลัก คือ การผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันสองคราว และ การกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นของมาตรานี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ผู้ให้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็เป็นเกราะป้องกันให้ผู้เช่าซื้อได้รับความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เอกสารฉบับนี้จะวิเคราะห์หลักเกณฑ์ดังกล่าว พร้อมทั้งผลทางกฎหมายที่ตามมาอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมเช่าซื้อต่อไป

——————————————————————————–

1. เหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาโดยผู้ให้เช่าซื้อ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ได้กำหนดเงื่อนไขที่ผู้ให้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ไว้สองประการหลัก ซึ่งการวิเคราะห์จะเริ่มต้นจากการพิจารณาตัวบทกฎหมายโดยตรง

“ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สินและเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย” — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง

1.1. กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน

หลักการสำคัญประการแรกตามมาตรา 574 วรรคหนึ่ง คือการให้สิทธิผู้ให้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญา เมื่อผู้เช่าซื้อ “ผิดนัด” ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นจำนวน “สองคราวติด ๆ กัน” การผิดนัดในที่นี้หมายถึงการไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีความหมายทางกฎหมายที่แตกต่างจากการ “ค้างชำระ” ที่อาจยังไม่ถึงขั้นผิดนัด

คำศัพท์ทางกฎหมายความหมายและข้อสังเกต
ผิดนัด (Default)คือการที่ผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญา เช่น สัญญากำหนดให้ชำระทุกวันที่ 5 ของเดือน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ชำระ ถือว่าผิดนัดทันทีโดยผู้ให้เช่าซื้อไม่ต้องบอกกล่าวก่อน (ตามหลัก ป.พ.พ. มาตรา 204)
ค้างชำระ (Arrears)คือสถานะที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อ แต่อาจยังไม่ถือว่าเป็นการ “ผิดนัด” หากมีเหตุที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่ยอมรับชำระโดยไม่มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย หรือผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ไปเก็บแต่ไม่ไปเก็บเอง

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การผิดนัดนั้นต้องเป็น สองคราวติด ๆ กัน หากเป็นการผิดนัดแบบเดือนเว้นเดือน เช่น ผิดนัดงวดเดือนกุมภาพันธ์ แต่กลับมาชำระงวดเดือนมีนาคม แล้วไปผิดนัดอีกครั้งในงวดเดือนเมษายน กรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่าซื้อจะไม่สามารถใช้สิทธิตามหลักทั่วไปของมาตรา 574 วรรคหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งต้องพิจารณาประกอบดังนี้

ข้อตกลงที่แตกต่างจากกฎหมาย มาตรา 574 ไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น คู่สัญญาจึงสามารถตกลงกันให้แตกต่างไปจากบทบัญญัตินี้ได้ ตัวอย่างเช่น การระบุในสัญญาว่า “หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที” ข้อตกลงลักษณะนี้มีผลใช้บังคับได้และไม่เป็นโมฆะ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2501, 3842/2526, และ 4279/2551)

ข้อยกเว้น: กรณีที่คู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ หากพฤติการณ์ของผู้ให้เช่าซื้อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ยึดถือกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นเรื่องเคร่งครัด เช่น ยอมรับการชำระหนี้ที่ล่าช้ากว่ากำหนดมาโดยตลอด จะถือว่าคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป หากผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะบอกเลิกสัญญา จะไม่สามารถทำได้ทันที แต่จะต้อง บอกกล่าวทวงถาม ให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควรก่อนตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หากผู้เช่าซื้อยังไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนดใหม่นั้น จึงจะสามารถบอกเลิกสัญญาได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1728/2558, 2456/2524, และ 5794/2539)

หลักเกณฑ์เรื่องการผิดนัดชำระเงินนี้เป็นเพียงหนึ่งในสองเหตุผลหลักที่ผู้ให้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ อีกเหตุผลหนึ่งคือการที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ

1.2. กรณีผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ

นอกจากการผิดนัดชำระเงินแล้ว มาตรา 574 ยังให้สิทธิผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ หากผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ การกระทำที่ถือเป็นความผิดในข้อสำคัญมีหลายลักษณะ สามารถจำแนกได้ดังนี้

  1. การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าซื้อ
    • เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้ออยู่จนกว่าจะชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน การที่ผู้เช่าซื้อนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไป ขาย, ขายฝาก, หรือจำนำ ให้แก่บุคคลภายนอก ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิของผู้ให้เช่าซื้ออย่างร้ายแรง และย่อมเป็นการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ
  2. การโอนสิทธิหรือการให้เช่าช่วง
    • โดยหลักแล้ว สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่คำนึงถึงคุณสมบัติและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อเป็นสำคัญ การที่ผู้เช่าซื้อนำทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง หรือโอนสิทธิการเช่าซื้อของตนให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อ ย่อมถือเป็นการผิดสัญญาในข้อสำคัญ (เทียบเคียงหลักการตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 544 ในเรื่องเช่าทรัพย์ ซึ่งห้ามผู้เช่าให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่า)
  3. การผิดข้อสัญญาที่คู่สัญญากำหนดให้เป็นส่วนสำคัญ
    • คู่สัญญาสามารถตกลงกันในสัญญาให้ข้อตกลงบางประการเป็น “ส่วนสำคัญ” ของสัญญาได้ หากผู้เช่าซื้อฝ่าฝืนข้อตกลงนั้น ผู้ให้เช่าซื้อก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตัวอย่างเช่น:
      • ข้อสัญญาที่ห้ามนำรถยนต์ไปใช้รับจ้างสาธารณะ
      • ข้อสัญญาที่ห้ามดัดแปลงสภาพรถยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต
      • ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งการย้ายที่อยู่ให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบภายในเวลาที่กำหนด

การพิจารณาว่าข้อสัญญาใดเป็นส่วนสำคัญหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลัก ซึ่งมักจะระบุไว้อย่างชัดเจนในสัญญาเช่าซื้อ

1.3. กรณีพิเศษ: การผิดนัดไม่ใช้เงินในคราวที่สุด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคสอง ได้วางหลักเกณฑ์พิเศษไว้เพื่อคุ้มครองผู้เช่าซื้อที่ได้ชำระค่าเช่าซื้อมาโดยสุจริตจนเกือบจะครบถ้วนแล้ว แต่มาผิดนัดในงวดสุดท้าย ดังตัวบทที่บัญญัติว่า:

“อนึ่ง ในกรณีกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็นคราวที่สุดนั้น ท่านว่าเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะริบบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนและกลับเข้าครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีกงวดหนึ่ง” — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคสอง

หลักการนี้หมายความว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย ผู้ให้เช่าซื้อจะยังไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที แต่จะต้องให้ “ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period)” แก่ผู้เช่าซื้อไปอีกหนึ่งงวด

  • ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ: หากสัญญาเช่าซื้อมีกำหนด 12 งวด และผู้เช่าซื้อชำระมาครบ 11 งวดแล้ว แต่ผิดนัดไม่ชำระงวดที่ 12 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ณ วันที่ผิดนัด แต่จะต้องรอจนพ้นกำหนดเวลาชำระเงินของ “งวดที่ 13” (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) ไปก่อน หากผู้เช่าซื้อยังคงไม่นำเงินมาชำระ ผู้ให้เช่าซื้อจึงจะสามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ริบเงิน และกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินได้

บทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมและให้โอกาสสุดท้ายแก่ผู้เช่าซื้อซึ่งได้ลงทุนชำระเงินมาเป็นจำนวนมากแล้ว

——————————————————————————–

2. ผลทางกฎหมายของการเลิกสัญญาตามมาตรา 574

2.1. ภาพรวมของผลกระทบหลังการเลิกสัญญา

เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 574 แล้ว สัญญาเช่าซื้อนั้นจะสิ้นสุดลงทันที ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาจะเปลี่ยนไป สิทธิและหน้าที่เดิมตามสัญญาจะระงับไป และจะเกิดสิทธิและหน้าที่ชุดใหม่ขึ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

2.2. สิทธิของผู้ให้เช่าซื้อและหน้าที่ของผู้เช่าซื้อ

ภายหลังการเลิกสัญญา จะเกิดผลทางกฎหมายที่สำคัญดังต่อไปนี้

  1. สิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สิน
    • เมื่อสัญญาเลิกกัน ผู้ให้เช่าซื้อในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อคืนได้ทันที ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืน หากผู้เช่าซื้อเพิกเฉยไม่ส่งคืน ผู้ให้เช่าซื้อสามารถฟ้องร้องบังคับ และยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการใช้ทรัพย์สินนั้นได้อีกด้วย (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812/2540)
  2. สิทธิริบเงินที่ได้ชำระมาแล้ว
    • มาตรา 574 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน” ซึ่งหมายความว่า เงินค่าเช่าซื้อทุกงวดที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระมาแล้วก่อนการเลิกสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบไว้ได้ทั้งหมด และผู้เช่าซื้อไม่สามารถฟ้องเรียกคืนได้
  3. ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ก่อน การเลิกสัญญา
    • สำหรับค่าเช่าซื้อในงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้ว ก่อน วันที่บอกเลิกสัญญา แต่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้ชำระ ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ส่วนนี้ได้ เพราะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วในระหว่างที่สัญญายังมีผลบังคับอยู่ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2501 และ 4127/2532)
  4. ค่าเช่าซื้อที่เหลือ หลัง การเลิกสัญญา
    • หลักการทั่วไป: เมื่อสัญญาได้เลิกกันแล้ว หนี้ในอนาคตย่อมระงับไป ด้วยเหตุนี้ผู้ให้เช่าซื้อจึง ไม่มีสิทธิ เรียกค่าเช่าซื้อในงวดที่ยังมาไม่ถึง (ค่าเช่าซื้อที่เหลือทั้งหมด) ได้อีกต่อไป เพราะถือว่าคู่สัญญาไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันแล้ว (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2511 และ 3213/2550)
    • ผลของข้อสัญญาที่กำหนดให้ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือ: ในทางปฏิบัติ สัญญาเช่าซื้อส่วนใหญ่มักมีข้อตกลงระบุว่า “หากมีการเลิกสัญญา ผู้เช่าซื้อตกลงยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ทั้งหมดทันที” ประเด็นนี้ต้องวิเคราะห์ตามหลักกฎหมายอย่างเป็นลำดับขั้น กล่าวคือ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว หน้าที่ในการชำระค่าเช่าซื้องวดในอนาคตย่อมระงับไปตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้น ข้อเรียกร้องให้ชำระ “ค่าเช่าซื้อที่เหลือ” จึงไม่ใช่การเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาอีกต่อไป แต่เป็นการกำหนดจำนวนเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า ซึ่งเข้าลักษณะเป็น “เบี้ยปรับ” ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงในลักษณะนี้มีผลบังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ แต่เนื่องจากมีสถานะเป็นเบี้ยปรับ หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจที่จะปรับลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6184/2547, 356/2548, และ 1496/2548)

——————————————————————————–

3. สรุปประเด็นสำคัญและข้อควรจำสำหรับเตรียมสอบ

เพื่อทบทวนความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการนำไปปรับใช้หรือการสอบ ประเด็นสำคัญที่ต้องจดจำเป็นพิเศษจากมาตรา 574 มีดังนี้

  • การผิดนัด 2 คราวติดกัน: เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานตามกฎหมาย แต่ต้องตระหนักเสมอว่าคู่สัญญาสามารถตกลงให้แตกต่างไปจากนี้ได้ เช่น ตกลงให้เลิกสัญญาได้เมื่อผิดนัดเพียงงวดเดียว
  • การยอมรับการชำระหนี้ล่าช้า: การกระทำของผู้ให้เช่าซื้อที่ยอมรับเงินค่าเช่าซื้อที่ชำระล่าช้าเป็นอาจิณ อาจส่งผลให้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาโดยทันทีหมดไป และต้องกลับไปใช้หลักการบอกกล่าวก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 387
  • การผิดนัดงวดสุดท้าย: เป็นข้อยกเว้นที่สำคัญเสมอ ผู้ให้เช่าซื้อต้องให้ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) แก่ผู้เช่าซื้ออีก 1 งวด ก่อนจึงจะสามารถบอกเลิกสัญญาได้
  • เบี้ยปรับ: ข้อตกลงที่ให้ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือทั้งหมดภายหลังการเลิกสัญญา แนวฎีกาถือว่าเป็น “เบี้ยปรับ” ซึ่งแม้จะมีผลบังคับได้ แต่ศาลมีอำนาจในการพิจารณาปรับลดได้ตามความเหมาะสม

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading