คำถามของคุณเกี่ยวกับการทบทวนความรู้เรื่องประเภทของตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 898 ซึ่งเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ

ตามที่ระบุในแหล่งข้อมูล ตั๋วเงิน (bills/instruments) ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898 มีอยู่สามประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchange), ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory note), และ เช็ค (Cheque/Check)

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตั๋วเงินทั้งสามประเภทนี้ รวมถึงบริบทที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลของคุณ มีดังนี้:

บริบทของตั๋วเงินในแหล่งข้อมูล

แหล่งข้อมูลนี้กล่าวถึงตั๋วเงินในบริบทของ การให้กู้ยืมเงิน และ สินเชื่อ ที่ธนาคารพาณิชย์ให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้รูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า การซื้อลดตั๋วเงิน (Discount) ซึ่งเป็นการทำสัญญาที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับการให้กู้ยืมเงินโดยมีตั๋วเงินเป็นประกัน

1. ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange)

• ความหมายตามกฎหมาย: ตั๋วแลกเงิน คือ หนังสือตราสาร (written instrument) ซึ่งบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า ผู้สั่งจ่าย (drawer) สั่งบุคคลอีกคนหนึ่งที่เรียกว่า ผู้จ่าย (drawee) ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่งที่เรียกว่า ผู้รับเงิน (payee)

• ความสมบูรณ์: ตั๋วแลกเงินจะต้องมีข้อความตามที่ระบุไว้ในมาตรา 909 แห่ง ป.พ.พ. จึงจะถือว่าเป็นตั๋วแลกเงินที่สมบูรณ์

• คู่กรณี: มีคู่กรณี 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้สั่งจ่าย, ผู้จ่าย, และผู้รับเงิน

• ผู้จ่าย: ปกติแล้วผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินจะเป็นธนาคาร เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้

• การซื้อลด: การซื้อลดตั๋วแลกเงิน (การขายลด) จะปฏิบัติในทำนองเดียวกับการขายตั๋วสัญญาใช้เงิน

2. ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note)

• ความหมายตามกฎหมาย: ตั๋วสัญญาใช้เงิน คือ หนังสือตราสาร (written instrument) ซึ่ง ผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ ผู้รับเงิน หรือใช้ให้ตามคำสั่งของผู้รับเงิน (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 982)

• ความสมบูรณ์: ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องมีรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 983 แห่ง ป.พ.พ. จึงจะสมบูรณ์

• การซื้อลด (Discount): ธนาคารรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินจากผู้นำมาขายลดโดยการหักส่วนลด (ดอกเบี้ย) ไว้ ซึ่งถือเป็นการให้เครดิตชนิดหนึ่งของธนาคาร

• บริบทการใช้งาน: การซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากกิจกรรมทางการค้าในประเทศและ การค้าระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรม

• ข้อสังเกต: ในทางธุรกิจปัจจุบัน ตั๋วสัญญาใช้เงินมักถูกออกเพื่อเป็น หลักประกัน การกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินหรือบุคคลธรรมดา นักกฎหมายมีความเห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ เพราะมีข้อความแสดงความเป็นหนี้ต่อกัน (ต่างจากเช็ค)

3. เช็ค (Cheque/Check)

• ความหมายตามกฎหมาย: เช็ค คือ หนังสือตราสาร (written instrument) ซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่ง ธนาคาร ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่ง เมื่อทวงถาม (upon demand) ให้แก่ผู้รับเงิน หรือให้ใช้ตามคำสั่งของผู้รับเงิน (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 987)

• ความสมบูรณ์: เช็คต้องมีรายการตามที่ระบุไว้ในมาตรา 988 แห่ง ป.พ.พ. จึงจะสมบูรณ์

• การซื้อลด: การซื้อลดเช็คก็เป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการกู้ยืมเงิน โดยผู้ซื้อลด (ธนาคาร) จะหักส่วนลด (ดอกเบี้ย) ออกจากจำนวนเงินในเช็คและจ่ายส่วนที่เหลือให้แก่ผู้นำมาขายลดก่อนเช็คถึงกำหนดชำระ

• สถานะทางกฎหมาย: สภาพของเช็คเป็นการ ใช้เงิน (payment) ไม่ใช่การกู้หรือยืมเงิน ดังนั้น เช็คจึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน หากมีคดีฟ้องร้องโดยอาศัยเช็ค อายุความจะสั้น (3 ปี หรือ 1 ปี) เมื่อเทียบกับการฟ้องร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน (10 ปี)

🎁 หัวข้อที่คุณต้องการให้ขยายความคือ การอาวัล (Aval) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory note) ในบริบทของการขอ สินเชื่อ จากธนาคารผ่านวิธี การซื้อลดตั๋วเงิน (Discount)

ตามข้อมูลในแหล่งข้อมูล การอาวัลมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินดังนี้:

ความหมายและการทำงานของการอาวัล (Aval)

การอาวัล คือ การที่บุคคล (ในที่นี้คือธนาคาร) เข้ามาทำหน้าที่เป็น ผู้รับรอง การใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น

ในบริบทของการ ซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน การอาวัลมักเกิดขึ้นเมื่อธนาคารรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินจากลูกค้าที่นำมาขายลด โดยธนาคารจะพิจารณาว่าตั๋วฉบับนั้นมี ผู้รับรองการรับซื้อลด ซึ่งมักจะเป็น ธนาคารอื่น ที่ทำหน้าที่เป็นผู้อาวัล

• วัตถุประสงค์: การอาวัลเป็นการทำให้ตั๋วสัญญาใช้เงินมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

• สถานะทางธุรกิจ: การที่ธนาคารรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีผู้อาวัลถือเป็น การให้เครดิต (สินเชื่อ) ชนิดหนึ่งของธนาคารที่รับซื้อลด

บทบาทของผู้อาวัลในกระบวนการซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน

แหล่งข้อมูลได้ยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการอาวัลในการซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน:

1. การออกตั๋ว: บริษัทเหลืองจำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่นายแดงเพื่อชำระค่าสินค้า

2. การขออาวัล: นายแดงต้องการใช้เงินก่อนตั๋วจะครบกำหนด จึงนำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนั้นไปให้ ธนาคารช่วยไทยอาวัล

3. การขายลด (Discount): นายแดงนำตั๋วที่มีธนาคารช่วยไทยอาวัลแล้วไปขายลด (โดยการสลักหลัง) ให้แก่ ธนาคารกอบกู้ไทย

4. การพิจารณา: ธนาคารกอบกู้ไทย (ธนาคารที่รับซื้อลด) เห็นว่าตั๋วฉบับนั้นน่าเชื่อถือและ มีธนาคารช่วยไทยอาวัลแล้ว จึงรับซื้อลดตั๋วนั้นไว้

5. การจ่ายเงิน: ธนาคารกอบกู้ไทยจะหัก ส่วนลด (ดอกเบี้ย) ออกจากจำนวนเงินต้นในตั๋ว แล้วจ่ายส่วนที่เหลือ (เงินสุทธิ) ให้แก่นายแดง

ผลของการอาวัลเมื่อตั๋วครบกำหนด

เมื่อตั๋วครบกำหนดตามระยะเวลา (เช่น 3 เดือน) ธนาคารที่ซื้อลด (ผู้ทรงตั๋วโดยชอบ เช่น ธนาคารกอบกู้ไทย) จะเก็บตั๋วไว้จนกว่าจะครบกำหนด แล้วนำไป เรียกเก็บจากผู้รับรอง

• ในตัวอย่างข้างต้น ธนาคารกอบกู้ไทยจะไปเรียกเก็บเงินจาก ธนาคารช่วยไทย (ซึ่งทำหน้าที่อาวัล)

• ธนาคารผู้รับซื้อลดตั๋ว (ธนาคารกอบกู้ไทย) อาจนำตั๋วฉบับนั้นไปขายช่วงลด (Re-discount) ให้กับธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้

กล่าวโดยสรุป การอาวัลโดยธนาคารให้กับตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตามที่คุณระบุว่าเพื่อให้ลูกค้านำไปขายลดกับธนาคารอื่นได้) เป็นการเพิ่มความมั่นใจในการชำระหนี้ให้กับธนาคารผู้ซื้อลด ทำให้ตั๋วเงินนั้นสามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายขึ้น ก่อนถึงกำหนดชำระ

🍰 คำถามของคุณมุ่งเน้นไปที่หลักการสำคัญข้อหนึ่งของ สัญญากู้ยืมเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) คือเรื่อง การส่งมอบทรัพย์สินที่กู้ยืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้มีการส่งมอบเงินสดกันจริง แต่เป็นการนำหนี้เดิมมาแปลงเป็นหนี้กู้ยืมใหม่

การอธิบายหัวข้อนี้จะเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของสัญญากู้ยืมเงิน และแนวทางการตีความของศาลฎีกาในสถานการณ์ดังกล่าว:

1. หลักการพื้นฐานของสัญญากู้ยืมเงิน

ตามกฎหมาย สัญญากู้ยืมเงินเป็น สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งมีสาระสำคัญที่แตกต่างจากสัญญาอื่นตรงที่ต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมก่อน สัญญานั้นจึงจะสมบูรณ์

• ความสมบูรณ์ของสัญญา: ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า “สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม” ทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบในสัญญากู้ยืมเงินก็คือ เงิน

• ผลทางกฎหมาย: หากไม่มีการส่งมอบเงิน สัญญากู้ยืมเงินจะไม่บริบูรณ์

2. กรณีการนำหนี้เดิมมาแปลงเป็นสัญญากู้ยืมใหม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 10227/2551)

ในทางปฏิบัติทางธุรกิจและกฎหมาย มักเกิดกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้มีการส่งมอบเงินสด (ตัวเงิน) ให้แก่กันโดยตรง แต่ตกลงกันให้นำหนี้สินเดิมที่ค้างชำระอยู่มาทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10227/2551 ได้วางหลักการในเรื่องนี้ไว้ โดยมีรายละเอียดว่า:

• การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้นำหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์ ซึ่งเป็น มูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย

• มาเป็น ต้นเงินทำสัญญากันใหม่

• ย่อมถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว

3. การตีความและเหตุผลทางกฎหมาย

การวินิจฉัยของศาลฎีกานี้ถือเป็นการยอมรับวิธีการ “ส่งมอบ” ทางนิตินัย (โดยนัยแห่งกฎหมาย) แม้ว่าจะไม่มีการส่งมอบตัวเงินจริงก็ตาม:

1. การมีอยู่ของหนี้เดิม: หนี้เดิมที่จำเลยค้างชำระโจทก์อยู่ถือเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่มีมูลค่าจริง และศาลย้ำว่าต้องเป็น “มูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย”

2. เจตนาแปลงหนี้: เมื่อคู่สัญญาตกลงกันว่าเงินที่ค้างชำระนั้นจะถูก “แปลง” ให้เป็น ต้นเงินกู้ ตามสัญญาฉบับใหม่ เจตนานี้จึงมีความหมายเช่นเดียวกับการที่ผู้ให้กู้ (โจทก์) ได้รับเงินหนี้เดิมคืน และส่งมอบเงินจำนวนเดียวกันนั้นกลับไปให้ผู้กู้ (จำเลย) ใหม่ในทันทีเพื่อเป็นเงินกู้ตามสัญญาใหม่นั้นเอง

3. ผลความสมบูรณ์: ด้วยการตีความดังกล่าว จึงถือได้ว่า มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมตามสัญญาใหม่นั้นโดยชอบแล้ว ทำให้ สัญญากู้ยืมเงินจึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อสังเกต:

ในทำนองเดียวกันนี้ ยังมีกรณีที่ถือว่ามีการส่งมอบเงินกู้ยืมแล้ว แม้จะไม่ได้ส่งมอบตัวเงินโดยตรง เช่น:

• กรณีที่หนี้มีมูลหนี้มาจากการที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินในการซื้อขายหุ้นให้จำเลย และมีการออกเช็คให้จำเลยสลักหลังคืน โดยเจตนาอันแท้จริงคือตกลงระงับหนี้เงินทดรองจ่ายนั้นโดยจำเลยกู้เงินโจทก์ใช้หนี้ จำนวนเงินที่โจทก์ต้องจ่ายตามสัญญาคือกำรนำไปชำระหนี้เงินทดรองจ่ายนั้นเอง ถือว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้แล้ว จำเลยจะอ้างว่ายังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ไม่ได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3359/2531)

• การส่งมอบเงินกู้อาจมีได้หลายกรณี คือ ส่งมอบกันก่อนทําสัญญา หรือ หลังจากทําสัญญา หรือ บางกรณีก็ถือว่าได้มีการส่งมอบเงินกันแล้ว

3.1

สรุปประเด็นสำคัญและฎีกาที่น่าสนใจ: การนำสืบการใช้เงินกู้ (มาตรา 653 วรรคสอง)

เอกสารฉบับนี้เปรียบเสมือนคู่มือติวเข้มสำหรับนักศึกษากฎหมายที่กำลังเตรียมตัวสอบในหัวข้อกฎหมายเอกเทศสัญญา โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการนำสืบการใช้เงินคืนในสัญญากู้ยืม ซึ่งเป็นบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เนื้อหาส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญและมักถูกนำมาออกเป็นข้อสอบอยู่เสมอ การทำความเข้าใจหลักการและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์และตอบข้อสอบได้อย่างแม่นยำ

——————————————————————————–

1. หลักการพื้นฐาน: ทำไมการนำสืบการใช้เงินกู้จึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ?

ในทางกฎหมาย เมื่อการก่อหนี้เงินกู้ยืมได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้อย่างชัดเจน การระงับหนี้นั้นด้วยการชำระคืนก็ควรจะมีหลักฐานที่ชัดเจนในทำนองเดียวกัน หลักการเบื้องหลังมาตรา 653 วรรคสอง จึงมีขึ้นเพื่อสร้างความแน่นอนและป้องกันปัญหาการโต้เถียงหรือการฉ้อฉลที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากฝ่ายผู้กู้ยืมกล่าวอ้างลอยๆ ว่าได้ชำระหนี้คืนแล้วโดยไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน ก็อาจทำให้ผู้ให้กู้เสียเปรียบได้ กฎหมายจึงกำหนดวิธีการพิสูจน์การใช้เงินคืนไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและมีมาตรฐานที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า:

ในกำรกู้ยืมเงินมีหลักฐำนเป็นหนังสือนั้น ท่ำนว่ำจะนำสืบกำรใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐำนเป็นหนังสืออย่ำงใดอย่ำงหนึ่งลงลำยมือชื่อผู้ให้ยืมมำแสดง หรือเอกสำร อันเป็นหลักฐำนแห่งกำรกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสำรนั้นแล้ว

จากบทบัญญัติดังกล่าว สามารถสังเคราะห์หลักการสำคัญได้ว่า หากสัญญากู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบว่าผู้กู้ได้ชำระ “ต้นเงิน” คืนแล้ว จะต้องกระทำโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งในสามวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หลักการนี้ใช้บังคับกับการกู้ยืมทุกจำนวน ไม่ว่าจะน้อยหรือมากกว่าสองพันบาท ตราบใดที่การกู้ยืมครั้งนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือตั้งแต่แรก ซึ่งกฎหมายได้กำหนดวิธีการพิสูจน์ที่ชัดเจนไว้ 3 รูปแบบดังที่จะได้วิเคราะห์ในหัวข้อถัดไป

——————————————————————————–

2. องค์ประกอบแห่งการพิสูจน์: 3 วิธีการนำสืบการใช้เงินกู้ตามกฎหมาย

การทำความเข้าใจวิธีการนำสืบการใช้เงินคืนทั้ง 3 รูปแบบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายในชั้นสอบ นักศึกษาจำเป็นต้องจดจำองค์ประกอบของแต่ละวิธีให้แม่นยำ และสามารถนำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคำถามได้ โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้

2.1. วิธีที่ 1: มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง

วิธีแรกนี้คือการที่ผู้กู้มีเอกสารที่ลงลายมือชื่อของผู้ให้กู้ ซึ่งมีเนื้อหาแสดงให้เห็นว่าผู้ให้กู้ได้รับชำระหนี้แล้ว คำว่า “หลักฐานเป็นหนังสือ” ในที่นี้มีความหมายกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ใบเสร็จรับเงิน” ที่เป็นแบบฟอร์มทางการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเอกสารอื่นใดก็ได้ที่มีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2505 และ 1696/2523)

ลักษณะสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือ:

• เป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรใดๆ ก็ได้ เช่น จดหมาย, บันทึกข้อความ, หรือสมุดบัญชี

• มีข้อความที่สื่อให้เข้าใจได้ว่าผู้ให้กู้ได้รับชำระเงินจากผู้กู้แล้ว

• องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีลายมือชื่อของผู้ให้ยืม (เจ้าหนี้) เป็นสำคัญ เพื่อยืนยันการรับรู้และยอมรับการชำระหนี้นั้น

กรณีศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกา:

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2505: ศาลวินิจฉัยว่าจดหมายธุรกิจที่ผู้ให้กู้เขียนถึงผู้กู้ โดยมีข้อความตอบรับว่า “เงินฝากไป 9,400 บาท กระผมได้รับและลงบัญชีไว้เรียบร้อยแล้ว” พร้อมลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ ถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่นำสืบการใช้เงินได้

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2532 (ประชุมใหญ่): กรณีที่ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้รับเงินเดือนแทนตนเพื่อหักชำระหนี้ สมุดจ่ายเงินเดือนของทางราชการที่ผู้ให้กู้ลงลายมือชื่อรับเงินแทนนั้น ถือเป็นหลักฐานการใช้เงินตามกฎหมายได้

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22631/2555: สมุดบันทึกการเก็บเงินรายวันที่ผู้ให้กู้มาเก็บเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกครั้ง แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า “รับชำระหนี้เงินกู้” แต่เมื่อมีข้อความระบุจำนวนเงินและดอกเบี้ยที่ค้าง ย่อมบ่งชี้ได้ว่าเป็นการรับชำระหนี้เงินกู้ ศาลจึงถือว่าเป็นหลักฐานที่ใช้สืบการชำระหนี้ได้

2.2. วิธีที่ 2: เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว

“การเวนคืน” หมายถึง การที่ผู้ให้กู้ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานแห่งการกู้ยืมฉบับจริง (เช่น สัญญากู้) กลับคืนไปสู่ความครอบครองของผู้กู้แล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าว กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว ตามหลัก ป.พ.พ. มาตรา 327 วรรคสาม การที่ผู้กู้ได้เอกสารกลับคืนมา จึงเป็นหลักฐานชั้นดีที่ใช้ต่อสู้คดีได้ว่าหนี้ได้ระงับไปแล้วเพราะการชำระหนี้

ข้อควรระวัง: สิ่งที่ไม่ถือเป็นการเวนคืนเอกสาร

นักศึกษาต้องระมัดระวังและแยกแยะให้ดีว่าสิ่งใดไม่ใช่การเวนคืนเอกสารตามความหมายของกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนวทางไว้ชัดเจนดังนี้:

• การคืนโฉนดที่ดินหรือหลักประกัน: การที่ผู้ให้กู้คืนโฉนดที่ดิน สมุดทะเบียนรถ หรือทรัพย์สินอื่นที่ผู้กู้เคยมอบไว้เป็นหลักประกัน ไม่ถือว่าเป็นการเวนคืน “เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม” ดังนั้น ผู้กู้จะอ้างการได้รับคืนซึ่งหลักประกันเพื่อนำสืบว่าได้ใช้เงินกู้คืนแล้วไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1290/2518 และ 2657/2534)

• การคืนสำเนาสัญญา: การที่ผู้ให้กู้ส่งคืนเพียง “สำเนา” สัญญากู้ให้แก่ผู้กู้ ไม่ถือเป็นการเวนคืนเอกสารตามกฎหมาย เพราะเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้หมายถึง “ฉบับจริง” เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5863/2549)

2.3. วิธีที่ 3: ได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

“การแทงเพิกถอน” คือ การที่ผู้ให้กู้ได้บันทึกข้อความหรือทำเครื่องหมายใดๆ ลงบนตัวเอกสารหลักฐานแห่งการกู้ยืมฉบับจริง เพื่อแสดงว่าหนี้นั้นได้ระงับไปแล้ว การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเขียนข้อความว่า “ชำระแล้ว” “ยกเลิก” “ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว” หรือแม้แต่การขีดฆ่าข้อความในสัญญา ซึ่งการกระทำนี้ต้องทำลงบนเอกสารฉบับจริงโดยผู้ให้กู้หรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของผู้ให้กู้

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2505: ศาลวินิจฉัยว่า การที่บุตรชายของผู้ให้กู้ได้รับคำสั่งจากผู้ให้กู้ให้บันทึกการรับชำระหนี้บางส่วนลงในสัญญากู้เดิมและลงชื่อกำกับไว้ ถือเป็นการแทงเพิกถอนโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่งมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

แม้ว่าหลักเกณฑ์การนำสืบการใช้คืนต้นเงินกู้จะมีความเคร่งครัดดังที่กล่าวมา แต่กฎหมายก็เปิดช่องทางสำหรับสถานการณ์บางประเภทที่การพิสูจน์ไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐานเป็นหนังสือเสมอไป

——————————————————————————–

3. ข้อยกเว้นสำคัญ: กรณีที่สามารถนำสืบการใช้เงินโดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

การทำความเข้าใจข้อยกเว้นเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจดจำหลักการทั่วไป เพราะข้อสอบมักจะสร้างสถานการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นเพื่อทดสอบความเข้าใจของนักศึกษา ในกรณีต่อไปนี้ ผู้กู้สามารถนำพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นมาสืบเพื่อพิสูจน์การชำระหนี้ได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 653 วรรคสอง

3.1. การชำระหนี้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การใช้ “เงิน” โดยตรง

บทบัญญัติในมาตรา 653 วรรคสอง ใช้บังคับกับการ “ใช้เงิน” เท่านั้น ดังนั้น หากคู่สัญญาตกลงชำระหนี้กันด้วยวิธีอื่นซึ่งไม่ใช่การส่งมอบเงินสดโดยตรง ถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ซึ่งสามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลหรือหลักฐานอื่นได้

• การชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินอย่างอื่น: เช่น ผู้กู้โอนที่ดินหรือส่งมอบข้าวสารให้แก่ผู้ให้กู้เพื่อชำระหนี้แทนเงิน สามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2503)

• การชำระหนี้ด้วยเช็ค: การชำระหนี้ด้วยเช็คถือเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ซึ่งจะระงับหนี้โดยสมบูรณ์เมื่อเช็คนั้นเรียกเก็บเงินได้แล้ว การนำสืบว่าได้ชำระหนี้ด้วยเช็คสามารถใช้พยานบุคคลได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2505)

• การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร/ผ่าน ATM/ทางโทรศัพท์: การชำระหนี้ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างสอดคล้องกันว่าเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ซึ่งผู้กู้สามารถนำหลักฐานการโอน (เช่น สลิป) หรือพยานบุคคลมาสืบได้ โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3564/2548, 6028/2539, 2646/2551, และ 3577/2563)

3.2. การนำสืบการชำระ “ดอกเบี้ย”

ประเด็นนี้ถือเป็นข้อสอบคลาสสิกที่นักศึกษาต้องแยกแยะให้ได้ระหว่าง “ต้นเงิน” และ “ดอกเบี้ย“

• ข้อบังคับการนำสืบที่เคร่งครัดตามมาตรา 653 วรรคสองนั้น ใช้บังคับกับการนำสืบการใช้คืน “ต้นเงิน” (ต้นเงิน) เท่านั้น

• ส่วนการนำสืบว่าได้ชำระ “ดอกเบี้ย” (ดอกเบี้ย) ไปแล้วนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้กู้จึงสามารถนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อพิสูจน์การชำระดอกเบี้ยได้

• แนวคำพิพากษาที่วางหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2503 (ประชุมใหญ่) และ 1084/2510

การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ประเด็นในข้อสอบได้อย่างรอบด้านและครบถ้วน

——————————————————————————–

4. สรุปตารางเปรียบเทียบสำหรับการทบทวน

เพื่อความสะดวกในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบ ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำสืบการใช้หนี้เงินกู้ไว้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย

กรณี (Situation)วิธีการนำสืบที่กฎหมายยอมรับ (Accepted Method of Proof)
การใช้คืน “ต้นเงินกู้” (สำหรับเงินกู้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ)ต้องมีหลักฐานตาม ม.653 วรรคสอง (1 ใน 3 วิธี) เท่านั้น
การใช้คืน “ดอกเบี้ย”นำสืบด้วยพยานบุคคลหรือหลักฐานอื่นได้
การชำระหนี้ด้วยวิธีอื่น (โอนเงิน, เช็ค, ทรัพย์สิน)นำสืบด้วยพยานบุคคลหรือหลักฐานอื่นได้
การกู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแต่แรกนำสืบด้วยพยานบุคคลได้

ขอให้นักศึกษาจดจำหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นเหล่านี้ให้ขึ้นใจ เพราะการแยกแยะประเด็นเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง คือหัวใจของการวิเคราะห์ข้อกฎหมายในเรื่องการกู้ยืมเงินได้อย่างมืออาชีพ

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading