1461 กฎหมายปกครอง หน่วยที่ 3 การจัดองค์กรฝ่ายปกครอง
คู่มือทบทวนความรู้: กฎหมายปกครอง หน่วยที่ 3 การจัดองค์กรฝ่ายปกครอง
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อทบทวนความเข้าใจในภารกิจหลักสองด้านของฝ่ายปกครอง ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการจัดทำบริการสาธารณะ โดยสรุปเนื้อหาสำคัญจากบริบทที่ให้มา เพื่อใช้ในการศึกษาและเตรียมความพร้อม
——————————————————————————–
แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามแบบตอบสั้น)
คำสั่ง: โปรดตอบคำถามต่อไปนี้โดยใช้ข้อมูลจากเนื้อหาที่ศึกษา คำตอบควรมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค
- “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” (L’ordre public) ตามแนวคิดกฎหมายปกครองประกอบด้วยองค์ประกอบหลักอะไรบ้าง?
- จงอธิบายความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ตำรวจทางปกครอง” (Police Administrative) และ “ตำรวจทางยุติธรรม” (Police Judiciaire) ในแง่ของเป้าหมายและที่มาของอำนาจ
- ตำรวจทางปกครองทั่วไป (Police Administrative Générale) และ ตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน (Police Administrative Spéciale) แตกต่างกันอย่างไร?
- หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Le principe de légalité) มีความสำคัญต่อการใช้อำนาจของตำรวจทางปกครองอย่างไร?
- หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) หมายความว่าอย่างไร และจงยกตัวอย่างการใช้อำนาจที่อาจขัดต่อหลักการนี้
- บริการสาธารณะ (Service Public) ตามแนวคิดของนักกฎหมายปกครองคืออะไร?
- จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) และ บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
- กฎของโรลองด์ (Lois de Rolland) ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการอะไรบ้าง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการจัดทำบริการสาธารณะ?
- หลักความต่อเนื่อง (Le principe de continuité) ส่งผลต่อการจำกัดสิทธิของเจ้าหน้าที่หรือการปรับแก้สัญญาของรัฐกับเอกชนอย่างไร?
- หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Le principe de mutabilité) ให้อำนาจและหน้าที่แก่ฝ่ายปกครองในเรื่องใด และผู้ใช้บริการสามารถอ้างสิทธิที่จะได้รับบริการรูปแบบเดิมตลอดไปได้หรือไม่?
——————————————————————————–
คำถามเรียงความเพื่อการอภิปราย
คำสั่ง: โปรดไตร่ตรองและตอบคำถามต่อไปนี้ในรูปแบบเรียงความ เพื่อสำรวจประเด็นที่ซับซ้อนและส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ (ไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้)
- ท่านเห็นว่าหลักการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง (ความชอบด้วยกฎหมาย, การตรวจสอบโดยศาล, ความได้สัดส่วน) สามารถสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเฉพาะในสถานการณ์พิเศษ เช่น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
- จากแนวคิดการแบ่งแยกระหว่างบริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) และบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) จงวิเคราะห์กิจการของรัฐวิสาหกิจไทยหนึ่งแห่ง (เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ว่ามีลักษณะเป็น SPA หรือ SPIC มากกว่ากัน และการจัดประเภทดังกล่าวส่งผลต่อการกำกับดูแลและเขตอำนาจศาลอย่างไร
- หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะอาจขัดแย้งกับสิทธิในการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จงอภิปรายถึงแนวทางการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะในการได้รับบริการอย่างไม่หยุดชะงักกับสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน
- ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Mutability) ของบริการสาธารณะมีความท้าทายอย่างไร ฝ่ายปกครองควรปรับตัวอย่างไรเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ในการยกระดับบริการสาธารณะให้ตอบสนองต่อหลักความเสมอภาคและความต่อเนื่องได้อย่างแท้จริง
- เมื่อพิจารณาถึงอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ท่านคิดว่า “บริการสาธารณะที่จำเป็น” ที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และภารกิจของฝ่ายปกครองในฐานะผู้จัดทำบริการสาธารณะจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปในทิศทางใด
——————————————————————————–
เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ
- “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ความปลอดภัย (Sécurité) คือการป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน 2) ความสงบสุข (Tranquillité) คือการป้องกันการรบกวนและเสียงดัง 3) สุขอนามัย (Salubrité) คือการดูแลความสะอาดและป้องกันโรคระบาด และ 4) ศีลธรรมอันดีของประชาชน (Moralité publique) คือการป้องกันสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่
- ตำรวจทางปกครองมีเป้าหมายเพื่อ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความไม่สงบเรียบร้อย โดยใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ในขณะที่ตำรวจทางยุติธรรมมีเป้าหมายเพื่อ “ปราบปราม” และจัดการเมื่อมีความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว โดยดำเนินการภายใต้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและอยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายตุลาการ
- ตำรวจทางปกครองทั่วไป คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม ไม่จำกัดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น นายกรัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน คือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เช่น เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ หรือเจ้าหน้าที่ สคบ.
- หลักความชอบด้วยกฎหมายกำหนดว่า การกระทำหรือคำสั่งใดๆ ของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดเจนเสมอ ฝ่ายปกครองไม่สามารถอ้างความจำเป็นลอยๆ เพื่อใช้อำนาจได้ แต่ต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับการกระทำนั้นๆ
- หลักความจำเป็นและได้สัดส่วนหมายความว่า มาตรการที่ฝ่ายปกครองใช้ต้องมีความจำเป็นเพื่อป้องกันความไม่สงบ และต้องเหมาะสมกับความร้ายแรงของสถานการณ์ ตัวอย่างที่อาจขัดต่อหลักการนี้คือ การห้ามการชุมนุมโดยสงบเพียงเพราะกลัวว่าจะมีการส่งเสียงดังเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ
- บริการสาธารณะคือกิจกรรมใดๆ ที่รัฐเห็นว่าจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อสนองความต้องการของประชาชนที่กลไกตลาดของเอกชนอาจทำได้ไม่ดีพอหรือไม่ครอบคลุม ซึ่งรัฐอาจเป็นผู้ดำเนินการเองหรือมอบหมายให้เอกชนทำแทนภายใต้การกำกับดูแลก็ได้
- บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) เป็นบริการพื้นฐานที่จำเป็นซึ่งมักผูกขาดโดยรัฐและใช้อำนาจรัฐสูง เช่น การป้องกันประเทศ หรือการทำบัตรประชาชน ข้อพิพาทจะขึ้นสู่ศาลปกครองเป็นหลัก ส่วนบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) มีลักษณะคล้ายธุรกิจเอกชนและอาจมีการแข่งขัน เช่น การรถไฟ การไฟฟ้า ข้อพิพาทบางส่วนอาจขึ้นสู่ศาลยุติธรรม
- กฎของโรลองด์ประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักความเสมอภาค (Principe d’égalité) 2) หลักความต่อเนื่อง (Principe de continuité) และ 3) หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Principe de mutabilité / d’adaptation)
- หลักความต่อเนื่องอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิบางอย่างของเจ้าหน้าที่ เช่น การจำกัดสิทธินัดหยุดงานในบริการที่จำเป็น หรือการกำหนดให้มี “บริการขั้นต่ำ” (Service minimum) นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของ “ทฤษฎีการไม่คาดการ” (Théorie de l’imprévision) ที่อนุญาตให้รัฐปรับแก้สัญญาเพื่อประคับประคองให้เอกชนสามารถให้บริการต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
- หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทั้งอำนาจและหน้าที่แก่ฝ่ายปกครองในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน หรือแม้แต่ยกเลิกบริการสาธารณะเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงไม่สามารถอ้างสิทธิที่จะได้รับบริการในรูปแบบเดิมตลอดไปได้ เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ดีกว่าเสมอ
——————————————————————————–
อภิธานศัพท์คำสำคัญ
| คำศัพท์ | คำนิยาม |
| ความสงบเรียบร้อยของประชาชน (L’ordre public) | สภาวะพื้นฐานที่สังคมต้องการเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ประกอบด้วยความปลอดภัย ความสงบสุข สุขอนามัย และศีลธรรมอันดีของประชาชน |
| ตำรวจทางปกครอง (Police Administrative) | อำนาจของฝ่ายปกครองที่เน้นการ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม โดยใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร |
| ตำรวจทางยุติธรรม (Police Judiciaire) | บทบาทของตำรวจในการ “ปราบปราม” สืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิดภายหลังจากที่ความผิดอาญาได้เกิดขึ้นแล้ว โดยใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา |
| ตำรวจทางปกครองทั่วไป (Police Administrative Générale) | เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (เช่น นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีมหาดไทย, ผู้ว่าราชการจังหวัด) ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม ไม่จำกัดเฉพาะเรื่อง |
| ตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน (Police Administrative Spéciale) | เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยเฉพาะเรื่องตามที่กฎหมายฉบับนั้นๆ กำหนดไว้ เช่น เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข |
| หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Le principe de légalité) | หลักการที่ว่าการกระทำหรือคำสั่งของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้เสมอ |
| หลักการตรวจสอบโดยศาล (Le contrôle juridictionnel) | หลักการที่ว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองสามารถถูกตรวจสอบและเพิกถอนได้โดยศาล (ศาลปกครอง) หากประชาชนเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย |
| หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) | หลักการที่ว่ามาตรการที่ฝ่ายปกครองใช้จะต้องมีความจำเป็นและเหมาะสมกับความร้ายแรงของสถานการณ์ ไม่รุนแรงเกินกว่าเหตุ |
| บริการสาธารณะ (Service Public) | กิจกรรมที่รัฐจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งกลไกตลาดเอกชนอาจไม่สามารถตอบสนองได้ดีพอ |
| บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) | บริการสาธารณะที่เป็นพื้นฐานจำเป็น มักผูกขาดโดยรัฐ ใช้อำนาจมหาชนในการดำเนินงาน และข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง เช่น การป้องกันประเทศ, การทำทะเบียนราษฎร |
| บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) | บริการสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายการดำเนินธุรกิจของเอกชน อาจมีการแข่งขันและใช้กฎหมายเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟ, การไฟฟ้า, การประปา |
| กฎของโรลองด์ (Lois de Rolland) | หลักการสำคัญ 3 ประการที่เป็นหัวใจของการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งสรุปโดย หลุยส์ โรลองด์ (Louis Rolland) |
| หลักความเสมอภาค (Le principe d’égalité) | ผู้ใช้บริการทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร |
| หลักความต่อเนื่อง (Le principe de continuité) | บริการสาธารณะที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันต้องดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอและไม่หยุดชะงักโดยง่าย |
| หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Le principe de mutabilité) | บริการสาธารณะต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ |
| ทฤษฎีการไม่คาดการ (Théorie de l’imprévision) | แนวคิดทางกฎหมายที่อาจอนุญาตให้รัฐเข้าไปปรับแก้สัญญาที่ทำกับเอกชนได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก เพื่อให้บริการสาธารณะดำเนินต่อไปได้ |
Administrative Law in Two Hours
คู่มือทบทวนวิชากฎหมายปกครอง
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการทบทวนความเข้าใจในหลักการสำคัญของกฎหมายปกครอง โดยอิงจากเนื้อหาต้นฉบับอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยแบบทดสอบความเข้าใจพร้อมเฉลย คำถามเรียงความเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึก และอภิธานศัพท์ที่รวบรวมคำศัพท์สำคัญพร้อมคำจำกัดความ
แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามแบบสั้น)
คำแนะนำ: ตอบคำถามแต่ละข้อโดยใช้ความยาว 2-3 ประโยค เพื่อประเมินความเข้าใจในแนวคิดหลัก
- เหตุใดกฎหมายปกครองจึงถูกพิจารณาว่าเป็น “กฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในทางปฏิบัติ”
- อธิบายความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย” (Legal Review) และ “การตรวจสอบความเหมาะสม” (Merits Review)
- หลักการพื้นฐานสองประการของหลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติ (Natural Justice) คืออะไร
- จงระบุหมายดั้งเดิม (Prerogative Writs) ทั้งสี่ประเภท และอธิบายหน้าที่ของแต่ละประเภทโดยสังเขป
- การตัดสินใจประเภทใดบ้างที่สามารถถูกตรวจสอบได้ภายใต้พระราชบัญญัติการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครอง (ADJR Act)
- อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias) คืออะไร และแตกต่างจากอคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias) อย่างไร
- หลักการ “ไม่มีพยานหลักฐาน” (No Evidence Rule) ในกฎหมายปกครองคืออะไร
- บทบาทและอำนาจที่สำคัญของคณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (Administrative Appeals Tribunal – AAT) คืออะไร
- เหตุใดคณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (AAT) จึงสามารถทำการตรวจสอบความเหมาะสมได้ แต่ศาลทำไม่ได้
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) มีบทบาทและอำนาจอย่างไรในการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล
——————————————————————————–
เฉลยแบบทดสอบ
- กฎหมายปกครองถูกพิจารณาว่าเป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้สิทธิแก่ประชาชนทั่วไปในการโต้แย้งการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ และป้องกันไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางทุจริต กฎหมายนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าสิทธิต่างๆ ที่ประชาชนมีนั้นจะได้รับการเคารพจากฝ่ายปกครอง
- การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review) ซึ่งกระทำโดยศาล จะพิจารณาเพียงว่าการตัดสินใจนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่ ในขณะที่การตรวจสอบความเหมาะสม (Merits Review) ซึ่งกระทำโดยคณะตุลาการ สามารถพิจารณาได้ว่าการตัดสินใจนั้นเป็น “การตัดสินใจที่ดี มีเหตุผล หรือสมควร” หรือไม่
- หลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติประกอบด้วย 2 หลักการคือ: 1) หลักการรับฟัง (Hearing Rule) ซึ่งระบุว่าบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจมีสิทธิที่จะได้รับการรับฟังก่อนมีการตัดสินใจ และ 2) หลักการปราศจากอคติ (Bias Rule) ซึ่งระบุว่าบุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจที่ปราศจากอคติ
- หมายดั้งเดิมทั้งสี่ประเภท ได้แก่: 1) Certiorari (หมายเรียกสำนวน) ใช้เรียกการตัดสินใจมาให้ศาลตรวจสอบ 2) Mandamus (หมายบังคับ) ใช้บังคับให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย 3) Prohibition (หมายห้าม) ใช้สั่งห้ามหน่วยงานรัฐกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ 4) Habeas Corpus (หมายเรียกตัว) ใช้เรียกตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวมาปรากฏต่อหน้าศาลเพื่อให้รัฐพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวนั้น
- ภายใต้ ADJR Act สามารถตรวจสอบได้ 3 กรณีคือ: 1) การตัดสินใจที่มีลักษณะเป็นการบริหารที่กระทำภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย (Enactment) 2) การละเลยหรือปฏิเสธที่จะทำการตัดสินใจดังกล่าว และ 3) การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว
- อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias) คือสถานการณ์ที่ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางและมีเหตุผลอาจเห็นว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจไม่มีความเป็นกลาง แม้ว่าในความเป็นจริงผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจไม่ได้มีอคติเลยก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากอคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias) ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจมีใจเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งอยู่แล้วก่อนที่จะพิจารณาหลักฐาน
- หลักการ “ไม่มีพยานหลักฐาน” ระบุว่า หากข้อเท็จจริงใดที่เป็นสาระสำคัญต่อการตัดสินใจกลับกลายเป็นว่าไม่เป็นความจริง หรือไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น การตัดสินใจดังกล่าวจะถือว่าไม่สมบูรณ์และสามารถเพิกถอนได้
- AAT คือคณะตุลาการกลางที่มีอำนาจกว้างขวางในการพิจารณาคำอุทธรณ์ต่อการตัดสินใจทางปกครอง อำนาจที่สำคัญที่สุดของ AAT คือความสามารถในการตรวจสอบได้ทั้งความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review) และความเหมาะสมของการตัดสินใจ (Merits Review) ซึ่งแตกต่างจากศาล
- เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ศาลเป็นองค์กรฝ่ายตุลาการ จึงทำได้เพียงตัดสินข้อพิพาททางกฎหมาย ส่วน AAT เป็นองค์กรฝ่ายบริหารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้น AAT จึงสามารถตรวจสอบความเหมาะสมซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารได้โดยไม่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ
- ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ไม่มีอำนาจโดยตรงในการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนการตัดสินใจนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการสืบสวนที่กว้างขวางและมีอิทธิพลสูง โดยสามารถจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะที่หน่วยงานราชการมักจะให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
——————————————————————————–
คำถามเรียงความ
คำแนะนำ: คำถามต่อไปนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์เชิงลึกและการสังเคราะห์ข้อมูล ไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้
- จงอภิปรายวิวัฒนาการของกฎหมายปกครองตั้งแต่ยุคของหมายดั้งเดิม (Prerogative Writs) มาจนถึงยุคปัจจุบันที่มีพระราชบัญญัติ ADJR Act เป็นหลัก โดยวิเคราะห์ว่าหลักการสำคัญต่างๆ ได้รับการสืบทอดและปรับเปลี่ยนอย่างไร
- “กฎหมายปกครองคือ กฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในทางปฏิบัติ” จงวิเคราะห์ข้อความนี้อย่างมีวิจารณญาณ โดยอ้างอิงถึงหลักการ กลไก และกรณีศึกษาที่ปรากฏในเนื้อหาต้นฉบับ
- จงอธิบายแนวคิดเรื่อง “ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ” (Natural Justice) อย่างละเอียด โดยครอบคลุมทั้งหลักการรับฟัง (Hearing Rule) และหลักการปราศจากอคติ (Bias Rule) พร้อมยกตัวอย่างและข้อยกเว้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในเนื้อหา
- เปรียบเทียบและชี้ให้เห็นความแตกต่างของบทบาท อำนาจ และข้อจำกัดของศาล, คณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (AAT) และผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) ในระบบกฎหมายปกครองของออสเตรเลีย
- พระราชบัญญัติ ADJR Act มาตรา 5 ได้กำหนดเหตุผลหลายประการในการโต้แย้งการตัดสินใจ จงเลือกวิเคราะห์เหตุผล 4 ประการ รวมถึง “การใช้อำนาจโดยมิชอบ” และ “ความผิดพลาดในข้อกฎหมาย” โดยอธิบายถึงความสำคัญและบทบาทของเหตุผลเหล่านั้นในการสร้างหลักประกันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
——————————————————————————–
อภิธานศัพท์
| คำศัพท์ (Term) | คำจำกัดความ (Definition) |
| กฎหมายปกครอง (Administrative Law) | กฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจของรัฐต้องปฏิบัติตามเมื่อใช้อำนาจสาธารณะ และกำหนดวิธีการให้ประชาชนทั่วไปสามารถโต้แย้งการตัดสินใจของรัฐได้ |
| การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review) | การตรวจสอบที่กระทำโดยศาลเพื่อพิจารณาว่าการตัดสินใจนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่ โดยไม่พิจารณาว่าเป็น “การตัดสินใจที่ดี” หรือไม่ |
| การตรวจสอบความเหมาะสม (Merits Review) | การตรวจสอบที่กระทำโดยองค์กร เช่น คณะตุลาการ เพื่อพิจารณาว่าการตัดสินใจนั้น “ดี มีเหตุผล หรือสมควร” หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่ลึกกว่าเพียงแค่ความชอบด้วยกฎหมาย |
| การใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires) | การกระทำที่เกินกว่าอำนาจที่กฎหมายมอบให้ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การตัดสินใจนั้นจะถือเป็น Ultra Vires |
| คณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (Administrative Appeals Tribunal – AAT) | องค์กรกลางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์ต่อการตัดสินใจทางปกครอง มีอำนาจในการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมของการตัดสินใจ |
| ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ (Natural Justice) | หลักการพื้นฐานที่กำหนดว่า บุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของรัฐ มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วยหลักการรับฟังและหลักการปราศจากอคติ |
| ความผิดพลาดในข้อกฎหมาย (Error of Law) | การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่สามารถใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แบ่งเป็นความผิดพลาดเชิงเขตอำนาจและไม่ใช่เชิงเขตอำนาจ |
| ความผิดพลาดเชิงเขตอำนาจ (Jurisdictional Error of Law) | ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจกระทำการนอกเหนือเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับการใช้อำนาจ |
| ความคาดหวังโดยชอบ (Legitimate Expectations) | สถานการณ์ที่บุคคลยังไม่มีสิทธิหรือผลประโยชน์ที่ชัดเจน แต่คาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะได้รับสิทธินั้นในอนาคต เช่น การคาดหวังว่าจะได้รับการต่อใบอนุญาต หรือรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ |
| ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) | องค์กรอิสระที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ แม้ไม่มีอำนาจบังคับ แต่มีอำนาจในการสืบสวนและมีอิทธิพลสูงผ่านรายงานและข้อเสนอแนะ |
| พระราชบัญญัติการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครอง (Administrative Decisions Judicial Review Act – ADJR Act) | กฎหมายหลักของออสเตรเลียที่กำหนดกรอบและกฎเกณฑ์สมัยใหม่สำหรับการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครองโดยศาล |
| หมายดั้งเดิม (Prerogative Writs) | เครื่องมือทางกฎหมายที่มีมาแต่โบราณ ใช้โดยศาลเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาล ประกอบด้วย Certiorari, Mandamus, Prohibition และ Habeas Corpus |
| หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) | แนวคิดที่ว่าอำนาจของรัฐควรแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ (ออกกฎหมาย), บริหาร (บังคับใช้กฎหมาย) และตุลาการ (ตัดสินข้อพิพาท) เพื่อป้องกันการรวบอำนาจ |
| หลักการปราศจากอคติ (Bias Rule) | หลักการที่ว่าบุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจที่ไม่มีอคติ ทั้งอคติที่เกิดขึ้นจริงและอคติที่อาจเกิดขึ้น |
| หลักการรับฟัง (Hearing Rule) | หลักการที่ว่าบุคคลซึ่งสิทธิ ผลประโยชน์ หรือความคาดหวังโดยชอบจะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจ ควรได้รับโอกาสในการนำเสนอข้อมูลของตนก่อนที่จะมีการตัดสินใจ |
| หลักความไม่สมเหตุสมผลแบบเวนส์เบอรี (Wednesbury Unreasonableness) | หลักการที่ว่าการตัดสินใจจะถือว่าไม่สมบูรณ์ หากการตัดสินใจนั้นไม่มีเหตุผลอย่างยิ่งยวดจนถึงขนาดที่ไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่มีเหตุผลคนใดจะตัดสินใจเช่นนั้นได้ |
| อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias) | สถานการณ์ที่ผู้สังเกตการณ์ที่มีเหตุผลอาจเห็นว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจ “อาจจะ” ไม่มีความเป็นกลาง เนื่องมาจากสถานการณ์แวดล้อม เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ |
| อคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias) | สถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจมีใจเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง หรือตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะพิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน |
คู่มือทบทวนความรู้: กฎหมายปกครองว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปและทบทวนเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยอ้างอิงจากเนื้อหาการบรรยายสรุปวิชากฎหมายปกครอง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมตัวสอบและเสริมสร้างความเข้าใจในประเด็นหลักที่มักปรากฏในข้อสอบ
แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามสั้น)
คำแนะนำ: ตอบคำถามต่อไปนี้โดยใช้ความรู้จากเนื้อหาที่ทบทวน คำตอบควรมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค
- ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การกระทำละเมิดประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ อะไรบ้าง?
- หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใด และเพราะเหตุใด?
- ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ คำว่า “เจ้าหน้าที่” มีความหมายครอบคลุมถึงบุคคลประเภทใดบ้าง?
- ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดแต่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดเลย ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใดให้รับผิด?
- สถานการณ์ใดที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดให้รับผิดเป็นการส่วนตัวได้โดยตรง?
- คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด อยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และอ้างอิงตามกฎหมายมาตราใด?
- เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบวิชากฎหมายปกครองตามที่กล่าวถึงในเนื้อหา แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักอย่างไรบ้าง?
- การพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการ “ปฏิบัติหน้าที่” หรือไม่ มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการอะไรบ้าง?
- หากผู้เสียหายฟ้องผิดหน่วยงานหรือผิดตัวบุคคลจนศาลพิพากษายกฟ้อง กฎหมายได้ให้สิทธิพิเศษในเรื่องอายุความไว้อย่างไร?
- หากผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐแล้ว แต่ยังไม่พอใจ จะสามารถดำเนินการต่อไปอย่างไรได้บ้าง?
——————————————————————————–
เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ
- องค์ประกอบของการละเมิด 4 ประการ ได้แก่:
- มีการกระทำ (รวมถึงการงดเว้น)
- กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
- เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
- ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายโดยตรง
- ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่คนนั้นสังกัดอยู่โดยตรง ตามหลักในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานเป็นผู้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ และห้ามไม่ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง
- “เจ้าหน้าที่” หมายความถึง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งในฐานะกรรมการหรือฐานะอื่นใด ซึ่งโดยสรุปคือบุคคลทุกประเภทที่ทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐ
- ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดและผู้เสียหายต้องฟ้องกระทรวงการคลัง
- ผู้เสียหายสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงเมื่อการกระทำละเมิดนั้นไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นเรื่องส่วนตัว เช่น กรณีเจ้าพนักงานตำรวจก่อเหตุวิวาทและทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยมีมูลเหตุมาจากเรื่องส่วนตัว
- คดีพิพาทลักษณะนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรค 1 อนุ 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
- เกณฑ์การให้คะแนน 10 คะแนน แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ:
- การอธิบายฐานะของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ (3 คะแนน)
- การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี (3 คะแนน)
- การระบุศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีพร้อมเหตุผลและตัวบทกฎหมาย (3 คะแนน)
- การสรุปคำตอบ (1 คะแนน)
- องค์ประกอบ 2 ประการในการพิจารณาว่าเป็นการ “ปฏิบัติหน้าที่” คือ:
- เป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชากำหนด
- เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามนิยามในกฎหมาย
- ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กฎหมายได้ขยายอายุความให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีใหม่ต่อผู้ที่ต้องรับผิดที่ถูกต้องได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด
- หากผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่ไม่พอใจ ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่หากยังไม่เคยร้องเรียนต่อหน่วยงานเลย จะนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ได้
——————————————————————————–
คำถามเพื่อการอภิปราย (รูปแบบเรียงความ)
- จงวิเคราะห์หลักการสำคัญในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และอธิบายเหตุผลว่าเพราะเหตุใดกฎหมายจึงบัญญัติห้ามมิให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดโดยตรง จงยกตัวอย่างกรณีศึกษา “พินัยกรรมที่เป็นโมฆะ” เพื่อประกอบการอธิบาย
- จงเปรียบเทียบความแตกต่างของความรับผิดทางละเมิดระหว่าง “การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่” (ตามมาตรา 5) และ “การกระทำที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่” (ตามมาตรา 6) โดยอธิบายว่าผู้เสียหายต้องดำเนินคดีต่อบุคคลใดและที่ศาลใดในแต่ละกรณี พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
- จากกรณีศึกษาเรื่อง “ตะแกรงเหล็กปิดปากท่อระบายน้ำชำรุด” จงอธิบายกระบวนการทั้งหมดที่นายแดง (ผู้เสียหาย) ควรปฏิบัติเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการฟ้องคดีต่อศาล โดยระบุตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน
- จงอธิบายองค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการพิจารณาความรับผิดของหน่วยงานของรัฐจากการกระทำของเจ้าหน้าที่อย่างไร
- สมมติว่าท่านเป็นผู้ตรวจข้อสอบวิชากฎหมายปกครอง จงอธิบายว่าจะประเมินและให้คะแนนคำตอบของนักศึกษาในกรณีศึกษา “พินัยกรรมที่เป็นโมฆะ” ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบ 3-3-3-1 อย่างไร โดยระบุรายละเอียดว่าในแต่ละส่วน (3 คะแนน, 3 คะแนน, 3 คะแนน, และ 1 คะแนน) นักศึกษาจะต้องเขียนอธิบายประเด็นใดบ้างเพื่อให้ได้คะแนนเต็ม
——————————————————————————–
อภิธานศัพท์
| คำศัพท์ | คำจำกัดความ (ตามบริบทในเนื้อหา) |
| การกระทำละเมิด | การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420) |
| เจ้าหน้าที่ | ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งในฐานะกรรมการหรือฐานะอื่นใด |
| หน่วยงานของรัฐ | กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่มีชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม, ราชการส่วนภูมิภาค, ราชการส่วนท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ฎ. รวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนด |
| การปฏิบัติหน้าที่ | การกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด หรือหน้าที่ที่เกิดจากระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการกระทำในทางธุรการทั่วไป |
| ค่าสินไหมทดแทน | เงินหรือการชดเชยความเสียหายที่หน่วยงานของรัฐต้องจ่ายให้แก่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ |
| ไล่เบี้ย | การที่หน่วยงานของรัฐหลังจากชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายแล้ว ไปเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้เงินคืนแก่หน่วยงาน |
| จงใจ | การกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน |
| ประมาทเลินเล่อ | การกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจำเป็นต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ |
| ศาลปกครอง | ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย |
| พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 | พระราชบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เกิดการกระทำละเมิดขึ้น |
| พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ | พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดเขตอำนาจของศาลปกครอง |
