สรุปประเด็นสำคัญเพื่อการสอบ: หลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับสัญญา (จากเรื่องที่ 1.1.2)

1. บทนำ: ความสำคัญของหลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับสัญญา

การทำความเข้าใจหลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับสัญญา 4 ประการ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษากฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ และเป็นรากฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวิเคราะห์และตอบข้อสอบในเรื่องเอกเทศสัญญาทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เนื่องจากหลักการเหล่านี้เป็นเสมือนโครงสร้างทางความคิดที่ค้ำจุนนิติสัมพันธ์ทางสัญญาทั้งหมด ตั้งแต่การก่อตั้ง ความผูกพัน ไปจนถึงการปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรม การ nắm vữngหลักการเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำ

หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับสัญญาในเบื้องต้นประกอบไปด้วย 4 หลักการสำคัญ ดังนี้:

  1. หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)
  2. หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will)
  3. หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)
  4. หลักสุจริต (Good Faith)

——————————————————————————–

2. หลักที่ 1: หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)

หลักเสรีภาพในการทำสัญญาเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในกฎหมายสัญญา เป็นเครื่องมือที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างนิติสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าได้อย่างอิสระ โดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าคู่สัญญามีฐานะในการต่อรองที่เท่าเทียมกัน และสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา

ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ธนิตกุล ได้อธิบายว่า หลักเสรีภาพในการทำสัญญา คือเสรีภาพ 4 ประการ ดังนี้:

  1. เสรีภาพในการเข้าทำสัญญา: บุคคลมีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะทำสัญญาหรือไม่
  2. เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญา: บุคคลมีอิสระที่จะเลือกว่าจะทำสัญญากับผู้ใด
  3. เสรีภาพในการเลือกข้อสัญญา: คู่สัญญามีอิสระที่จะตกลงกำหนดเนื้อหาและเงื่อนไขต่างๆ ในสัญญาได้เอง
  4. เสรีภาพในการเลือกแบบของสัญญา: คู่สัญญามีอิสระที่จะเลือกรูปแบบของสัญญา เว้นแต่กฎหมายจะบังคับให้ต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้

ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา ป.พ.พ.)

  • มาตรา 483: เปิดโอกาสให้คู่สัญญาซื้อขายสามารถตกลงกันว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิได้ ซึ่งเป็นการยกเว้นหลักความรับผิดพื้นฐานของผู้ขาย
  • มาตรา 544: โดยหลักแล้วผู้เช่าจะนำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงไม่ได้ แต่มาตรานี้ให้สิทธิคู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่าได้ สะท้อนถึงเสรีภาพในการกำหนดข้อสัญญา
  • มาตรา 457: กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญาซื้อขายให้คู่สัญญาออกเท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่ก็เปิดช่องให้คู่สัญญาสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้

จะสังเกตได้ว่ากฎหมายมักใช้คำว่า “เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น” เพื่อเปิดช่องให้หลักเสรีภาพในการทำสัญญามีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่

ข้อจำกัดของหลักเสรีภาพในการทำสัญญา

แม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการทำสัญญา แต่เสรีภาพนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ดังนี้:

  • มาตรา 150: “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
  • มาตรา 151: “การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ”

บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้คู่สัญญาจะตกลงกันอย่างไรก็ได้ แต่หากข้อตกลงนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี ข้อตกลงนั้นย่อมตกเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพัน

วิเคราะห์กรณีศึกษา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • ฎีกาที่ 725/2519:
    • ประเด็นสำคัญ: สัญญาที่ลูกจ้างตกลงจะกลับมาทำงานให้แก่นายจ้างเป็นเวลา 5 ปี เพื่อตอบแทนการที่นายจ้างส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศนั้น ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นข้อตกลงที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อการลงทุนของนายจ้าง สามารถบังคับได้ เมื่อลูกจ้างผิดสัญญาจึงต้องชดใช้ค่าเสียหาย
  • ฎีกาที่ 5915/2548:
    • ประเด็นสำคัญ: ศาลวินิจฉัยเคารพหลักเสรีภาพในการทำสัญญาที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย ให้ต่างฝ่ายต่างออกค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการตกลงที่แตกต่างไปจากหลักทั่วไปในมาตรา 457 แห่ง ป.พ.พ. ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ได้
  • ฎีกาที่ 461/2552:
    • ประเด็นสำคัญ: เมื่อสัญญาเช่าที่ดินระบุให้ผู้เช่าสามารถให้เช่าช่วงได้ โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ศาลจึงตีความตามเจตนาของคู่สัญญาว่า ผู้เช่ามีสิทธินำที่ดินพิพาทไปให้เช่าช่วงได้ แม้จะยังไม่ได้ปลูกสร้างตึกก็ตาม ถือเป็นการเคารพเสรีภาพในการกำหนดข้อสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้
  • ฎีกาที่ 6921/2558:
    • ประเด็นสำคัญ: ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่ผลักภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้จะขาย ไปให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายชำระทั้งหมดนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อย จึงไม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกามองว่าภาระภาษีตามกฎหมายเป็นหน้าที่บังคับที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ภาระส่วนตัวที่คู่สัญญาจะโอนให้กันได้อย่างอิสระ การผลักภาระดังกล่าวจึงเป็นการบิดเบือนนโยบายการคลังของรัฐและสร้างความไม่เป็นธรรม
  • ฎีกาที่ 1799/2563:
    • ประเด็นสำคัญ: สัญญาเช่าซื้อที่เกิดจากการโฆษณาอันเป็นเท็จ (โฆษณาว่า “ไม่โอนเล่ม” แต่กลับให้โอนกรรมสิทธิ์) ถือเป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 การกระทำดังกล่าวยังถือเป็นการละเมิดหลักสุจริตในการเข้าทำสัญญาอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของหลักกฎหมายต่างๆ
  • ฎีกาที่ 8887/2563:
    • ประเด็นสำคัญ: ข้อควรจำสำหรับสอบ: ฎีกานี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของนิติกรรมอำพราง (มาตรา 155) ที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย (มาตรา 150) สัญญาจดทะเบียนจำนองทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งติดข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย ศาลจะมองทะลุเจตนาที่แท้จริง คือการซื้อขายที่ดินที่ติดข้อห้ามโอน ดังนั้น แม้จะทำสัญญาจำนองอย่างถูกต้องตามแบบ สัญญาทั้งฉบับก็ตกเป็นโมฆะเพราะเจตนาที่ซ่อนเร้นนั้นฝ่าฝืนกฎหมาย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “เสรีภาพ” ในการก่อสัญญานั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “เจตนา” อันศักดิ์สิทธิ์และชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการถัดไป

——————————————————————————–

3. หลักที่ 2: หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will)

หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาเป็นหลักการที่รับรองว่า การแสดงเจตนาโดยสมัครใจของบุคคลย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย หลักการนี้ถือเป็นอำนาจที่อยู่เบื้องหลังหลักเสรีภาพในการทำสัญญา เพราะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเมื่อบุคคลได้ตัดสินใจเข้าทำสัญญาด้วยเจตนาของตนเองแล้ว เจตนานั้นย่อมมีผลและต้องได้รับการเคารพ รัฐไม่อาจเข้าแทรกแซงได้ เว้นแต่จะขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย

หลักการนี้ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดย ชาร์ล เดอมูแลง (Charles Dumoulin) นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส ซึ่งเห็นว่าเจตนาของคู่สัญญาเป็นอำนาจสูงสุดที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย

วิเคราะห์กรณีศึกษา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • ฎีกาที่ 2930/2519:
    • ประเด็นสำคัญ: แม้ข้อบังคับของบริษัทจะให้อำนาจกรรมการปฏิเสธการโอนหุ้นได้ แต่เมื่อคู่สัญญาซึ่งมีสัญชาติอเมริกันได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งในสัญญาโอนหุ้นเพื่อเป็นประกันหนี้ว่าให้ใช้กฎหมายอเมริกันบังคับ ศาลฎีกาจึงเคารพ ‘ความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา’ ของคู่สัญญาในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นอันดับแรก การที่กรรมการลงนามในใบโอนหุ้นแล้วจะมาปฏิเสธภายหลังจึงอาจเข้าข่ายการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้
  • ฎีกาที่ 1958/2548:
    • ประเด็นสำคัญ: สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ (สัญชาติอังกฤษ) และจำเลย (สัญชาติอเมริกัน) มีข้อตกลงให้สัญญาอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายมลรัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องบังคับตามเจตนาของคู่สัญญาในการเลือกกฎหมายที่จะใช้บังคับกับสัญญาของตน ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาอย่างชัดเจน

ดังนั้น เมื่อ ‘เจตนา’ ที่แสดงออกโดยสมัครใจและชอบด้วยกฎหมายได้รับการยอมรับว่าศักดิ์สิทธิ์แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างมีเหตุผลก็คือความผูกพันที่เกิดขึ้นจากเจตนานั้นย่อมไม่อาจถูกเพิกถอนได้โดยพลการ ซึ่งเป็นหัวใจของหลักการถัดไป คือ ‘สัญญาต้องเป็นสัญญา’ (Pacta sunt servanda)

——————————————————————————–

4. หลักที่ 3: หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)

หลัก “สัญญาต้องเป็นสัญญา” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความแน่นอนให้แก่นิติสัมพันธ์ทางสัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การพาณิชย์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หลักการนี้หมายความว่า เมื่อสัญญาได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญานั้นอย่างเคร่งครัด และจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยพลการไม่ได้

หลักการนี้มีที่มาจากแนวคิดทางศาสนาที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และเป็นหลักที่สนับสนุนหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังปรากฏใน อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อ 26 ซึ่งกำหนดว่าสนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับย่อมผูกพันภาคี และภาคีจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นโดยสุจริต

วิเคราะห์กรณีศึกษา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • ฎีกาที่ 690/2552:
    • ประเด็นสำคัญ: ข้อตกลงในสัญญาให้ทุนที่กำหนดให้ผู้รับทุนต้องกลับมาทำงาน หรือหากไม่กลับมาต้องชดใช้เงินพร้อมเบี้ยปรับ 3 เท่า ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา เพราะผู้รับทุนมีทางเลือกที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขใดก็ได้ เมื่อเลือกที่จะไม่กลับมาทำงาน ก็ต้องผูกพันตามเงื่อนไขการชดใช้เงินและเบี้ยปรับที่ตนได้ตกลงยอมรับไว้ตั้งแต่ต้น
  • ฎีกาที่ 11058/2559:
    • ประเด็นสำคัญ: เมื่อผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ตกลงทำสัญญาเช่ากันแล้ว “สัญญาต้องเป็นสัญญา” และมีผลผูกพันไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาเช่า จะกลับไปพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้เช่าซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาก่อนทำสัญญาอีกไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้วย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์และผูกพันคู่สัญญา

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามสัญญานั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหลักการสุดท้ายที่จะกล่าวถึง

——————————————————————————–

5. หลักที่ 4: หลักสุจริต (Good Faith)

หลักสุจริตเป็นมาตรฐานความประพฤติขั้นพื้นฐานที่ควบคุมการใช้สิทธิและการชำระหนี้ตามสัญญาทั้งปวง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย เป็นหลักการที่แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของกฎหมายสัญญา เพื่อป้องกันการใช้สิทธิโดยมิชอบและการเอารัดเอาเปรียบกัน

หลักสุจริต (bona fides) มีที่มาตั้งแต่กฎหมายโรมัน และกฎหมายไทยได้รับอิทธิพลในการบัญญัติหลักการนี้มาจากประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันและสวิส ตาม ป.พ.พ. สามารถแบ่งความหมายของคำว่า “สุจริต” ได้เป็น 2 ประการ

5.1 หลักสุจริตในความหมายทั่วไป

ในความหมายกว้าง หลักสุจริตคือมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคลว่าได้กระทำไปโดยซื่อสัตย์และเป็นธรรมหรือไม่ ดังที่ปรากฏใน ป.พ.พ. มาตราสำคัญต่อไปนี้:

  • มาตรา 5: “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต”
  • มาตรา 6: “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต”
  • มาตรา 368: “สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย”

วิเคราะห์กรณีศึกษา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • ฎีกาที่ 13267/2557:
    • ประเด็นสำคัญ: กรรมการของบริษัทที่เลิกกิจการไปแล้วยังนำเช็คของบริษัทไปขายลด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามมาตรา 5 เพราะเป็นการกระทำที่รู้อยู่แล้วว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับเช็คซึ่งไม่รู้ถึงการสิ้นสภาพของบริษัท กรรมการจึงไม่อาจอ้างการสิ้นสภาพของบริษัทมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดได้
  • ฎีกาที่ 141/2560:
    • ประเด็นสำคัญ: การที่โจทก์รู้ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้แต่กลับนำมาฟ้องคดี ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือการใช้สิทธิโดยมิชอบตามมาตรา 5 โจทก์จึงไม่ถือเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง
  • ฎีกาที่ 3281/2562:
    • ประเด็นสำคัญ: ศาลวินิจฉัยว่าการตีความสัญญาต้องเป็นไปตามเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาในทางสุจริต ซึ่งในกรณีนี้ คู่สัญญาประสงค์ให้ระงับข้อพิพาทโดยการเจรจากันก่อน หากไม่สำเร็จจึงค่อยเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การฟ้องคดีโดยไม่ผ่านการเจรจาก่อนจึงขัดต่อเจตนาสุจริตของคู่สัญญา

5.2 หลักสุจริตในความหมายอย่างแคบหรือเฉพาะเรื่อง

ในความหมายแคบ หลักสุจริตหมายถึง “การไม่รู้ข้อเท็จจริง” บางอย่าง ซึ่งการไม่รู้นั้นทำให้บุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังปรากฏใน ป.พ.พ. หลายมาตรา เช่น:

  • มาตรา 412, 413: บุคคลผู้รับทรัพย์ไว้โดยสุจริต (ไม่รู้ว่าเป็นลาภมิควรได้) มีหน้าที่คืนทรัพย์เพียงเท่าที่ยังคงมีอยู่ หรือคืนตามสภาพที่เป็นอยู่
  • มาตรา 1299: บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครอง
  • มาตรา 1310: บุคคลที่สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต (เข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตน) มีสิทธิได้รับค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากเจ้าของที่ดิน

วิเคราะห์กรณีศึกษา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • ฎีกาที่ 9526/2544:
    • ประเด็นสำคัญ: จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิและทราบดีว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น จึงไม่อาจถือว่าได้ปลูกบ้านโดยสุจริตตามความหมายของมาตรา 1310 ซึ่งคำว่า “สุจริต” ในมาตรานี้หมายถึงการเข้าใจผิดว่าตนมีสิทธิปลูกสร้างในที่ดินนั้น
  • ฎีกาที่ 8305/2551:
    • ประเด็นสำคัญ: การพิจารณาว่าสุจริตหรือไม่ ต้องดูในขณะที่ทำการปลูกสร้าง หากขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้จะทราบความจริงในภายหลังก็ตาม การทราบภายหลังไม่ได้ทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลายเป็นไม่สุจริต
  • ฎีกาที่ 10850/2559:
    • ประเด็นสำคัญ: จำเลยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพไปโดยสุจริต (ไม่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิได้รับ) และได้ใช้จ่ายเงินนั้นหมดไปแล้วก่อนถูกเรียกคืน จึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวตามหลักลาภมิควรได้ในมาตรา 412 ซึ่งคุ้มครองผู้ที่รับไว้โดยสุจริต

หลักสุจริตจึงเป็นหลักการที่แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของกฎหมายสัญญา ทำหน้าที่สร้างสมดุลและความเป็นธรรมให้แก่นิติสัมพันธ์ของคู่สัญญา

——————————————————————————–

6. บทสรุป

หลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับสัญญาทั้ง 4 ประการ ได้แก่ หลักเสรีภาพในการทำสัญญา, หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา, หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา และหลักสุจริต ไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่ทำงานประสานกันเพื่อสร้างกรอบของกฎหมายสัญญาที่มีทั้งความยืดหยุ่นและความเป็นธรรม กล่าวคือ บุคคลมี เสรีภาพ ที่จะก่อตั้งนิติสัมพันธ์ตาม เจตนา อันศักดิ์สิทธิ์ของตน เมื่อก่อตั้งขึ้นแล้ว สัญญานั้นย่อมมีความ ผูกพัน ที่ต้องปฏิบัติตาม แต่การใช้สิทธิและการปฏิบัติตามสัญญานั้นต้องกระทำโดย สุจริต

ในการเตรียมตัวสอบ ขอให้นักศึกษาทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของหลักการเหล่านี้ และฝึกฝนนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงในโจทย์ปัญหาต่างๆ การอ้างอิงหลักการพื้นฐานเหล่านี้ควบคู่ไปกับตัวบทกฎหมายและแนวคำพิพากษาฎีกา จะทำให้คำตอบมีน้ำหนักและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในกฎหมายสัญญาอย่างลึกซึ้ง

🎉 สรุปประเด็นสำคัญและฎีกาที่น่าสนใจ: หลักกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับสัญญา (เรื่องที่ 1.1.2)

บทนำ

สัญญาเป็นหัวใจสำคัญของนิติสัมพันธ์ทางพาณิชย์และเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการดำเนินธุรกรรมในชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจหลักกฎหมายเบื้องต้นที่เกี่ยวกับสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) จึงเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายและผู้ประกอบธุรกิจทุกคน หลักการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นกรอบในการสร้างข้อตกลงที่สมบูรณ์และมีผลผูกพัน แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาอีกด้วย เอกสารฉบับนี้จะสรุปและวิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญ 4 ประการ พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและชัดเจนในหลักการอันเป็นเสาหลักของกฎหมายสัญญา

——————————————————————————–

1. หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)

1.1. บทวิเคราะห์ความสำคัญและสาระสำคัญของหลักการ

ในทางปฏิบัติ หลักเสรีภาพในการทำสัญญามิใช่เป็นเพียงรากฐานของระบบเศรษฐกิจเสรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับเอกชนในการจัดสรรความเสี่ยง (risk allocation) และสร้างมูลค่า (value creation) ระหว่างกัน กฎหมายให้การยอมรับหลักการนี้บนพื้นฐานที่ว่าคู่สัญญาซึ่งมีฐานะเท่าเทียมกัน ย่อมสามารถกำหนดสิทธิและหน้าที่ที่สะท้อนเจตนาอันแท้จริงและความต้องการทางธุรกิจของตนได้ดีที่สุด รัฐจึงควรเข้ามาแทรกแซงให้น้อยที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้กลไกของสัญญาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยสาระสำคัญแล้ว หลักเสรีภาพในการทำสัญญาสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ประการ ดังนี้

  1. เสรีภาพในการเข้าทำสัญญา: บุคคลมีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะเข้าทำสัญญาหรือไม่ก็ได้
  2. เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญา: บุคคลมีอิสระที่จะเลือกว่าจะทำสัญญากับบุคคลใด
  3. เสรีภาพในการเลือกข้อสัญญา: คู่สัญญามีอิสระที่จะตกลงกำหนดเนื้อหา สิทธิ และหน้าที่ในสัญญาได้ตามความประสงค์
  4. เสรีภาพในการเลือกแบบของสัญญา: คู่สัญญามีอิสระที่จะเลือกทำสัญญาในรูปแบบใดก็ได้ เว้นแต่กฎหมายจะบังคับให้ต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ

1.2. บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีบทบัญญัติหลายมาตราที่สะท้อนถึงการยอมรับในหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ตัวอย่างเช่น

มาตราสาระสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 483คู่สัญญาซื้อขายสามารถตกลงกันให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินหรือการรอนสิทธิได้
ป.พ.พ. มาตรา 544โดยหลักแล้วผู้เช่าจะนำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงไม่ได้ แต่คู่สัญญาสามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่าได้
ป.พ.พ. มาตรา 457โดยหลักแล้วค่าธรรมเนียมการทำสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อและผู้ขายออกเท่ากัน แต่คู่สัญญาสามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้

1.3. ข้อจำกัดของหลักเสรีภาพในการทำสัญญา

แม้คู่สัญญาจะมีเสรีภาพในการกำหนดข้อตกลง แต่เสรีภาพนั้นมิได้ไร้ขีดจำกัด ข้อตกลงที่ทำขึ้นต้องไม่อยู่เหนือกฎหมาย โดย ป.พ.พ. ได้วางกรอบที่สำคัญไว้ใน มาตรา 150 ซึ่งบัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ” และ มาตรา 151 ที่ระบุว่าการใดที่แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี การนั้นไม่เป็นโมฆะ บทบัญญัติทั้งสองมาตรานี้ทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมมิให้การใช้เสรีภาพในการทำสัญญานำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมายและความสงบสุขของสังคมโดยรวม

1.4. ฎีกาที่น่าสนใจ

ตัวอย่างฎีกาที่สนับสนุนหลักการ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2519: โจทก์ตกลงส่งจำเลยไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยต้องกลับมาทำงานให้โจทก์เป็นเวลา 5 ปี ตามอัตราเงินเดือนที่โจทก์กำหนด ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าว ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยทำงานได้เพียง 1 ปี 3 เดือนแล้วลาออก จึงถือว่าผิดสัญญาและต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลยอมรับข้อตกลงที่คู่สัญญาทำขึ้นบนพื้นฐานของเสรีภาพในการทำสัญญา
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5915/2548: กรณีสัญญาซื้อขายที่ดิน แม้ ป.พ.พ. มาตรา 457 จะกำหนดเป็นหลักว่าให้คู่สัญญาออกค่าธรรมเนียมเท่ากัน แต่มาตราดังกล่าวยังเปิดช่องให้คู่สัญญาตกลงกัน “เป็นอย่างอื่น” ได้ เมื่อคู่สัญญาในคดีนี้ตกลงกันให้ต่างฝ่ายต่างออกค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง ศาลจึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันและบังคับใช้ได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักการที่ว่าคู่สัญญามีเสรีภาพที่จะกำหนดข้อตกลงที่แตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2552: สัญญาเช่าที่ดิน 30 ปี ระบุให้เช่าช่วงได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นตึกเท่านั้น ศาลตีความว่าคู่สัญญามีเจตนาให้เช่าช่วงที่ดินเปล่าได้ เมื่อจำเลยนำที่ดินไปให้เช่าช่วงจึง ไม่ถือว่าผิดสัญญา เพราะเป็นไปตามเสรีภาพที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้แต่แรก

ตัวอย่างฎีกาเกี่ยวกับข้อจำกัดของหลักการ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6921/2558: สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อตกลงให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งเป็นภาระภาษีอากรที่กฎหมายบังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้จะขายโดยเฉพาะ ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงที่พยายาม ผลักภาระภาษีอากรที่กฎหมายบังคับเป็นการเฉพาะ เช่นนี้ เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1799/2563: จำเลยโฆษณาให้กู้เงินโดยระบุว่า “ไม่โอนเล่ม ไม่จดจำนอง” แต่กลับให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ข้อสัญญาเกิดขึ้นจากการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2563: คู่สัญญาทำสัญญาจดจำนองที่ดินเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขาย เนื่องจากที่ดินติดข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปีตามกฎหมายที่ดิน ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาจดจำนองเป็นนิติกรรมอำพรางจึงตกเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาซื้อขายที่ถูกอำพรางไว้ก็มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึง ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เช่นกัน

นอกจากหลักเสรีภาพในการทำสัญญาแล้ว การที่สัญญาจะเกิดขึ้นและมีผลผูกพันได้นั้น ยังต้องอาศัยอีกหลักการหนึ่งที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง นั่นคือ “หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา”

——————————————————————————–

2. หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา (Autonomy of Will)

2.1. บทวิเคราะห์ความสำคัญและสาระสำคัญของหลักการ

หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาเป็นรากฐานทางปรัชญาที่ให้ความหมายและอำนาจทางกฎหมายแก่หลักเสรีภาพในการทำสัญญา เพราะเสรีภาพในการเลือกจะไร้ความหมายหากกฎหมายไม่ยอมรับว่าเจตนาที่แสดงออกนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และก่อให้เกิดผลผูกพัน หลักการนี้ ซึ่งมีที่มาจากแนวคิดของ ชาร์ล เดอมูแลง (Charles Dumoulin) นักกฎหมายชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 ยืนยันว่าเจตนาของเอกชนคืออำนาจสูงสุดในการสร้างนิติสัมพันธ์ และเมื่อเจตนานั้นได้แสดงออกมาจนก่อเกิดเป็นสัญญาแล้ว รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง เว้นแต่จะขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการนี้จึงเป็นเสาหลักที่รับรองว่าเจตนาโดยสมัครใจของปัจเจกชนนั้นมีผลบังคับใช้ได้จริงตามกฎหมาย

2.2. ฎีกาที่น่าสนใจ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2930/2519: โจทก์ลงชื่อมอบใบหุ้นให้ธนาคารเป็นประกันหนี้ โดยมีข้อตกลงว่าหากไม่ชำระหนี้ ธนาคารสามารถโอนหุ้นเป็นของตนเองได้ ศาลยอมรับข้อตกลงดังกล่าวตามเจตนาของคู่สัญญา และวินิจฉัยว่าเมื่อธนาคารโอนหุ้นตามข้อสัญญา ย่อมทำได้โดยชอบ
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2548: โจทก์ (สัญชาติอังกฤษ) ทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลย (นิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน) โดยในสัญญาระบุชัดเจนว่า ให้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาได้ยอมรับเจตนาของคู่สัญญาในการเลือกกฎหมายที่จะใช้บังคับกับสัญญาของตน ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาของคู่สัญญา

เมื่อเจตนาของคู่สัญญาได้รับการยอมรับว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และได้ก่อให้เกิดเป็นสัญญาขึ้นแล้ว หลักการถัดมาคือ “สัญญาต้องเป็นสัญญา” จะเข้ามาเป็นเครื่องยืนยันถึงความผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามนั้น

——————————————————————————–

3. หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)

3.1. บทวิเคราะห์ความสำคัญและสาระสำคัญของหลักการ

หลัก “สัญญาต้องเป็นสัญญา” (Pacta sunt servanda) คือกลไกการบังคับใช้ในทางปฏิบัติที่เป็นผลโดยตรงมาจากหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา หากเจตนาของคู่สัญญามีความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากเจตนานั้นย่อมต้องมีผลผูกพันและต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หลักการนี้จึงทำหน้าที่เป็นหลักประกันที่สร้างความเชื่อมั่นและความแน่นอนในนิติสัมพันธ์ทางพาณิชย์ โดยยืนยันว่าคู่สัญญาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือบอกเลิกสัญญาตามอำเภอใจไม่ได้ หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดทางศาสนาที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องรักษาคำมั่นสัญญา และได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังปรากฏใน อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อ 26 ที่ระบุว่า “สนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับทุกฉบับย่อมผูกพันภาคีแห่งสนธิสัญญาและภาคีนั้นจะต้องเป็นไปตามสนธิสัญญานั้นด้วยความสุจริต”

3.2. ฎีกาที่น่าสนใจ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2552: สัญญาให้ทุนฝึกอบรมกำหนดเบี้ยปรับ 3 เท่า หากผู้รับทุนไม่กลับมาทำงานตามสัญญา ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ตกลงตามสัญญานั้นแล้ว ย่อมมีทางเลือกว่าจะกลับมาทำงานหรือจะชดใช้เงินพร้อมเบี้ยปรับ ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2559: แม้โดยปกติสัญญาเช่าจะคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสำคัญ แต่เมื่อผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ตกลงทำสัญญากันแล้ว สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา และมีผลผูกพันไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาเช่า จะกลับไปพิจารณาคุณสมบัติของผู้เช่าอีกไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามสัญญานั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักการสำคัญที่ควบคุมความสัมพันธ์ของคู่สัญญาให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม

——————————————————————————–

4. หลักสุจริต (Good Faith)

4.1. บทวิเคราะห์ความสำคัญและสาระสำคัญของหลักการ

หลักสุจริต (bona fides) เป็นกลไกปรับสมดุลที่สำคัญยิ่ง ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม (moderator) การใช้หลักการอื่น ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ความศักดิ์สิทธิ์แห่งเจตนา หรือความผูกพันของสัญญา เพื่อป้องกันมิให้หลักการเหล่านั้นถูกใช้ไปในทางที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นการเอารัดเอาเปรียบ หลักการนี้ซึ่งมีที่มาจากกฎหมายโรมัน และกฎหมายไทยได้รับอิทธิพลผ่านมาทางประมวลกฎหมายแพ่งของสวิสและเยอรมัน ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานกลางในการประพฤติปฏิบัติของคู่สัญญา เพื่อให้เกิดความซื่อสัตย์และความเป็นธรรมในการใช้สิทธิและการชำระหนี้

ในระบบกฎหมายไทย คำว่า “สุจริต” มีความหมาย 2 ประการ คือ ความหมายอย่างกว้าง (ความหมายทั่วไป) และความหมายอย่างแคบ (เฉพาะเรื่อง)

4.2. หลักสุจริตตามความหมายทั่วไป

หลักสุจริตในความหมายอย่างกว้าง เป็นมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคลว่าได้กระทำไปโดยซื่อสัตย์และเป็นธรรมหรือไม่ ดังที่ปรากฏในบทบัญญัติต่อไปนี้

มาตราสาระสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 5ในการใช้สิทธิและการชำระหนี้ บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต
ป.พ.พ. มาตรา 6ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต
ป.พ.พ. มาตรา 368การตีความสัญญา ให้ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย

ตัวอย่างฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13267/2557: กรรมการบริษัทสั่งจ่ายเช็คหลังจากบริษัทได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว โดยรู้อยู่แล้วแต่ยังนำเช็คไปขายลด เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงเป็นการ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และไม่อาจอ้างการสิ้นสภาพของบริษัทมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อพ้นความรับผิดได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2560: โจทก์รู้ดีว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ แต่กลับนำมาฟ้องจำเลย ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามมาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2562: ศาลชี้ว่าการตีความสัญญาต้องเป็นไปตามเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญา ในทางสุจริต และเมื่อสัญญากำหนดให้ระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาก่อน หากไม่สำเร็จจึงเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ต้องตีความตามเจตนานั้น

4.3. หลักสุจริตตามความหมายอย่างแคบ (เฉพาะเรื่อง)

หลักสุจริตในความหมายอย่างแคบ มักใช้ในบริบทเฉพาะของกฎหมายบางมาตรา ซึ่งหมายถึง การไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง อันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

มาตราสาระสำคัญ
ป.พ.พ. มาตรา 412, 413บุคคลที่รับทรัพย์ไว้โดย สุจริต จากลาภมิควรได้ ต้องคืนทรัพย์เพียงเท่าที่ยังมีอยู่ หรือตามสภาพที่เป็นอยู่
ป.พ.พ. มาตรา 1299การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่จดทะเบียน จะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดย สุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดย สุจริต แล้วไม่ได้
ป.พ.พ. มาตรา 1310บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินผู้อื่นโดย สุจริต (เข้าใจว่าเป็นที่ดินของตน) เจ้าของที่ดินต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้

ตัวอย่างฎีกาที่เกี่ยวข้อง

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9526/2544: จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิและขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินเดิม จึงทราบดีว่าที่ดินเป็นของผู้อื่น ถือว่าเป็นการปลูกสร้างโดย ไม่สุจริต ตามความหมายของมาตรา 1310 จึงไม่อาจบังคับให้เจ้าของที่ดินคนใหม่รับซื้อโรงเรือนได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2551: การพิจารณาว่าสร้างโรงเรือนโดยสุจริตหรือไม่ ต้องดูในขณะที่ปลูกสร้าง หากในขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดย สุจริต แม้จะมาทราบภายหลังก็ไม่ทำให้การกระทำที่สุจริตไปแล้วกลับกลายเป็นไม่สุจริต
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2559: จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพ แต่โจทก์จ่ายให้โดยผิดหลง ถือเป็นลาภมิควรได้ แต่เมื่อจำเลยรับเงินไว้โดย สุจริต (ไม่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิ) และได้ใช้จ่ายเงินนั้นหมดไปแล้วก่อนถูกเรียกคืน จึงไม่ต้องคืนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 412

บทสรุป

หลักกฎหมายพื้นฐานทั้ง 4 ประการนี้ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ แต่มีความสัมพันธ์และคานอำนาจซึ่งกันและกันอย่างซับซ้อน หลักเสรีภาพในการทำสัญญาและหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนาเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดนิติสัมพันธ์ ขณะที่หลักสัญญาต้องเป็นสัญญาเป็นกลไกที่รับประกันความแน่นอนของนิติสัมพันธ์นั้น แต่ทั้งหมดนี้ถูกกำกับดูแลโดยหลักสุจริต ซึ่งทำหน้าที่เป็นมโนธรรมของระบบกฎหมายสัญญา ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาททางสัญญามักเกิดขึ้น ณ จุดที่หลักการเหล่านี้ขัดแย้งกัน เช่น กรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอ้าง “หลักเสรีภาพในการทำสัญญา” เพื่อบังคับใช้ข้อตกลงที่เอาเปรียบ ขณะที่อีกฝ่ายโต้แย้งโดยอาศัย “หลักสุจริต” เพื่อขอความเป็นธรรม ศาลจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของข้อตกลงที่ชัดแจ้งกับหน้าที่แฝงเร้นที่จะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม การทำความเข้าใจพลวัตความสัมพันธ์ของหลักการเหล่านี้จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายในการปรับใช้กฎหมายสัญญาให้เกิดประสิทธิภาพและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในที่สุด

🪂 หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) เป็นหลักกฎหมายสำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสัญญาในเบื้องต้น โดยมีรากฐานความคิดมาจากการพัฒนาแนวคิดของลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งส่งผลให้แนวคิดในการทำสัญญาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของอิสรภาพและเสรีภาพ

รายละเอียดเกี่ยวกับหลักเสรีภาพในการทำสัญญา สามารถอธิบายได้ดังนี้:

1. ความหมายและขอบเขตของอิสระของคู่สัญญา

ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา คู่สัญญามีอิสรภาพหรือมีเสรีภาพในการที่จะเข้าทำสัญญา ตกลงในข้อสัญญา และรวมถึงข้อตกลงที่จะระงับการก่อให้เกิดสัญญา.

ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ธนิตกุล ได้กล่าวถึงเสรีภาพในการทำสัญญาว่าเป็น เสรีภาพ 4 ประการ ดังนี้:

1. เสรีภาพในการเข้าทำสัญญา

2. เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญา

3. เสรีภาพในการเลือกข้อสัญญา

4. เสรีภาพในการเลือกแบบของสัญญา

หลักการนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า คู่สัญญามีฐานะในการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น สัญญาที่ทำขึ้นจึงต้องเป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา โดยที่คู่สัญญาประสงค์ที่จะเข้าทำสัญญากันจริง และมิได้มีการข่มขู่หรือบังคับให้ทำสัญญา ซึ่งหลักการนี้ยังเป็นหลักอิสระในทางแพ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญทางนิติศาสตร์

2. ตัวอย่างการใช้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาในกฎหมาย

หลักเสรีภาพในการทำสัญญาสะท้อนให้เห็นในการบัญญัติกฎหมายหลายมาตราในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เช่น:

• เรื่องการรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิ: โดยหลักแล้ว หากมีความชำรุดบกพร่องหรือมีการรอนสิทธิจากทรัพย์ที่ซื้อขาย ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้. อย่างไรก็ตาม โดยอาศัยหลักเสรีภาพในการทำสัญญา คู่สัญญาซื้อขายอาจตกลงกันว่า ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 483.

• เรื่องการเช่าช่วง: โดยหลักแล้ว ผู้เช่าไม่มีสิทธินำทรัพย์ที่ตนเช่าออกให้เช่าช่วง. แต่ ป.พ.พ. มาตรา 544 บัญญัติว่า หาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการทำสัญญาที่ให้ผู้เช่าสามารถนำทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้ หากตกลงกับผู้ให้เช่าไว้.

• เรื่องค่าธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขาย: ตาม ป.พ.พ. มาตรา 457 กำหนดว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย. แต่โดยหลักเสรีภาพในการทำสัญญา คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นก็ได้.

3. ข้อจำกัดของหลักเสรีภาพในการทำสัญญา

แม้หลักเสรีภาพในการทำสัญญาจะให้อิสระแก่คู่สัญญาในการตกลงกันอย่างไรก็ได้ แต่ความตกลงหรือข้อสัญญาดังกล่าวย่อมถูกควบคุมโดยบทบัญญัติของกฎหมายเช่นกัน ข้อจำกัดที่สำคัญคือ:

• วัตถุประสงค์ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย: ความตกลงหรือข้อสัญญานั้นต้องไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย.

• ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน: ข้อตกลงต้องไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน. หากข้อตกลงที่ทำขึ้นเป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อหลักการเหล่านี้ สัญญานั้นย่อมมีผลเป็น โมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150.

4. แนวคิดการควบคุมสัญญา (Control to Contract)

ในยุคปัจจุบัน สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปและการที่คู่สัญญามีความไม่เท่าเทียมกันในฐานะการต่อรอง สถานะทางการเงิน ทำให้เกิดแนวคิดในการควบคุมสัญญา (Control to Contract) ขึ้น ซึ่งถือเป็นการ แทรกแซงหลักเสรีภาพในการทำสัญญา โดยรัฐ เพื่อรักษาความยุติธรรมในสังคม.

ตัวอย่างกฎหมายที่นำแนวคิดการควบคุมสัญญามาใช้ในประเทศไทย ได้แก่:

• พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม): ถือเป็นกฎหมายกลางของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา. กฎหมายนี้ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการทำสัญญา และกำหนดให้ธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้.

• พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540: กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ หรือในสัญญาสําเร็จรูปที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น. การบัญญัติกฎหมายนี้ก็เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการที่ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าถือโอกาสเอาเปรียบคู่สัญญาที่ด้อยกว่าทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา.

🍢 หลักสุจริต (Good Faith) เป็นหลักกฎหมายพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการควบคุมและเป็นมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาหรือการใช้สิทธิ การทำความเข้าใจหลักนี้อย่างละเอียด สามารถอธิบายได้ดังนี้:

1. ต้นกำเนิดและความหมายของหลักสุจริต

หลักสุจริต หรือ bona \\ fides ในภาษาละติน แปลว่า ซื่อสัตย์หรือสัจจะที่ดี

• ต้นกำเนิดในระบบกฎหมายโรมัน หลักสุจริตปรากฏขึ้นครั้งแรกในระบบกฎหมายโรมัน (ประมาณศตวรรษที่ 2) โดยมีความเชื่อว่าหลักการนี้จะเป็นหลักที่สร้างความเชื่อมั่นว่าชาวโรมันจะประพฤติปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ หลักสุจริตถือกำเนิดขึ้นโดยการสอดแทรกอยู่ในกฎหมายวิธีสบัญญัติ ก่อนที่จะได้มีการกระจายหรือขยายออกสู่กฎหมายสารบัญญัติและปรากฏชัดเจนมากในเรื่องของสัญญาในยุคโรมัน

• ความหมายตามแนวคิดสากล คำว่า Good Faith ในภาษาอังกฤษ หมายถึงสภาวะทางจิตใจที่ประกอบด้วย:

    1. ความซื่อสัตย์ในความเชื่อถือหรือวัตถุประสงค์

    2. ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่หรือหนี้ของตน

    3. ความมีเหตุผลในการต่อรองทางการค้าอย่างเป็นธรรม

    4. การไร้ซึ่งเจตนาหลอกหลวงหรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

2. การสืบทอดและอิทธิพลต่อกฎหมายต่างประเทศ

หลังจากสิ้นสุดยุคโรมัน หลักสุจริตได้ถูกสืบทอดและกระจายไปยังระบบกฎหมายของประเทศต่างๆ ดังที่ปรากฏในกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น:

• ประมวลกฎหมายฝรั่งเศส (มาตรา 1134 วรรคสาม) ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติตามสัญญาต้องกระทำโดยสุจริต

• ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน (มาตรา 242) ซึ่งกำหนดว่า ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามการชำระหนี้โดยสุจริต โดยวิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย

• ประมวลกฎหมายแพ่งสวิส (มาตรา 2 วรรคแรก) ซึ่งวางหลักว่าบุคคลทุกคนต้องใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

• ในกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสุจริตปรากฏอยู่ใน อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties 1969) ข้อ 26 โดยบัญญัติว่า สนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับทุกฉบับย่อมผูกพันภาคีแห่งสนธิสัญญาและภาคีนั้นจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นด้วยความสุจริต

3. การใช้หลักสุจริตในกฎหมายไทย

หลักสุจริตในประเทศไทยนั้นได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากประมวลกฎหมายแพ่งสวิส มาตรา 2 และอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายไทยได้รับอิทธิพลในการบัญญัติหลักสุจริตมาจากประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน

หลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) สามารถแบ่งความหมายได้เป็น 2 ประการ:

ก. หลักสุจริตตามความหมายทั่วไป (เป็นมาตรฐานทั่วไปในการวัดความประพฤติของบุคคล):

• เป็นการกำหนดให้บุคคลต้องใช้สิทธิและชำระหนี้โดยสุจริต ตัวอย่างบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เช่น:

    ◦ มาตรา 5 บัญญัติว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชาระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทาโดยสุจริต”

    ◦ มาตรา 6 บัญญัติว่า “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทาการโดยสุจริต”

    ◦ มาตรา 368 บัญญัติว่า “สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย”

ข. หลักสุจริตตามความหมายอย่างแคบหรือเฉพาะเรื่อง:

• ในความหมายนี้ มักจะหมายถึง “ความไม่รู้ข้อเท็จจริงของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งส่งผลต่อขอบเขตความรับผิดหรือการได้มาซึ่งสิทธิ ตัวอย่างบทบัญญัติที่ใช้หลักนี้ ได้แก่:

    ◦ เรื่องลาภมิควรได้: มาตรา 412 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลได้รับเงินไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิได้ควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน. หากเป็นทรัพย์สินอื่นนอกจากจำนวนเงิน และบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต ท่านว่าบุคคลเช่นนั้นจำต้องคืนทรัพย์สินเพียงตามสภาพที่เป็นอยู่ และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลาย.

    ◦ เรื่องได้มาโดยทางทะเบียน: มาตรา 1299 บัญญัติว่า สิทธิที่ยังมิได้จดทะเบียนมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว.

    ◦ เรื่องปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น: มาตรา 1310 บัญญัติว่า บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น ๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading