1461 กฎหมายปกครอง หน่วยที่ 3 การจัดองค์กรฝ่ายปกครอง

คู่มือทบทวนความรู้: กฎหมายปกครอง หน่วยที่ 3 การจัดองค์กรฝ่ายปกครอง

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อทบทวนความเข้าใจในภารกิจหลักสองด้านของฝ่ายปกครอง ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการจัดทำบริการสาธารณะ โดยสรุปเนื้อหาสำคัญจากบริบทที่ให้มา เพื่อใช้ในการศึกษาและเตรียมความพร้อม

——————————————————————————–

แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามแบบตอบสั้น)

คำสั่ง: โปรดตอบคำถามต่อไปนี้โดยใช้ข้อมูลจากเนื้อหาที่ศึกษา คำตอบควรมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค

  1. “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” (L’ordre public) ตามแนวคิดกฎหมายปกครองประกอบด้วยองค์ประกอบหลักอะไรบ้าง?
  2. จงอธิบายความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ตำรวจทางปกครอง” (Police Administrative) และ “ตำรวจทางยุติธรรม” (Police Judiciaire) ในแง่ของเป้าหมายและที่มาของอำนาจ
  3. ตำรวจทางปกครองทั่วไป (Police Administrative Générale) และ ตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน (Police Administrative Spéciale) แตกต่างกันอย่างไร?
  4. หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Le principe de légalité) มีความสำคัญต่อการใช้อำนาจของตำรวจทางปกครองอย่างไร?
  5. หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) หมายความว่าอย่างไร และจงยกตัวอย่างการใช้อำนาจที่อาจขัดต่อหลักการนี้
  6. บริการสาธารณะ (Service Public) ตามแนวคิดของนักกฎหมายปกครองคืออะไร?
  7. จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) และ บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
  8. กฎของโรลองด์ (Lois de Rolland) ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการอะไรบ้าง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการจัดทำบริการสาธารณะ?
  9. หลักความต่อเนื่อง (Le principe de continuité) ส่งผลต่อการจำกัดสิทธิของเจ้าหน้าที่หรือการปรับแก้สัญญาของรัฐกับเอกชนอย่างไร?
  10. หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Le principe de mutabilité) ให้อำนาจและหน้าที่แก่ฝ่ายปกครองในเรื่องใด และผู้ใช้บริการสามารถอ้างสิทธิที่จะได้รับบริการรูปแบบเดิมตลอดไปได้หรือไม่?

——————————————————————————–

คำถามเรียงความเพื่อการอภิปราย

คำสั่ง: โปรดไตร่ตรองและตอบคำถามต่อไปนี้ในรูปแบบเรียงความ เพื่อสำรวจประเด็นที่ซับซ้อนและส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ (ไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้)

  1. ท่านเห็นว่าหลักการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง (ความชอบด้วยกฎหมาย, การตรวจสอบโดยศาล, ความได้สัดส่วน) สามารถสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเฉพาะในสถานการณ์พิเศษ เช่น การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
  2. จากแนวคิดการแบ่งแยกระหว่างบริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) และบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) จงวิเคราะห์กิจการของรัฐวิสาหกิจไทยหนึ่งแห่ง (เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ว่ามีลักษณะเป็น SPA หรือ SPIC มากกว่ากัน และการจัดประเภทดังกล่าวส่งผลต่อการกำกับดูแลและเขตอำนาจศาลอย่างไร
  3. หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะอาจขัดแย้งกับสิทธิในการนัดหยุดงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จงอภิปรายถึงแนวทางการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะในการได้รับบริการอย่างไม่หยุดชะงักกับสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน
  4. ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Mutability) ของบริการสาธารณะมีความท้าทายอย่างไร ฝ่ายปกครองควรปรับตัวอย่างไรเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ในการยกระดับบริการสาธารณะให้ตอบสนองต่อหลักความเสมอภาคและความต่อเนื่องได้อย่างแท้จริง
  5. เมื่อพิจารณาถึงอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ท่านคิดว่า “บริการสาธารณะที่จำเป็น” ที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และภารกิจของฝ่ายปกครองในฐานะผู้จัดทำบริการสาธารณะจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปในทิศทางใด

——————————————————————————–

เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ

  1. “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ความปลอดภัย (Sécurité) คือการป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน 2) ความสงบสุข (Tranquillité) คือการป้องกันการรบกวนและเสียงดัง 3) สุขอนามัย (Salubrité) คือการดูแลความสะอาดและป้องกันโรคระบาด และ 4) ศีลธรรมอันดีของประชาชน (Moralité publique) คือการป้องกันสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่
  2. ตำรวจทางปกครองมีเป้าหมายเพื่อ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความไม่สงบเรียบร้อย โดยใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ในขณะที่ตำรวจทางยุติธรรมมีเป้าหมายเพื่อ “ปราบปราม” และจัดการเมื่อมีความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว โดยดำเนินการภายใต้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและอยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายตุลาการ
  3. ตำรวจทางปกครองทั่วไป คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม ไม่จำกัดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น นายกรัฐมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน คือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เช่น เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ หรือเจ้าหน้าที่ สคบ.
  4. หลักความชอบด้วยกฎหมายกำหนดว่า การกระทำหรือคำสั่งใดๆ ของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดเจนเสมอ ฝ่ายปกครองไม่สามารถอ้างความจำเป็นลอยๆ เพื่อใช้อำนาจได้ แต่ต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับการกระทำนั้นๆ
  5. หลักความจำเป็นและได้สัดส่วนหมายความว่า มาตรการที่ฝ่ายปกครองใช้ต้องมีความจำเป็นเพื่อป้องกันความไม่สงบ และต้องเหมาะสมกับความร้ายแรงของสถานการณ์ ตัวอย่างที่อาจขัดต่อหลักการนี้คือ การห้ามการชุมนุมโดยสงบเพียงเพราะกลัวว่าจะมีการส่งเสียงดังเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ
  6. บริการสาธารณะคือกิจกรรมใดๆ ที่รัฐเห็นว่าจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อสนองความต้องการของประชาชนที่กลไกตลาดของเอกชนอาจทำได้ไม่ดีพอหรือไม่ครอบคลุม ซึ่งรัฐอาจเป็นผู้ดำเนินการเองหรือมอบหมายให้เอกชนทำแทนภายใต้การกำกับดูแลก็ได้
  7. บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA) เป็นบริการพื้นฐานที่จำเป็นซึ่งมักผูกขาดโดยรัฐและใช้อำนาจรัฐสูง เช่น การป้องกันประเทศ หรือการทำบัตรประชาชน ข้อพิพาทจะขึ้นสู่ศาลปกครองเป็นหลัก ส่วนบริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC) มีลักษณะคล้ายธุรกิจเอกชนและอาจมีการแข่งขัน เช่น การรถไฟ การไฟฟ้า ข้อพิพาทบางส่วนอาจขึ้นสู่ศาลยุติธรรม
  8. กฎของโรลองด์ประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักความเสมอภาค (Principe d’égalité) 2) หลักความต่อเนื่อง (Principe de continuité) และ 3) หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Principe de mutabilité / d’adaptation)
  9. หลักความต่อเนื่องอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิบางอย่างของเจ้าหน้าที่ เช่น การจำกัดสิทธินัดหยุดงานในบริการที่จำเป็น หรือการกำหนดให้มี “บริการขั้นต่ำ” (Service minimum) นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของ “ทฤษฎีการไม่คาดการ” (Théorie de l’imprévision) ที่อนุญาตให้รัฐปรับแก้สัญญาเพื่อประคับประคองให้เอกชนสามารถให้บริการต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  10. หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทั้งอำนาจและหน้าที่แก่ฝ่ายปกครองในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน หรือแม้แต่ยกเลิกบริการสาธารณะเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงไม่สามารถอ้างสิทธิที่จะได้รับบริการในรูปแบบเดิมตลอดไปได้ เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ดีกว่าเสมอ

——————————————————————————–

อภิธานศัพท์คำสำคัญ

คำศัพท์คำนิยาม
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน (L’ordre public)สภาวะพื้นฐานที่สังคมต้องการเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ประกอบด้วยความปลอดภัย ความสงบสุข สุขอนามัย และศีลธรรมอันดีของประชาชน
ตำรวจทางปกครอง (Police Administrative)อำนาจของฝ่ายปกครองที่เน้นการ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม โดยใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
ตำรวจทางยุติธรรม (Police Judiciaire)บทบาทของตำรวจในการ “ปราบปราม” สืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิดภายหลังจากที่ความผิดอาญาได้เกิดขึ้นแล้ว โดยใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ตำรวจทางปกครองทั่วไป (Police Administrative Générale)เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (เช่น นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีมหาดไทย, ผู้ว่าราชการจังหวัด) ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม ไม่จำกัดเฉพาะเรื่อง
ตำรวจทางปกครองเฉพาะด้าน (Police Administrative Spéciale)เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยเฉพาะเรื่องตามที่กฎหมายฉบับนั้นๆ กำหนดไว้ เช่น เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Le principe de légalité)หลักการที่ว่าการกระทำหรือคำสั่งของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้เสมอ
หลักการตรวจสอบโดยศาล (Le contrôle juridictionnel)หลักการที่ว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองสามารถถูกตรวจสอบและเพิกถอนได้โดยศาล (ศาลปกครอง) หากประชาชนเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality)หลักการที่ว่ามาตรการที่ฝ่ายปกครองใช้จะต้องมีความจำเป็นและเหมาะสมกับความร้ายแรงของสถานการณ์ ไม่รุนแรงเกินกว่าเหตุ
บริการสาธารณะ (Service Public)กิจกรรมที่รัฐจัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งกลไกตลาดเอกชนอาจไม่สามารถตอบสนองได้ดีพอ
บริการสาธารณะทางปกครอง (SPA)บริการสาธารณะที่เป็นพื้นฐานจำเป็น มักผูกขาดโดยรัฐ ใช้อำนาจมหาชนในการดำเนินงาน และข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง เช่น การป้องกันประเทศ, การทำทะเบียนราษฎร
บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (SPIC)บริการสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายการดำเนินธุรกิจของเอกชน อาจมีการแข่งขันและใช้กฎหมายเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟ, การไฟฟ้า, การประปา
กฎของโรลองด์ (Lois de Rolland)หลักการสำคัญ 3 ประการที่เป็นหัวใจของการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งสรุปโดย หลุยส์ โรลองด์ (Louis Rolland)
หลักความเสมอภาค (Le principe d’égalité)ผู้ใช้บริการทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
หลักความต่อเนื่อง (Le principe de continuité)บริการสาธารณะที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันต้องดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอและไม่หยุดชะงักโดยง่าย
หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Le principe de mutabilité)บริการสาธารณะต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ
ทฤษฎีการไม่คาดการ (Théorie de l’imprévision)แนวคิดทางกฎหมายที่อาจอนุญาตให้รัฐเข้าไปปรับแก้สัญญาที่ทำกับเอกชนได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก เพื่อให้บริการสาธารณะดำเนินต่อไปได้

Administrative Law in Two Hours

คู่มือทบทวนวิชากฎหมายปกครอง

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการทบทวนความเข้าใจในหลักการสำคัญของกฎหมายปกครอง โดยอิงจากเนื้อหาต้นฉบับอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยแบบทดสอบความเข้าใจพร้อมเฉลย คำถามเรียงความเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึก และอภิธานศัพท์ที่รวบรวมคำศัพท์สำคัญพร้อมคำจำกัดความ

แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามแบบสั้น)

คำแนะนำ: ตอบคำถามแต่ละข้อโดยใช้ความยาว 2-3 ประโยค เพื่อประเมินความเข้าใจในแนวคิดหลัก

  1. เหตุใดกฎหมายปกครองจึงถูกพิจารณาว่าเป็น “กฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในทางปฏิบัติ”
  2. อธิบายความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย” (Legal Review) และ “การตรวจสอบความเหมาะสม” (Merits Review)
  3. หลักการพื้นฐานสองประการของหลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติ (Natural Justice) คืออะไร
  4. จงระบุหมายดั้งเดิม (Prerogative Writs) ทั้งสี่ประเภท และอธิบายหน้าที่ของแต่ละประเภทโดยสังเขป
  5. การตัดสินใจประเภทใดบ้างที่สามารถถูกตรวจสอบได้ภายใต้พระราชบัญญัติการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครอง (ADJR Act)
  6. อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias) คืออะไร และแตกต่างจากอคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias) อย่างไร
  7. หลักการ “ไม่มีพยานหลักฐาน” (No Evidence Rule) ในกฎหมายปกครองคืออะไร
  8. บทบาทและอำนาจที่สำคัญของคณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (Administrative Appeals Tribunal – AAT) คืออะไร
  9. เหตุใดคณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (AAT) จึงสามารถทำการตรวจสอบความเหมาะสมได้ แต่ศาลทำไม่ได้
  10. ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) มีบทบาทและอำนาจอย่างไรในการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล

——————————————————————————–

เฉลยแบบทดสอบ

  1. กฎหมายปกครองถูกพิจารณาว่าเป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะเป็นเครื่องมือที่ให้สิทธิแก่ประชาชนทั่วไปในการโต้แย้งการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ และป้องกันไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางทุจริต กฎหมายนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าสิทธิต่างๆ ที่ประชาชนมีนั้นจะได้รับการเคารพจากฝ่ายปกครอง
  2. การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review) ซึ่งกระทำโดยศาล จะพิจารณาเพียงว่าการตัดสินใจนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่ ในขณะที่การตรวจสอบความเหมาะสม (Merits Review) ซึ่งกระทำโดยคณะตุลาการ สามารถพิจารณาได้ว่าการตัดสินใจนั้นเป็น “การตัดสินใจที่ดี มีเหตุผล หรือสมควร” หรือไม่
  3. หลักความเป็นธรรมตามธรรมชาติประกอบด้วย 2 หลักการคือ: 1) หลักการรับฟัง (Hearing Rule) ซึ่งระบุว่าบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจมีสิทธิที่จะได้รับการรับฟังก่อนมีการตัดสินใจ และ 2) หลักการปราศจากอคติ (Bias Rule) ซึ่งระบุว่าบุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจที่ปราศจากอคติ
  4. หมายดั้งเดิมทั้งสี่ประเภท ได้แก่: 1) Certiorari (หมายเรียกสำนวน) ใช้เรียกการตัดสินใจมาให้ศาลตรวจสอบ 2) Mandamus (หมายบังคับ) ใช้บังคับให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย 3) Prohibition (หมายห้าม) ใช้สั่งห้ามหน่วยงานรัฐกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ 4) Habeas Corpus (หมายเรียกตัว) ใช้เรียกตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวมาปรากฏต่อหน้าศาลเพื่อให้รัฐพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวนั้น
  5. ภายใต้ ADJR Act สามารถตรวจสอบได้ 3 กรณีคือ: 1) การตัดสินใจที่มีลักษณะเป็นการบริหารที่กระทำภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย (Enactment) 2) การละเลยหรือปฏิเสธที่จะทำการตัดสินใจดังกล่าว และ 3) การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว
  6. อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias) คือสถานการณ์ที่ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางและมีเหตุผลอาจเห็นว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจไม่มีความเป็นกลาง แม้ว่าในความเป็นจริงผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจไม่ได้มีอคติเลยก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากอคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias) ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจมีใจเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งอยู่แล้วก่อนที่จะพิจารณาหลักฐาน
  7. หลักการ “ไม่มีพยานหลักฐาน” ระบุว่า หากข้อเท็จจริงใดที่เป็นสาระสำคัญต่อการตัดสินใจกลับกลายเป็นว่าไม่เป็นความจริง หรือไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น การตัดสินใจดังกล่าวจะถือว่าไม่สมบูรณ์และสามารถเพิกถอนได้
  8. AAT คือคณะตุลาการกลางที่มีอำนาจกว้างขวางในการพิจารณาคำอุทธรณ์ต่อการตัดสินใจทางปกครอง อำนาจที่สำคัญที่สุดของ AAT คือความสามารถในการตรวจสอบได้ทั้งความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review) และความเหมาะสมของการตัดสินใจ (Merits Review) ซึ่งแตกต่างจากศาล
  9. เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ศาลเป็นองค์กรฝ่ายตุลาการ จึงทำได้เพียงตัดสินข้อพิพาททางกฎหมาย ส่วน AAT เป็นองค์กรฝ่ายบริหารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้น AAT จึงสามารถตรวจสอบความเหมาะสมซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารได้โดยไม่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ
  10. ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ไม่มีอำนาจโดยตรงในการเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนการตัดสินใจนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการสืบสวนที่กว้างขวางและมีอิทธิพลสูง โดยสามารถจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะที่หน่วยงานราชการมักจะให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

——————————————————————————–

คำถามเรียงความ

คำแนะนำ: คำถามต่อไปนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์เชิงลึกและการสังเคราะห์ข้อมูล ไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้

  1. จงอภิปรายวิวัฒนาการของกฎหมายปกครองตั้งแต่ยุคของหมายดั้งเดิม (Prerogative Writs) มาจนถึงยุคปัจจุบันที่มีพระราชบัญญัติ ADJR Act เป็นหลัก โดยวิเคราะห์ว่าหลักการสำคัญต่างๆ ได้รับการสืบทอดและปรับเปลี่ยนอย่างไร
  2. “กฎหมายปกครองคือ กฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในทางปฏิบัติ” จงวิเคราะห์ข้อความนี้อย่างมีวิจารณญาณ โดยอ้างอิงถึงหลักการ กลไก และกรณีศึกษาที่ปรากฏในเนื้อหาต้นฉบับ
  3. จงอธิบายแนวคิดเรื่อง “ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ” (Natural Justice) อย่างละเอียด โดยครอบคลุมทั้งหลักการรับฟัง (Hearing Rule) และหลักการปราศจากอคติ (Bias Rule) พร้อมยกตัวอย่างและข้อยกเว้นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในเนื้อหา
  4. เปรียบเทียบและชี้ให้เห็นความแตกต่างของบทบาท อำนาจ และข้อจำกัดของศาล, คณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (AAT) และผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) ในระบบกฎหมายปกครองของออสเตรเลีย
  5. พระราชบัญญัติ ADJR Act มาตรา 5 ได้กำหนดเหตุผลหลายประการในการโต้แย้งการตัดสินใจ จงเลือกวิเคราะห์เหตุผล 4 ประการ รวมถึง “การใช้อำนาจโดยมิชอบ” และ “ความผิดพลาดในข้อกฎหมาย” โดยอธิบายถึงความสำคัญและบทบาทของเหตุผลเหล่านั้นในการสร้างหลักประกันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

——————————————————————————–

อภิธานศัพท์

คำศัพท์ (Term)คำจำกัดความ (Definition)
กฎหมายปกครอง (Administrative Law)กฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจของรัฐต้องปฏิบัติตามเมื่อใช้อำนาจสาธารณะ และกำหนดวิธีการให้ประชาชนทั่วไปสามารถโต้แย้งการตัดสินใจของรัฐได้
การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Review)การตรวจสอบที่กระทำโดยศาลเพื่อพิจารณาว่าการตัดสินใจนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือไม่ โดยไม่พิจารณาว่าเป็น “การตัดสินใจที่ดี” หรือไม่
การตรวจสอบความเหมาะสม (Merits Review)การตรวจสอบที่กระทำโดยองค์กร เช่น คณะตุลาการ เพื่อพิจารณาว่าการตัดสินใจนั้น “ดี มีเหตุผล หรือสมควร” หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่ลึกกว่าเพียงแค่ความชอบด้วยกฎหมาย
การใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires)การกระทำที่เกินกว่าอำนาจที่กฎหมายมอบให้ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การตัดสินใจนั้นจะถือเป็น Ultra Vires
คณะตุลาการอุทธรณ์ทางปกครอง (Administrative Appeals Tribunal – AAT)องค์กรกลางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์ต่อการตัดสินใจทางปกครอง มีอำนาจในการตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสมของการตัดสินใจ
ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ (Natural Justice)หลักการพื้นฐานที่กำหนดว่า บุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของรัฐ มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วยหลักการรับฟังและหลักการปราศจากอคติ
ความผิดพลาดในข้อกฎหมาย (Error of Law)การที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่สามารถใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แบ่งเป็นความผิดพลาดเชิงเขตอำนาจและไม่ใช่เชิงเขตอำนาจ
ความผิดพลาดเชิงเขตอำนาจ (Jurisdictional Error of Law)ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจกระทำการนอกเหนือเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับการใช้อำนาจ
ความคาดหวังโดยชอบ (Legitimate Expectations)สถานการณ์ที่บุคคลยังไม่มีสิทธิหรือผลประโยชน์ที่ชัดเจน แต่คาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะได้รับสิทธินั้นในอนาคต เช่น การคาดหวังว่าจะได้รับการต่อใบอนุญาต หรือรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman)องค์กรอิสระที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ แม้ไม่มีอำนาจบังคับ แต่มีอำนาจในการสืบสวนและมีอิทธิพลสูงผ่านรายงานและข้อเสนอแนะ
พระราชบัญญัติการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครอง (Administrative Decisions Judicial Review Act – ADJR Act)กฎหมายหลักของออสเตรเลียที่กำหนดกรอบและกฎเกณฑ์สมัยใหม่สำหรับการตรวจสอบการตัดสินใจทางปกครองโดยศาล
หมายดั้งเดิม (Prerogative Writs)เครื่องมือทางกฎหมายที่มีมาแต่โบราณ ใช้โดยศาลเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาล ประกอบด้วย Certiorari, Mandamus, Prohibition และ Habeas Corpus
หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)แนวคิดที่ว่าอำนาจของรัฐควรแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ (ออกกฎหมาย), บริหาร (บังคับใช้กฎหมาย) และตุลาการ (ตัดสินข้อพิพาท) เพื่อป้องกันการรวบอำนาจ
หลักการปราศจากอคติ (Bias Rule)หลักการที่ว่าบุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจที่ไม่มีอคติ ทั้งอคติที่เกิดขึ้นจริงและอคติที่อาจเกิดขึ้น
หลักการรับฟัง (Hearing Rule)หลักการที่ว่าบุคคลซึ่งสิทธิ ผลประโยชน์ หรือความคาดหวังโดยชอบจะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจ ควรได้รับโอกาสในการนำเสนอข้อมูลของตนก่อนที่จะมีการตัดสินใจ
หลักความไม่สมเหตุสมผลแบบเวนส์เบอรี (Wednesbury Unreasonableness)หลักการที่ว่าการตัดสินใจจะถือว่าไม่สมบูรณ์ หากการตัดสินใจนั้นไม่มีเหตุผลอย่างยิ่งยวดจนถึงขนาดที่ไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่มีเหตุผลคนใดจะตัดสินใจเช่นนั้นได้
อคติที่อาจเกิดขึ้น (Apprehended Bias)สถานการณ์ที่ผู้สังเกตการณ์ที่มีเหตุผลอาจเห็นว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจ “อาจจะ” ไม่มีความเป็นกลาง เนื่องมาจากสถานการณ์แวดล้อม เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
อคติที่เกิดขึ้นจริง (Actual Bias)สถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจมีใจเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง หรือตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะพิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน

สรุปเน 1/76 กฎหมายปกครอง EP 4

คู่มือทบทวนความรู้: กฎหมายปกครองว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปและทบทวนเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยอ้างอิงจากเนื้อหาการบรรยายสรุปวิชากฎหมายปกครอง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมตัวสอบและเสริมสร้างความเข้าใจในประเด็นหลักที่มักปรากฏในข้อสอบ

แบบทดสอบความเข้าใจ (คำถามสั้น)

คำแนะนำ: ตอบคำถามต่อไปนี้โดยใช้ความรู้จากเนื้อหาที่ทบทวน คำตอบควรมีความยาวประมาณ 2-3 ประโยค

  1. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การกระทำละเมิดประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ อะไรบ้าง?
  2. หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใด และเพราะเหตุใด?
  3. ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ คำว่า “เจ้าหน้าที่” มีความหมายครอบคลุมถึงบุคคลประเภทใดบ้าง?
  4. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดแต่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดเลย ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องหน่วยงานใดให้รับผิด?
  5. สถานการณ์ใดที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดให้รับผิดเป็นการส่วนตัวได้โดยตรง?
  6. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด อยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และอ้างอิงตามกฎหมายมาตราใด?
  7. เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบวิชากฎหมายปกครองตามที่กล่าวถึงในเนื้อหา แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักอย่างไรบ้าง?
  8. การพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการ “ปฏิบัติหน้าที่” หรือไม่ มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการอะไรบ้าง?
  9. หากผู้เสียหายฟ้องผิดหน่วยงานหรือผิดตัวบุคคลจนศาลพิพากษายกฟ้อง กฎหมายได้ให้สิทธิพิเศษในเรื่องอายุความไว้อย่างไร?
  10. หากผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐแล้ว แต่ยังไม่พอใจ จะสามารถดำเนินการต่อไปอย่างไรได้บ้าง?

——————————————————————————–

เฉลยแบบทดสอบความเข้าใจ

  1. องค์ประกอบของการละเมิด 4 ประการ ได้แก่:
    • มีการกระทำ (รวมถึงการงดเว้น)
    • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
    • เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
    • ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายโดยตรง
  2. ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่คนนั้นสังกัดอยู่โดยตรง ตามหลักในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานเป็นผู้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ และห้ามไม่ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง
  3. “เจ้าหน้าที่” หมายความถึง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งในฐานะกรรมการหรือฐานะอื่นใด ซึ่งโดยสรุปคือบุคคลทุกประเภทที่ทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐ
  4. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดและผู้เสียหายต้องฟ้องกระทรวงการคลัง
  5. ผู้เสียหายสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงเมื่อการกระทำละเมิดนั้นไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นเรื่องส่วนตัว เช่น กรณีเจ้าพนักงานตำรวจก่อเหตุวิวาทและทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยมีมูลเหตุมาจากเรื่องส่วนตัว
  6. คดีพิพาทลักษณะนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรค 1 อนุ 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
  7. เกณฑ์การให้คะแนน 10 คะแนน แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ:
    • การอธิบายฐานะของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ (3 คะแนน)
    • การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี (3 คะแนน)
    • การระบุศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีพร้อมเหตุผลและตัวบทกฎหมาย (3 คะแนน)
    • การสรุปคำตอบ (1 คะแนน)
  8. องค์ประกอบ 2 ประการในการพิจารณาว่าเป็นการ “ปฏิบัติหน้าที่” คือ:
    • เป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชากำหนด
    • เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามนิยามในกฎหมาย
  9. ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กฎหมายได้ขยายอายุความให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีใหม่ต่อผู้ที่ต้องรับผิดที่ถูกต้องได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด
  10. หากผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่ไม่พอใจ ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่หากยังไม่เคยร้องเรียนต่อหน่วยงานเลย จะนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ได้

——————————————————————————–

คำถามเพื่อการอภิปราย (รูปแบบเรียงความ)

  1. จงวิเคราะห์หลักการสำคัญในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และอธิบายเหตุผลว่าเพราะเหตุใดกฎหมายจึงบัญญัติห้ามมิให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดโดยตรง จงยกตัวอย่างกรณีศึกษา “พินัยกรรมที่เป็นโมฆะ” เพื่อประกอบการอธิบาย
  2. จงเปรียบเทียบความแตกต่างของความรับผิดทางละเมิดระหว่าง “การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่” (ตามมาตรา 5) และ “การกระทำที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่” (ตามมาตรา 6) โดยอธิบายว่าผู้เสียหายต้องดำเนินคดีต่อบุคคลใดและที่ศาลใดในแต่ละกรณี พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
  3. จากกรณีศึกษาเรื่อง “ตะแกรงเหล็กปิดปากท่อระบายน้ำชำรุด” จงอธิบายกระบวนการทั้งหมดที่นายแดง (ผู้เสียหาย) ควรปฏิบัติเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการฟ้องคดีต่อศาล โดยระบุตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน
  4. จงอธิบายองค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และชี้ให้เห็นว่าองค์ประกอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการพิจารณาความรับผิดของหน่วยงานของรัฐจากการกระทำของเจ้าหน้าที่อย่างไร
  5. สมมติว่าท่านเป็นผู้ตรวจข้อสอบวิชากฎหมายปกครอง จงอธิบายว่าจะประเมินและให้คะแนนคำตอบของนักศึกษาในกรณีศึกษา “พินัยกรรมที่เป็นโมฆะ” ตามเกณฑ์การให้คะแนนแบบ 3-3-3-1 อย่างไร โดยระบุรายละเอียดว่าในแต่ละส่วน (3 คะแนน, 3 คะแนน, 3 คะแนน, และ 1 คะแนน) นักศึกษาจะต้องเขียนอธิบายประเด็นใดบ้างเพื่อให้ได้คะแนนเต็ม

——————————————————————————–

อภิธานศัพท์

คำศัพท์คำจำกัดความ (ตามบริบทในเนื้อหา)
การกระทำละเมิดการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420)
เจ้าหน้าที่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งในฐานะกรรมการหรือฐานะอื่นใด
หน่วยงานของรัฐกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่มีชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม, ราชการส่วนภูมิภาค, ราชการส่วนท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ฎ. รวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนด
การปฏิบัติหน้าที่การกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด หรือหน้าที่ที่เกิดจากระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการกระทำในทางธุรการทั่วไป
ค่าสินไหมทดแทนเงินหรือการชดเชยความเสียหายที่หน่วยงานของรัฐต้องจ่ายให้แก่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่
ไล่เบี้ยการที่หน่วยงานของรัฐหลังจากชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายแล้ว ไปเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้เงินคืนแก่หน่วยงาน
จงใจการกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน
ประมาทเลินเล่อการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจำเป็นต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์
ศาลปกครองศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539พระราชบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เกิดการกระทำละเมิดขึ้น
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดเขตอำนาจของศาลปกครอง

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading