:::

จาก ฎีกา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบในข้อนี้อีก แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือใช้จำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้าง แต่เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

กรณีนี้ ใครต้องจ่ายเงินให้โจทย์

ในกรณีตามฎีกาที่คุณยกมา จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ โดยมีเหตุผลดังนี้:


🔍 วิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย

  1. โจทก์กล่าวอ้างว่า:
    • จำเลยที่ 1 เป็น ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2
    • จำเลยที่ 1 ขับรถใน “ทางการที่จ้าง” แล้วเกิดอุบัติเหตุทำให้รถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย
  2. จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิเสธข้ออ้างข้อนี้
    • เมื่อไม่ปฏิเสธ = ถือว่ายอมรับตาม มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
    • โจทก์จึง ไม่ต้องนำสืบ เรื่องความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับ 2 อีก
  3. จำเลยที่ 3 (บริษัทประกันของจำเลยที่ 2)
    • ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายจ้าง
    • แต่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว → ไม่ต้องวินิจฉัยข้ออ้างของจำเลยที่ 3 อีก
  4. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยผิดประเด็น
    • เพราะไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นแล้ว (ของจำเลยที่ 3 ที่พ้นจากคดีไปแล้ว)

✅ บทสรุปตามฎีกานี้

  • จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยถือว่ายอมรับ
  • การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้าง
  • จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้โจทก์

แต่ จำเลย 2 ทำสัญญา ประกันภัยกับ จำเลยที่ 3

ประเด็น:

เมื่อจำเลยที่ 2 ทำประกันภัยกับจำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้แทนจำเลยที่ 2 หรือไม่?

✅ หลักทั่วไป:

  1. เมื่อจำเลยที่ 2 ทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 (บริษัทประกันภัย)
    → หากเกิดความเสียหายตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ บริษัทประกัน (จำเลยที่ 3) มีหน้าที่ชดใช้ แทนผู้เอาประกัน (จำเลยที่ 2)
  2. แต่ในคดีนี้
    • โจทก์ ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ไปแล้ว
    • ผลคือ จำเลยที่ 3 พ้นจากคดีนี้โดยสมบูรณ์
    • ศาลจะ ไม่พิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป
    • ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะมีสิทธิ ไปเรียกร้องค่าเสียหายคืน จากจำเลยที่ 3 ภายหลัง (ในคดีใหม่ หรือเรียกร้องตามสัญญากรมธรรม์)

🧠 สรุปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง:

  • เมื่อ โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 แล้ว
    → คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จบลง
    → ศาลจะวินิจฉัยต่อไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะยังอยู่ในคดี
  • ดังนั้น โจทก์จะได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น
    (ตามที่ศาลจะพิพากษาให้ชดใช้)
  • หากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ตนควรได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย
    → ต้องไปเรียกร้องกับจำเลยที่ 3 ตามสัญญากรมธรรม์ภายหลัง

✅ สรุปสุดท้าย:

  • โจทก์จะได้รับเงินจาก “จำเลยที่ 2”
  • จำเลยที่ 3 (บริษัทประกัน) พ้นจากคดีนี้เพราะถูกถอนฟ้อง
  • หากจำเลยที่ 2 ต้องการให้จำเลยที่ 3 รับผิด ต้อง ไปเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยภายหลัง

ต้องการร่างคำฟ้องแยก

ร่างคำฟ้อง (ตัวอย่าง)

ศาลแพ่ง / ศาลจังหวัดที่เกี่ยวข้อง
โจทก์: นาย/บริษัท ____________ (จำเลยที่ 2 เดิม)
จำเลย: บริษัทประกันภัย _____________ จำกัด (มหาชน) (จำเลยที่ 3 เดิม)

คำฟ้อง

  1. โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ทะเบียน ___________ ซึ่งได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย โดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ __________ ครอบคลุมความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่ผู้ขับขี่รถยนต์ตามกรมธรรม์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  2. เมื่อวันที่ __________ รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ดังกล่าว ได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ของบุคคลภายนอก ซึ่งได้รับความเสียหาย ต่อมาโจทก์ถูกฟ้องร้องต่อศาล และศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ต้องชำระค่าเสียหายเป็นเงิน __________ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่บุคคลภายนอกตามคดีหมายเลขดำที่ ___/ ศาล __________
  3. เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลย และโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบเหตุการณ์และคำพิพากษาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยและปฏิเสธที่จะชดใช้เงินตามสัญญาประกันภัย ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
  4. โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน __________ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (หรือตามสัญญา) นับแต่วันที่ __________ จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

คำขอท้ายฟ้อง

ขอศาลได้โปรดพิพากษาให้จำเลย

  • ชำระเงินจำนวน __________ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ___ ต่อปี นับแต่วันที่ __________ จนกว่าจะชำระเสร็จ
  • และให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความ

ลงชื่อ
(__________________)
โจทก์

ทนายความผู้รับมอบอำนาจ
(__________________)


✅ เอกสารแนบที่ควรเตรียม:

  • สำเนาคำพิพากษาคดีหลัก (ที่โจทก์แพ้คดีต้องชดใช้)
  • สำเนากรมธรรม์ประกันภัย
  • สำเนาหลักฐานการชำระหนี้ของโจทก์ (ใบโอนเงิน ใบเสร็จ ฯลฯ)
  • หนังสือแจ้งเรียกร้องไปยังบริษัทประกัน (ถ้ามี)

กรณีนี้ เหตุใด โจทย์ จึง ถอนฟ้อง จำเลยที่ 3 , หรือคิดว่า สู้กับ จำเลย 2 ง่ายกว่า

เหตุผลที่โจทก์อาจเลือกถอนฟ้องจำเลยที่ 3

✅ 1. สู้กับจำเลยที่ 2 ง่ายกว่า

  • หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริง เช่น การเป็นนายจ้าง หรือการขับรถในทางการที่จ้าง → โจทก์ไม่ต้องนำสืบมาก
  • โอกาสชนะคดีสูงกว่า และเร็วกว่า

✅ 2. ป้องกันจำเลยที่ 3 ยกข้อยกเว้นตามกรมธรรม์

  • บริษัทประกันมัก ใช้ข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ เช่น
    • ไม่แจ้งเหตุภายใน 7 วัน
    • ผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่
    • ใช้งานผิดประเภท ฯลฯ
  • การต่อสู้กับบริษัทประกันอาจยุ่งยากกว่า ต้องพิสูจน์สัญญา ข้อกำหนดต่าง ๆ
  • อาจมี “เงื่อนไขตกลงกันไว้” ที่ทำให้บริษัทประกัน ไม่ต้องจ่ายโดยตรงกับบุคคลภายนอก

✅ 3. ปิดช่องให้จำเลยที่ 3 ถ่วงเวลา / แทรกแซงประเด็น

  • หากคงจำเลยที่ 3 ไว้ในคดี บริษัทประกันอาจเสนอประเด็นใหม่ที่ “บั่นทอนความแน่นของคดี”
  • เช่น อ้างว่ารถไม่ได้อยู่ในความคุ้มครอง, ผู้ขับขี่ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ, ฝ่าฝืนเงื่อนไข ฯลฯ
  • โจทก์อาจต้องพิสูจน์ประเด็นมากขึ้น

✅ 4. ไม่อยากให้จำเลยที่ 2 “โยนความรับผิด” ให้บริษัทประกันกลางศาล

  • หากมีจำเลยที่ 3 อยู่ในคดีเดียวกัน จำเลยที่ 2 อาจ “กันตัวเองออก” แล้วชี้ให้จำเลยที่ 3 รับผิด
  • ผลคือ ศาลอาจลังเล หรือใช้เวลาพิจารณานานขึ้น
  • แต่ถ้าตัดจำเลยที่ 3 ออก เหลือแค่จำเลยที่ 2 → ความรับผิดจะ “ชัดเจนกว่า” ในสายตาศาล

🎯 กลยุทธ์ทางคดีของโจทก์ (โดยสรุป):

“ฟ้องจำเลยที่ 2 ก่อน เพราะสู้ได้ง่ายกว่าและมีโอกาสชนะสูงกว่า จากนั้นค่อยไปจัดการกับจำเลยที่ 3 แยกภายหลัง”

หากคุณเป็นทนายฝ่ายจำเลยที่ 2 — การวางแผน “ฟ้องแยกบริษัทประกัน” แบบที่คุณถามไว้ตอนต้น จะเป็น ขั้นตอนถัดไปที่ควรดำเนินการทันทีหลังแพ้คดีหลัก

ในเมื่อ จำเลยที่ 2 ก็มีประกันอยู่แล้ว สามารถไม่ยอมได้ไหม คือให้ประกันอยู่ด้วยตั้งแต่แรก

❓ คำถาม: จำเลยที่ 2 มีประกันภัยแล้ว จะ “ไม่ยอมให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 3” ได้หรือไม่?

✅ ตอบโดยหลักกฎหมาย: “ไม่สามารถขัดขวางได้โดยเด็ดขาด”

เพราะ…

🔹 1. การถอนฟ้องเป็นสิทธิของ “โจทก์” โดยชอบด้วยกฎหมาย

  • ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 186 “โจทก์จะถอนฟ้องได้ก่อนศาลพิพากษา โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย”
  • ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถือว่า ชอบด้วยกฎหมายทันที
    → จำเลยที่ 2 จะคัดค้านไม่ได้ เพราะไม่ใช่คู่ความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยตรง

📌 แล้ว “จำเลยที่ 2” ควรทำอย่างไร ถ้าไม่อยากให้จำเลยที่ 3 หลุดจากคดี?

🟡 ทางเลือกมี 3 แนวทาง:

🔸 1. ขอศาล “มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็นจำเลยร่วม” (หากโจทก์ยังไม่ถอนฟ้อง)

  • ต้องยื่นคำร้องพร้อมแสดงว่า:
    • จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย
    • ผลของคำพิพากษาจะกระทบต่อจำเลยที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญ
  • แต่ถ้าโจทก์รีบ “ถอนฟ้องจำเลยที่ 3” ไปก่อน ศาลก็จะหมดอำนาจพิจารณา

🔸 2. ขอแย้งหรือมีคำร้องขอ “ให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็น “ผู้ถูกบังคับคดีร่วม” ภายหลัง

  • ถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แพ้ → จำเลยที่ 2 สามารถ
    • ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมในการบังคับคดี
    • ต้องมีข้อพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตามกรมธรรม์

🔸 3. ฟ้องแยก ตามที่คุณถามไว้ก่อนหน้า (ดีที่สุด)

  • ข้อดี: เป็นคดีใหม่ที่ “จำเลยที่ 2” เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 3 ตามสัญญา
  • เรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชดใช้เงินที่ศาลตัดสินให้จำเลยที่ 2 แพ้ในคดีหลัก
  • เป็นทางที่ปลอดภัย และสามารถควบคุมแนวทางสืบพยานได้เต็มที่

✴️ สรุปสั้นเข้าใจง่าย:

เรื่องคำตอบ
โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ไหม?ได้เสมอ ไม่ต้องถามจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 ห้ามได้ไหม?ไม่ได้
จำเลยที่ 2 ควรทำอย่างไร?ฟ้องแยก บริษัทประกัน (จำเลยที่ 3 เดิม) เรียกคืนตามกรมธรรม์

ถ้าเป็นจำเลยที่ 3 ปกติ ชอบที่จะเข้าร่วมคดี ตั้งแต่แรก หรือมาเข้าตอนหลังกับ จำเลย 2

คำถามนี้เฉียบคมมากครับ — มุมมองจากฝั่ง “จำเลยที่ 3” (บริษัทประกันภัย) ว่าเขา ควรเข้าร่วมคดีตั้งแต่ต้น หรือ รอให้คดีจบแล้วค่อยเข้ามา มีผลต่อความเสี่ยง กฎหมาย และกลยุทธ์ของบริษัทอย่างมาก


✅ โดยทั่วไป “จำเลยที่ 3” (บริษัทประกัน) มักชอบเข้าร่วมคดีตั้งแต่ต้น

เพราะ…

🔹 1. ควบคุมความเสี่ยง

  • บริษัทประกัน ไม่อยากให้ศาลพิพากษาผูกพันตนเองทางอ้อม โดยที่ตนไม่ได้อยู่ในคดี
  • เช่น ถ้าศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และขับในทางการจ้าง → เป็นเรื่องที่ผูกพันบริษัทโดยตรงตามกรมธรรม์
  • ถ้าไม่อยู่ในคดี = เสียสิทธิค้าน / หักล้างข้อเท็จจริง

🔹 2. ป้องกัน “การเรียกร้องค่าเสียหายซ้ำซ้อน”

  • ถ้าไม่ได้อยู่ในคดี → โจทก์อาจชนะคดี แล้วจำเลยที่ 2 มาฟ้องบริษัทอีกที
  • กลายเป็นบริษัทต้อง “ชดใช้ทีหลัง” โดยไม่มีโอกาสสู้ในชั้นศาลตั้งแต่แรก

🔹 3. มีโอกาสใช้ข้อยกเว้นในกรมธรรม์

  • เช่น ผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่, ไม่แจ้งอุบัติเหตุ, ใช้งานผิดประเภท ฯลฯ
  • ถ้าเข้าร่วมตั้งแต่ต้น = สามารถแถลงและยกข้อต่อสู้ได้ในชั้นศาล
  • ถ้ามาเข้าทีหลัง = อาจถูกตีความว่า “ละเลยสิทธิ” หรือศาลไม่รับฟังแล้ว

⚖️ แต่มีบางกรณีที่บริษัทประกันอาจ “ไม่อยากอยู่ในคดีตั้งแต่ต้น” เช่น

🔸 1. คดีเสี่ยงเสียภาพลักษณ์ หรือเปิดเผยข้อพิพาทภายใน

  • เช่น ถ้าเป็นเรื่องที่บริษัทตั้งใจ “ปฏิเสธความรับผิด” แต่หลักฐานไม่แข็งแรง → เลือกอยู่นอกคดีไว้ก่อน

🔸 2. ใช้กลยุทธ์ให้ผู้เอาประกัน “แพ้คดี” ก่อน แล้วค่อยปฏิเสธจ่ายในชั้นบังคับคดี

  • เช่น อ้างว่าคดีที่แพ้นั้น “นอกขอบเขตความคุ้มครอง”
  • วิธีนี้เสี่ยง แต่บางบริษัทเลือกทำเพื่อ “ขยายเวลา” หรือ “ต่อรอง”

✳️ สรุปชัด ๆ: บริษัทประกัน (จำเลยที่ 3) ส่วนใหญ่ชอบเข้าคดีตั้งแต่ต้น

ข้อดีเมื่ออยู่ในคดีข้อเสียเมื่อไม่อยู่ในคดี
ควบคุมเนื้อหาคดีถูกผูกพันโดยไม่รู้ตัว
ยกข้อยกเว้นได้เสียสิทธิค้าน
สื่อสารกับศาลเองอาจต้องจ่ายเงินย้อนหลังโดยไม่มีโอกาสต่อสู้
ป้องกันการฟ้องซ้ำสูญเสียภาพพจน์ทางธุรกิจ

Discover more from อรรถพรคลินิก ศัลยกรรมตกแต่ง Attaporn Plastic Surgery clinic 阿塔蓬博士,曼谷整形外科医生

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading