มาตรา 4
- หญิงที่มีสามี มีสิทธิฟ้องคดีอาญาเอง ไม่ต้องขออนุญาตสามี
- แต่สามีจะฟ้องแทนภรรยาได้ ต้องได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภรรยา
มาตรา 5
ใครบ้างที่จัดการแทนผู้เสียหายได้ (เฉพาะบางกรณี):
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรม/ผู้อนุบาล → เฉพาะกรณีผู้เยาว์/คนไร้ความสามารถ
(2) พ่อแม่ ลูก สามี/ภรรยา → เฉพาะเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้าย ถึงตาย หรือ เจ็บหนักจนจัดการเองไม่ได้
(3) ผู้จัดการ/ตัวแทนนิติบุคคล → เฉพาะเมื่อความผิดกระทำต่อนิติบุคคลนั้น
มาตรา 6
- หากผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์/วิกลจริต/ไร้ความสามารถ
และ ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือ ผู้แทนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ หรือ มีผลประโยชน์ขัดกัน
➡️ ญาติ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอศาลตั้งเป็น ผู้แทนเฉพาะคดี ได้
➡️ ศาลสอบแล้วตั้งผู้ร้องหรือบุคคลอื่นที่ยินยอม
➡️ หากไม่มีใคร ศาลตั้ง พนักงานฝ่ายปกครอง
ไม่เก็บค่าธรรมเนียม การขอตั้งผู้แทนเฉพาะคดี
สรุปง่าย ๆ:
- ม.4 หญิงมีสามีฟ้องได้เอง
- ม.5 ระบุผู้แทนในกรณีผู้เสียหายจัดการไม่ได้
- ม.6 ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีโดยศาล หากไม่มีผู้แทนตามกฎหมาย
มาตรา 22 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
เมื่อต้องพิจารณาว่า “ฟ้องคดีอาญาที่ศาลไหน?”
หลักทั่วไป:
➡️ ฟ้องที่ ศาลที่ความผิดเกิดขึ้น
ยกเว้น (เลือกฟ้องที่ศาลอื่นได้):
- จำเลยมีที่อยู่ หรือ ถูกจับ หรือ สอบสวน ในท้องที่หนึ่ง
✅ ฟ้องที่ศาลในท้องที่นั้น แทน ได้ - ความผิดเกิดนอกราชอาณาจักรไทย
✅ ฟ้องที่ ศาลอาญา
✅ หรือ ถ้ามีการสอบสวนในเขตศาลใด ก็ฟ้องที่ ศาลนั้น ได้ด้วย
ตัวช่วยจำแบบสั้น:
“ผิดที่ไหน ฟ้องที่นั่น — ถ้ามีจับ มีบ้าน มีสอบสวน ฟ้องที่นั้นแทนได้ — นอกประเทศ ฟ้องศาลอาญา หรือศาลที่สอบสวน”
มาตรา 23 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
ถ้ามี หลายศาล ที่มีอำนาจพิจารณาคดีเดียวกัน — อาจมีการ โอนคดี ได้
🟢 กรณี 1:
ฟ้องที่ศาลหนึ่ง (แต่ ความผิดเกิดอีกเขต)
➡️ โจทก์หรือจำเลย ขอให้ โอนคดี ไปยังศาลที่ความผิดเกิดได้
🟢 กรณี 2:
โจทก์ฟ้องศาลที่ความผิดเกิด แต่
➡️ ต่อมาพบว่าอีกศาลหนึ่ง พิจารณาสะดวกกว่า
➡️ โจทก์ ร้องขอโอนคดี ไปยังศาลนั้นได้
➡️ แม้จำเลยจะคัดค้าน ศาลก็มี ดุลพินิจ จะโอนหรือไม่โอน
🔑 สรุปสั้นจำง่าย:
“หลายศาลมีอำนาจ ฟ้องที่ไหนก็ได้ — ถ้าอยากย้าย ขอศาลโอนได้ ถ้าเพื่อความสะดวก แม้จำเลยค้าน ศาลก็ตัดสินใจเองได้”
มาตรา 26 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
✅ เมื่อคดีอยู่ในศาลใดแล้ว สามารถย้ายศาล (โอนคดี) ได้ ถ้าเหตุผลหนักแน่นพอ
🔺 เหตุที่ “โอนคดี” ได้:
- ลักษณะของความผิด (เช่น คดีร้ายแรง)
- ฐานะของจำเลย (เช่น เจ้าหน้าที่ระดับสูง)
- จำนวนจำเลยมาก
- ประชาชนในพื้นที่อาจไม่พอใจ/ไม่ปลอดภัย
- เกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย ไม่สงบ
- กระทบประโยชน์สำคัญของรัฐ
- เหตุผลอื่นที่เหมาะสม
🏛 ใครร้องขอได้:
- โจทก์
- จำเลย
- หรือ ศาลที่พิจารณาคดีอยู่ เสนอต่อ ประธานศาลฎีกา
🟢 หากประธานศาลฎีกาเห็นสมควร:
➡️ มีอำนาจสั่งโอนคดี ไปยังศาลอื่น
➡️ คำสั่งนี้เป็นที่สุด (ไม่มีอุทธรณ์)
🔑 สรุปสั้นจำง่าย:
“ถ้าคดีอาจวุ่นวาย อันตราย หรือกระทบรัฐ — ขอประธานศาลฎีกาโอนคดีได้ และท่านสั่งแล้วถือเป็นที่สุด”
มาตรา 71 (ป.วิ.อาญา)
🧑⚖️ เกี่ยวกับการขัง หรือไม่ขัง ผู้ต้องหาหรือจำเลย
✅ 1. การออกหมายขัง
- เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
→ ศาลออกหมายขังได้ ตาม มาตรา 87 หรือ 88
→ ใช้ มาตรา 66 โดย อนุโลม - หมายขังยังใช้ได้อยู่
→ จนกว่าจะมี- หมายปล่อย หรือ
- หมายจำคุกแทน
🚫 2. ข้อยกเว้นการขัง (มีเหตุพิเศษ)
ศาลจะไม่ออกหมายขัง หรือจะออกหมายปล่อยก็ได้ หากบุคคลนั้นเป็น…
- 👶 อายุไม่ถึง 18 ปี
- 🤰 หญิง มีครรภ์
- 👶 หญิง เพิ่งคลอด ไม่เกิน 3 เดือน
- 🤒 เจ็บป่วยร้ายแรง จนอาจเป็นอันตรายหากต้องขัง
🛡️ 3. ศาลมีทางเลือกแทนการขัง
- สั่งให้ อยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงาน/บุคคลที่ยินยอม
- หรือ กำหนดวิธีป้องกันการหลบหนี/ความเสียหาย เช่น
- ห้ามเดินทาง
- ต้องมารายงานตัว
- สวมกำไล EM (ในทางปฏิบัติ)
⏳ 4. ระยะเวลาของคำสั่งพิเศษเหล่านี้
- หากออกในระหว่างสอบสวน
→ ใช้ได้ ไม่เกิน 6 เดือน - หากออกในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา
→ ใช้ได้ จนกว่าจะเสร็จการพิจารณา
🔁 5. หากฝ่าฝืนเงื่อนไข หรือพฤติการณ์เปลี่ยน
- ศาล เปลี่ยนแปลงคำสั่งได้
- หรือ ออกหมายขังใหม่ ตามที่เห็นสมควร
📌 คำจำง่าย:
“ได้ตัว – ขังได้ / เด็ก–หญิงท้อง–ป่วยหนัก → ไม่ขังก็ได้
ศาลมีสิทธิ ควบคุมดูแลแทนการขัง
คำสั่งมีอายุ 6 เดือนในสอบสวน / จนจบพิจารณาในศาล
ฝ่าฝืน – ออกหมายขังใหม่ได้“
ปวิอ. มาตรา 106 (การขอปล่อยตัวชั่วคราว)
🔓 ผู้ต้องหา / จำเลย หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
สามารถยื่นคำร้องขอให้ ปล่อยตัวชั่วคราว ได้ โดยมีหรือไม่มีประกัน หรือมีทั้งประกันและหลักประกันก็ได้
📝 ยื่นคำร้องได้ตามสถานะของคดี ดังนี้:
① ยังไม่ฟ้อง และถูกควบคุมตัวอยู่
➡ ยื่นต่อ พนักงานสอบสวน หรือ พนักงานอัยการ (แล้วแต่กรณี)
② ยังไม่ฟ้อง แต่ถูกขังตามหมายศาล
➡ ยื่นต่อ ศาล ที่ออกหมายขัง
③ ฟ้องแล้ว
➡ ยื่นต่อ ศาลชั้นต้น ที่พิจารณาคดีนั้น
④ ศาลอ่านคำพิพากษาชั้นต้นหรืออุทธรณ์แล้ว
– แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์/ฎีกา
– หรือยื่นแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งสำนวน
➡ ยื่นต่อ ศาลชั้นต้น ได้เช่นกัน
✅ หากศาลชั้นต้น อนุญาต → สั่งได้ทันที
❌ หากไม่อนุญาต → ส่งคำร้อง + สำนวนไป ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา
⑤ เมื่อส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์/ฎีกาแล้ว
➡ สามารถยื่นได้ที่
– ศาลชั้นต้น
– หรือ ศาลอุทธรณ์ / ศาลฎีกา โดยตรง
✳️ ถ้ายื่นที่ศาลชั้นต้น → ต้องรีบส่งต่อให้ศาลสูง
🧠 จำแบบย่อ
🔹 ยังไม่ฟ้อง → ยื่นที่เจ้าหน้าที่
🔹 ฟ้องแล้ว → ยื่นที่ศาลชั้นต้น
🔹 อ่านคำพิพากษาแล้ว → ยังยื่นที่ศาลชั้นต้น
🔹 สำนวนถึงศาลสูง → ยื่นได้ทั้งศาลล่างหรือศาลสูง
มาตรา 110 (หลักเกณฑ์การประกันตัว)
🔹 แบ่งเป็น 2 กลุ่มคดีหลัก:
① คดีโทษจำคุกเกิน 10 ปี
✅ ต้องมีประกัน
❌ ไม่มีประกันไม่ได้
แต่จะมี หลักประกัน (ทรัพย์สิน ฯลฯ) หรือไม่ก็ได้
② คดีอื่น ๆ (โทษไม่เกิน 10 ปี)
✅ เลือกได้ว่า
– ไม่มีประกันเลย
– มีประกัน
– มีประกัน + หลักประกัน
→ ขึ้นกับดุลพินิจของศาล
⚖️ ข้อจำกัดในการเรียกประกัน/หลักประกัน
– ห้ามเรียก เกินควรแก่กรณี
– ศาลต้อง คำนึงถึงมาตรการควบคุมหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ใช้กับผู้ถูกปล่อยด้วย (เช่น สวมกำไล EM, รายงานตัว ฯลฯ)
📜 ทั้งหมดนี้ให้เป็นไปตาม
– กฎกระทรวง
– หรือ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา (แล้วแต่กรณี)
🧠 จำแบบสั้น
- ⚠️ โทษ >10 ปี → ต้อง “มีประกัน”
- ✅ โทษ ≤10 ปี → ยืดหยุ่นได้: ไม่ประกัน / ประกัน / ประกัน + หลักประกัน
- ❗ห้ามเรียกเงินหรือหลักทรัพย์ “เกินจำเป็น”
- ⚖️ ต้องดู “มาตรการอื่นที่ใช้ประกอบด้วย” เช่น รายงานตัว, EM
- 📘 เป็นไปตามระเบียบของ กระทรวง หรือ ศาลฎีกา
มาตรา 112 แบบจำง่าย
🔓 ก่อนปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) ต้องให้
✅ ผู้ประกัน หรือ ผู้เป็นหลักประกัน ลงลายมือชื่อในสัญญาประกัน
📝 ในสัญญาประกัน ต้องมีข้อความสำคัญ 2 อย่าง:
- 📅 ต้องมาตามนัดหรือหมายเรียก
– ผู้ต้องหา/จำเลย หรือผู้ประกัน ต้องมาปรากฏตัวตามที่เจ้าพนักงานหรือศาลเรียก - 💸 หากผิดสัญญา ต้องชดใช้เงิน
– จะต้อง จ่ายเงินจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา
🚫 ห้ามตั้งเงื่อนไขเกินจำเป็น
– เช่น บังคับรายงานตัวมากเกินไป หรือเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหนีคดี
🧠 จำแบบย่อ
📜 “ก่อนปล่อย ต้องเซ็นสัญญา”
📍 “มาตามนัด”
💰 “ผิดต้องจ่าย”
🚷 “ห้ามเงื่อนไขเกินจำเป็น”
มาตรา 119/2 (มาตรา ๑๑๙ ทวิ)
🧾 กรณีศาลไม่ให้ปล่อยชั่วคราว – ผู้ร้องสามารถ อุทธรณ์คำสั่งได้ ดังนี้:
① ⚖️ ถ้าศาลชั้นต้นไม่ให้ปล่อยชั่วคราว
➡ อุทธรณ์ได้ที่ ศาลอุทธรณ์
② ⚖️ ถ้าศาลอุทธรณ์ไม่ให้ปล่อยชั่วคราว
➡ อุทธรณ์ได้ที่ ศาลฎีกา
📤 ศาลชั้นต้นต้อง รีบส่งคำร้องอุทธรณ์ พร้อมสำนวน (หรือสำเนาสำนวนเท่าที่จำเป็น) ไปยังศาลที่สูงกว่า
เพื่อให้ พิจารณาและมีคำสั่งโดยเร็ว
📌 ข้อสำคัญ:
– ถ้าศาลอุทธรณ์ ไม่ให้ปล่อย และ ยืนตามศาลชั้นต้น → ถือเป็นที่สุด
– ❗แต่ยังสามารถ ยื่นคำร้องใหม่ได้อีก (ไม่ตัดสิทธิ)
🧠 จำแบบย่อ
🔒 ศาลไม่ให้ประกัน → อุทธรณ์ได้
⚖️ ชั้นต้น → ไปศาลอุทธรณ์
⚖️ อุทธรณ์ → ไปศาลฎีกา
⏩ ศาลต้องส่งสำนวนโดยเร็ว
🚫 ศาลอุทธรณ์ “ยืนตามศาลล่าง” → เป็นที่สุด
✅ แต่ยัง ยื่นใหม่ได้อีก
มาตรา 150 (เรื่องการชันสูตรพลิกศพ):
✅ สถานการณ์ที่ต้องชันสูตรพลิกศพ
- เมื่อมีความตายผิดธรรมชาติ เช่น ฆาตกรรม อุบัติเหตุ หรือการตายในที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ
🧑⚕️ ผู้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ
เรียงลำดับตามลำดับความสำคัญ:
- แพทย์นิติเวช ที่มีวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา
- แพทย์โรงพยาบาลของรัฐ
- แพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
- แพทย์โรงพยาบาลเอกชน หรือแพทย์อาสาสมัครที่ขึ้นทะเบียน
📝 แพทย์ที่ไม่ได้เป็นนิติเวช ถือเป็น “เจ้าพนักงาน” ตาม ป.อาญา
👮♂️ พนักงานสอบสวนต้องทำ
- แจ้งผู้มีสิทธิเกี่ยวข้อง (เช่น สามี/ภริยา/บิดามารดา/ผู้สืบสันดาน/ญาติ) ให้ทราบก่อนชันสูตร
- จัดทำ บันทึกการชันสูตร ทันที
- แพทย์ต้องทำ รายงานแนบ ภายใน 7 วัน (ขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน)
⚖️ กรณีตายเพราะเจ้าหน้าที่
ให้ พนักงานอัยการ + ปลัดอำเภอ (หรือเทียบเท่า) + พนักงานสอบสวน + แพทย์ ร่วมชันสูตร
🏛️ หลังชันสูตรเสร็จ
- ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ
- พนักงานอัยการยื่นศาล ให้ไต่สวนภายใน 30 วัน (ขยายได้ 2 ครั้ง ๆ ละไม่เกิน 30 วัน)
👨👩⚖️ การไต่สวนโดยศาล
- ศาลแจ้งวันไต่สวน และแจ้งญาติผู้ตายไม่น้อยกว่า 15 วัน
- ญาติสามารถยื่นขอเข้าร่วมซักถามพยาน หรือนำพยานมาเบิกความได้
- ญาติสามารถตั้งทนายความได้ หากไม่มี ศาลตั้งให้
📑 คำสั่งศาล
- ระบุว่า ใครตาย ที่ไหน เมื่อใด ตายอย่างไร ใครทำร้าย (ถ้าทราบ)
- คำสั่งศาลถึงที่สุด แต่ไม่กระทบสิทธิในการฟ้องร้องคดีต่อไป
💵 ค่าตอบแทน
- แพทย์ เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ ทนายความที่ศาลตั้ง => ได้รับค่าตอบแทน/ค่าใช้จ่าย ตามระเบียบ
มาตรา 163
📌 เรื่อง: การขอแก้/เพิ่มเติมคำฟ้อง หรือคำให้การ
🔹 โจทก์: ขอแก้/เพิ่มเติมคำฟ้อง
- เมื่อไหร่: ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
- เงื่อนไข: ต้องมี เหตุอันควร
- กระบวนการ:
- ยื่นคำร้องต่อศาล
- ศาลอาจ:
- อนุญาตทันที
- หรือสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน
- หากอนุญาต:
- ให้ส่ง สำเนาคำฟ้องใหม่ ให้จำเลย
- ศาล อาจแยกสำนวน สำหรับฟ้องเพิ่มเติม
🔹 จำเลย: ขอแก้/เพิ่มเติมคำให้การ
- เมื่อไหร่: ก่อนศาลพิพากษา
- เงื่อนไข: ต้องมี เหตุอันควร
- ถ้าศาลอนุญาต:
- ให้ส่ง สำเนาคำให้การใหม่ ให้โจทก์
✅ สรุปจำง่าย:
ฟ้อง – ให้การ แก้/เพิ่มได้ ก่อนศาลตัดสิน
ขอได้ทั้ง โจทก์และจำเลย
ต้องมี “เหตุอันควร” และได้รับอนุญาตจากศาล
ส่งสำเนาให้ฝ่ายตรงข้าม
ศาลอาจแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมได้
มาตรา 172
หลักการทั่วไปของการพิจารณาคดีและสืบพยาน:
- ต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
เว้นแต่กฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น - เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาล:
- ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง
- ถามว่าจำเลยรับผิดหรือไม่
- จำเลยให้การอย่างไร ต้องจดไว้
- ถ้าไม่ให้การ ให้ศาลบันทึกไว้และพิจารณาต่อไป
- การสืบพยานอาจไม่ให้เผชิญหน้ากับจำเลยโดยตรงได้ถ้า:
- พิจารณาแล้วว่า พยานอาจมีความกลัว หรือมีข้อจำกัด (เช่น เพศ, อายุ, สุขภาพ, ภาวะจิต)
- ให้ใช้:
- โทรทัศน์วงจรปิด
- สื่ออิเล็กทรอนิกส์
- หรือวิธีอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา
- อาจสอบถามผ่าน:
- นักจิตวิทยา
- นักสังคมสงเคราะห์
- บุคคลที่พยานไว้ใจ
- การบันทึกคำเบิกความพยาน:
- ต้องบันทึกด้วยสื่อที่แสดงภาพและเสียง และตรวจสอบความถูกต้องได้
- ศาลอุทธรณ์/ฎีกาใช้ประกอบการพิจารณาได้
- ต้องทำตามหลักเกณฑ์ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา
- ข้อบังคับที่ออกโดยประธานศาลฎีกา:
- ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
- ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงมีผลใช้บังคับ
สรุปสั้นแบบจำง่าย:
เปิดเผย – อ่านฟ้อง – ถามจำเลย – ไม่ให้การก็พิจารณาได้ – พยานไม่ต้องเผชิญหน้าถ้าเสี่ยง – ใช้สื่อทันสมัย – บันทึกภาพเสียงไว้ – ใช้ประกอบอุทธรณ์/ฎีกา – ตามข้อบังคับที่ประกาศใช้แล้ว
มาตรา 173/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
🔹 วัตถุประสงค์หลัก:
เพื่อให้การพิจารณาคดีที่จำเลยไม่ให้การหรือปฏิเสธ รวดเร็ว ต่อเนื่อง เป็นธรรม
✅ หลักสำคัญที่ควรจำ:
- กำหนดวันตรวจพยานล่วงหน้า
- เมื่อ คู่ความร้องขอ หรือ ศาลเห็นสมควร
- แจ้งล่วงหน้า ≥ 14 วัน ก่อนวันตรวจ
- ยื่นบัญชีระบุพยาน
- ยื่นล่วงหน้า ≥ 7 วัน ก่อนวันตรวจพยาน
- ต้อง แนบสำเนาเพียงพอ ให้คู่ความฝ่ายอื่น
- ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม
- ต้องยื่นก่อน การตรวจพยานเสร็จ
- ถ้าเลยเวลา ต้อง ขออนุญาตศาล พร้อมแสดง
- เหตุสมควร
- หรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
- หรือเพื่อให้จำเลยต่อสู้คดีเต็มที่
- พยานเอกสาร/วัตถุอยู่กับบุคคลภายนอก
- ยื่นคำขอต่อศาล พร้อมบัญชีพยาน
- ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจากผู้ครอบครอง
- เพื่อให้ได้ มาก่อน วันตรวจพยาน
📌 จำง่าย:
“14 วันแจ้ง, 7 วันยื่น, เพิ่มพยานต้องมีเหตุ, ขอเรียกของจากคนนอกให้ทันก่อนตรวจ”
มาตรา 173/2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
✅ หลักการสำคัญ:
วันตรวจพยานหลักฐาน เป็นวันสำคัญก่อนการสืบพยาน
เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดทิศทางการพิจารณาคดี
🔹 ลำดับขั้นตอนสำคัญในวันตรวจพยาน:
- ✅ ส่งพยานเอกสาร/วัตถุ (ที่อยู่กับตนเอง) ให้ศาล
- เพื่อให้ อีกฝ่ายตรวจสอบ
- เว้นแต่:
- ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น (เช่น สภาพพยานไม่เอื้อ)
- หรือเป็น บันทึกคำให้การของพยาน
- 🗣️ แถลงแนวทางการสืบพยาน
- แต่ละฝ่าย แถลงต่อศาล ว่าจะเสนอพยานอย่างไร
- ศาลจะ สอบถาม ว่า
- พยานเกี่ยวกับประเด็นหรือไม่
- จำเป็นต้องสืบหรือไม่
- อีกฝ่าย ยอมรับพยาน ได้หรือไม่
- 📆 ศาลกำหนดวันนัดสืบพยาน
- ต้อง แจ้งล่วงหน้า ≥ 7 วัน
- ❗ กรณีโจทก์ไม่มาตรวจพยาน
- ให้นำ มาตรา 166 มาใช้โดยอนุโลม (อาจถือว่าทิ้งฟ้อง)
🧭 พยานสำคัญ – สืบล่วงหน้าได้
- หาก ศาลเห็นสมควร หรือ คู่ความร้องขอ
- และเพื่อ ประโยชน์แห่งความยุติธรรม
- ศาลสามารถ สืบพยานบางส่วนไว้ก่อน วันนัดสืบพยาน
🧠 จำง่าย:
“วันตรวจพยาน – ส่งพยานให้ตรวจ, แถลงแนวทาง, ศาลถามความจำเป็น, นัดวันสืบ
โจทก์ไม่มา = เสี่ยงทิ้งฟ้อง
พยานสำคัญมาก = สืบไว้ก่อนได้เพื่อความยุติธรรม”
มาตรา 174 – ขั้นตอนการเปิดคดี สืบพยาน ปิดคดี
🟦 1. ก่อนสืบพยาน – “เปิดคดี”
📌 ฝ่ายโจทก์:
- มีสิทธิ เปิดคดีก่อน
- โดย แถลง:
- ลักษณะของฟ้อง
- พยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย
- จากนั้น นำพยานเข้าสืบ
📌 ฝ่ายจำเลย:
- เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ
➤ จำเลยมีสิทธิ เปิดคดีของตน - โดย แถลง:
- ข้อเท็จจริง / ข้อกฎหมายที่อ้าง
- พยานหลักฐานที่จะนำสืบ
- แล้ว นำพยานเข้าสืบ
🟦 2. เมื่อสืบพยานเสร็จ – “ปิดคดี”
- ทั้งโจทก์และจำเลยมีสิทธิ แถลงปิดคดี
- ด้วย วาจา
- เป็นหนังสือ
- หรือ ทั้งสองอย่าง
🟦 3. ศาลมีอำนาจสั่งงดการสืบพยาน
- ถ้าศาลเห็นว่า ไม่จำเป็น ต้องสืบพยานหรือดำเนินการอะไรเพิ่มเติม
➤ ศาลมีอำนาจสั่งงด พยานหรือการนั้นได้
🧠 สรุปจำง่าย:
“เปิดคดี–สืบพยาน–ปิดคดี → โจทก์เริ่มก่อน จำเลยตาม ศาลงดพยานได้ถ้าเห็นว่าไม่จำเป็น”
มาตรา 182 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
🧑⚖️ เกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษา/คำสั่งในคดีอาญา
- ขณะพิจารณาคดีอยู่
- หากมี คำร้องระหว่างพิจารณา ศาลสั่งตามเห็นสมควร
- เมื่อพิจารณาเสร็จ ต้อง พิพากษาหรือสั่งตามรูปคดี
- การอ่านคำพิพากษา/คำสั่ง
- ต้องอ่าน โดยเปิดเผยในศาล
- ภายใน 3 วัน หลังพิจารณาเสร็จ
- หากมีเหตุจำเป็น เลื่อนอ่านได้ แต่ ต้องจดเหตุผลไว้
- การลงชื่อรับฟังคำพิพากษา
- เมื่อศาลอ่านแล้ว ต้องให้ คู่ความลงชื่อรับฟัง
- ถ้าโจทก์ไม่มา → อ่านได้แม้ไม่มีโจทก์
- ถ้าจำเลยไม่มา
- ถ้า ไม่มีเหตุสงสัยว่าหลบหนี → ศาลรออ่านจนกว่าจะมา
- ถ้า สงสัยว่าหลบหนีหรือจงใจไม่มา
→ ออก หมายจับ
→ หาก จับไม่ได้ภายใน 1 เดือน
→ อ่านลับหลังได้
→ ถือว่า จำเลยรับฟังแล้ว
- จำเลยบางคนไม่มา แต่คนอื่นจะถูกปล่อย
→ ศาลมีอำนาจ ปล่อยชั่วคราวระหว่างรออ่านคำพิพากษาได้
📌 คำสำคัญจำง่าย
- “อ่านภายใน 3 วัน / เหตุจำเป็นเลื่อนได้ / จำเลยหนี → จับ / จับไม่ได้ → อ่านลับหลัง / ถือว่ารับฟังแล้ว”
- “ศาลปล่อยชั่วคราวได้ หากจำเลยบางคนไม่มา”
185 ปวิอ. (จำง่าย):
✅ กรณียกฟ้อง – จำเลยไม่ต้องรับโทษ
ศาลให้ยกฟ้องและปล่อยจำเลย ถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งดังนี้:
- จำเลย ไม่ได้กระทำผิด
- การกระทำ ไม่เป็นความผิด
- คดีขาดอายุความ
- มีเหตุที่ตามกฎหมาย จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ
➡️ ศาลต้องยกฟ้องและปล่อยจำเลย
แต่…
ระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด
➡️ ศาลจะขังจำเลยไว้ หรือ ปล่อยชั่วคราว ก็ได้
❌ กรณีลงโทษ – จำเลยกระทำผิด
ถ้า
- ศาลเห็นว่า จำเลยกระทำผิด
- และ ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ
➡️ ให้ศาลพิพากษาลงโทษตามความผิด
แต่…
➡️ ศาลอาจปล่อยจำเลยชั่วคราว ระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้
จำง่าย:
- ถ้า ไม่ผิด/หมดอายุความ/ไม่ควรรับโทษ → ยกฟ้อง ปล่อยตัว
- ถ้า ผิดจริง ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ → ลงโทษได้
- ทุกกรณี: ศาลมีอำนาจพิจารณาปล่อยชั่วคราวระหว่างคดี
มาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
🔒 หลักการสำคัญ:
ห้ามศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำฟ้องหรือเกินคำขอของโจทก์
แต่มีข้อยกเว้นบางกรณีที่สามารถทำได้
✅ กรณีที่ “ศาลทำได้”:
- ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้อง แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ
- เช่น เวลา/สถานที่/รายละเอียดปลีกย่อย
- หรือความผิดในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน (ลักทรัพย์, ยักยอก, ฉ้อโกง ฯลฯ)
➤ ศาล อาจพิพากษาได้ ถ้า “จำเลยไม่หลงต่อสู้”
- ฐานความผิดหรือบทกฎหมายที่โจทก์อ้าง “ผิด”
➤ ศาล มีอำนาจเปลี่ยนฐานความผิดให้ถูกต้องได้
(เช่น โจทก์ฟ้องลักทรัพย์ แต่จริงๆ คือยักยอก) - โจทก์ฟ้องหลายการกระทำผิด แต่พิสูจน์ได้บางข้อ
➤ ศาล ลงโทษเฉพาะข้อที่พิสูจน์ได้
❌ กรณีที่ “ศาลทำไม่ได้”:
- ข้อเท็จจริงแตกต่างใน “สาระสำคัญ”
➤ ต้อง “ยกฟ้อง” - ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อไม่ใช่เจตนาของโจทก์ให้ลงโทษ
➤ ห้ามศาลลงโทษในข้อนั้น - ห้ามลงโทษ “เกินโทษสูงสุด” ตามที่โจทก์ฟ้อง
🔍 คำสำคัญควรจำ:
- ห้ามเกินคำฟ้อง
- เว้นแต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ + จำเลยไม่หลงต่อสู้
- เปลี่ยนฐานความผิดได้ หากข้อเท็จจริงถูก
- ลงโทษเฉพาะข้อที่สืบได้
- ห้ามลงโทษข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์
มาตรา 199
💡 กรณีจำเลยขาดนัด ยื่นคำให้การ
✅ ถ้าจำเลยมา ก่อนศาลตัดสิน และ
- แจ้งว่า ประสงค์จะต่อสู้คดี
- ศาลเห็นว่า ไม่ได้จงใจ หรือมี เหตุสมควร
➡️ ศาลอนุญาต ให้ยื่นคำให้การภายในเวลาที่กำหนด และ
➡️ เริ่มพิจารณาใหม่ ตั้งแต่จุดที่ขาดนัด
❌ ถ้าจำเลย
- ไม่แจ้ง ว่าจะต่อสู้คดี
- หรือศาลเห็นว่า จงใจขาดนัด / ไม่มีเหตุสมควร
➡️ ดำเนินคดีต่อได้เลย
➡️ จำเลยสามารถ ถามค้านพยานโจทก์ที่กำลังสืบอยู่ได้
แต่ ❌ ห้ามนำพยานฝ่ายจำเลยเข้าสืบเอง
🔁 จำกัดโอกาสยื่นใหม่
- หากเคยได้รับอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตาม มาตรา 199 ตรี แล้ว
➡️ ❌ ยื่นคำให้การอีกไม่ได้
➡️ ❌ ร้องขอพิจารณาใหม่อีกไม่ได้
🎯 สรุปจำง่าย:
ขาดนัดแล้วยังพอมีโอกาส ถ้ามาแจ้งก่อนศาลตัดสินและมีเหตุผลที่ดี
แต่ถ้าไม่มีเหตุผล หรือเคยขอแล้ว — โอกาสนั้น “หมดสิทธิ์”‼️
สรุป มาตรา 206 — จำง่าย เข้าใจเร็ว
มาตรานี้ว่าด้วย การขาดนัดพิจารณา และการขอ “พิจารณาคดีใหม่” พร้อมเงื่อนไขต่างๆ ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่ง ไม่มาตามนัดของศาล
🔹1. ห้ามชนะเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่มา
❌ คู่ความ “ไม่สามารถ” ขอให้ศาลตัดสินให้ตนชนะ แค่เพราะอีกฝ่ายขาดนัด
✅ ศาลต้องพิจารณาเนื้อหาคดีด้วย ว่า
- ข้ออ้างมีมูลจริง
- และไม่ขัดต่อกฎหมาย
➡️ ถึงจะพิพากษาให้ชนะได้
💡 แม้ไม่มีอีกฝ่าย ศาลก็ อ้างข้อกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยได้ (เช่น ความมั่นคง สาธารณะ)
🔹2. การขาดนัดพิจารณาแล้ว “กลับมา”
ถ้าคู่ความ มาศาลภายหลัง ที่สืบพยานไปบางส่วนแล้ว และ
✅ แจ้งต่อศาลว่า ต้องการดำเนินคดี
✅ ศาลเห็นว่า ไม่ได้จงใจ / มีเหตุสมควร
✅ และ ยังไม่เคย ได้รับอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตาม มาตรา 199 ตรี
➡️ ศาลอาจสั่งให้พิจารณาใหม่ได้
🛑 แต่ถ้ากลับมาขาดนัดอีก → หมดสิทธิ์ขอพิจารณาใหม่
🔹3. หากไม่มีเหตุ หรือเคยขอแล้ว
ถ้า…
- ไม่แจ้งความประสงค์ต่อศาล
- หรือศาลเห็นว่า จงใจ / ไม่มีเหตุอันควร
- หรือ ขอพิจารณาใหม่ไม่ได้ตามกฎหมาย
➡️ ศาล ดำเนินคดีต่อไป ได้เลย
แต่มีข้อ ห้าม พิเศษ 3 ข้อ 👇
🚫 ข้อจำกัดหลังกลับมาศาล
(1) ❌ ห้ามนำพยานของตัวเองเข้าสืบ
ถ้ากลับมาศาล หลังพ้นกำหนดเวลานำพยาน
(2) ❌ ห้ามคัดค้านพยานของอีกฝ่าย
ถ้าอีกฝ่าย ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบเสร็จแล้ว
✅ แต่ถ้าพยานหลักฐาน ยังไม่ครบถ้วน
ศาลอาจอนุญาตให้คัดค้านเฉพาะ พยานที่เข้าสืบหลังจากจำเลยกลับมาศาลแล้ว
(3) ❌ ไม่มีสิทธิร้องขอพิจารณาคดีใหม่อีก
📌 สรุปใจความมาตรา 206:
| ประเด็น | สาระสำคัญ |
|---|---|
| ชนะคดีโดยฝ่ายเดียวได้ไหม? | ❌ ไม่ได้ เว้นแต่ข้อเท็จจริงของฝ่ายที่มามีมูลจริง และไม่ผิดกฎหมาย |
| ฝ่ายที่ขาดนัด “กลับมา” ได้ไหม? | ✅ ได้ ถ้ามีเหตุผล และไม่เคยขอมาก่อน |
| กลับมาขาดอีกครั้ง? | ❌ หมดสิทธิ์ขอใหม่ |
| ขอกลับมาคัดค้านพยาน? | ❌ ไม่ได้ถ้าอีกฝ่ายสืบพยานเสร็จแล้ว |
มาตรา 229/1
📌 เรื่อง: บัญชีระบุพยานหลักฐาน – ขั้นตอน – ข้อยกเว้น – ข้อห้าม – อำนาจศาล
✅ 1. หลักการทั่วไป
🔹 โจทก์ ต้องทำอะไร?
- ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน (แสดงประเภท, ลักษณะของวัตถุ, เอกสาร, ชื่อ-ที่อยู่พยาน)
- ไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง / สืบพยาน
- พร้อมสำเนาให้จำเลย
🔹 จำเลย ต้องทำอะไร?
- ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน ก่อนวันสืบพยานจำเลย
- พร้อมสำเนาให้โจทก์
✅ 2. กรณีเฉพาะ:
🔹 การไต่สวนขอคืนของกลาง / ขอริบทรัพย์
- บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องยื่นบัญชีพยานหลักฐาน
- ไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันไต่สวน
- พร้อมสำเนาให้บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
✅ 3. ถ้าเลยกำหนดเวลาแล้วยื่นไม่ทัน?
💡 ทำได้ ถ้ามีเหตุอันสมควร เช่น:
- ไม่รู้ว่ามีพยานหลักฐานนั้นอยู่
- ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องนำสืบ
- มีเหตุจำเป็นอื่นใด
🔹 ยื่นขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน:
- ต้องยื่นพร้อมบัญชีและสำเนา
- ภายในกำหนด:
- ถ้าเคยยื่นแล้ว: ก่อนสืบพยานฝ่ายตนเสร็จ
- ถ้ายังไม่เคยยื่น: ก่อนการพิจารณาเสร็จสิ้น
🔹 ศาลจะอนุญาตได้ถ้า:
- พยานหลักฐานนั้นจำเป็นต่อ “ข้อสำคัญแห่งประเด็น”
- เพื่อความ “เที่ยงธรรม”
❌ 4. ห้ามศาลอนุญาต หาก:
- ฝ่ายนั้นไม่แสดงความจำนงจะอ้างพยานหลักฐานไว้ตาม:
- วรรค 1, 2, 3
- หรือ มาตรา 173/1 วรรค 2 หรือ 3
✅ 5. ข้อยกเว้นสุดท้าย:
แม้จะผิดเงื่อนไขข้างต้น ศาลยัง “อนุญาตได้” ถ้าเห็นว่า
- จำเป็นเพื่อ คุ้มครองพยาน
- หรือเพื่อให้การวินิจฉัยเป็น ธรรม
- หรือเพื่อให้จำเลย มีโอกาสสู้คดีเต็มที่
📌 สรุปจำง่าย:
📄 โจทก์ 15 วัน – จำเลยก่อนสืบ
📄 ของกลาง 7 วัน
⏳ เลยเวลา ยื่นได้ถ้ามีเหตุผลสมควร
⚖️ ศาลพิจารณา “ความจำเป็น” เพื่อความเป็นธรรม
❌ ถ้าไม่เคยแจ้งความจำนง – ศาลไม่รับฟัง
✅ ยกเว้นเพื่อคุ้มครองพยาน หรือให้จำเลยสู้คดีอย่างเต็มที่
มาตรา 240
✅ หลักสำคัญ:
ถ้า ไม่มีการตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา 173/1
→ คู่ความที่ประสงค์จะอ้าง เอกสารที่อยู่กับตนเอง เป็นพยาน
ต้อง ยื่นเอกสารต่อศาล ล่วงหน้า ≥ 15 วัน ก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน
เพื่อให้อีกฝ่าย ตรวจสอบหรือขอคัดสำเนา ได้
❗ เว้นได้ในกรณีพิเศษ เช่น:
- เอกสารนั้นเป็น บันทึกคำให้การของพยาน
- หรือเป็นเอกสารที่มี ชื่อ/ที่อยู่ของพยาน
- หรือ ศาลเห็นสมควร เนื่องจาก สภาพ/ความจำเป็น ของเอกสาร
📄 กรณีเอกสารไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ต้องส่งล่วงหน้า
- ให้อ่านในศาลหรือให้คู่ความ ตรวจดูเอกสารในศาล
- ถ้าอีกฝ่ายต้องการสำเนา → ศาลสั่งให้ส่งสำเนาได้
⚖️ ถ้าไม่ส่งตามกำหนด → ศาลอาจไม่รับฟัง
หาก:
- ไม่ส่งเอกสารตามวรรคหนึ่ง
- ไม่ส่งสำเนาตามวรรคสอง
- หรือไม่ส่งพยานเอกสาร/วัตถุตาม มาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง
➡️ ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น
เว้นแต่:
- เพื่อ ประโยชน์แห่งความยุติธรรม
- หรือ ไม่ได้จงใจละเลย และ
- ไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียโอกาสในการสู้คดี
🧠 จำง่าย:
“ไม่ตรวจพยานล่วงหน้า → ยื่นเอกสารก่อน 15 วัน
ศาลอาจไม่รับฟัง ถ้าไม่ส่งตามกำหนด
แต่ถ้าเพื่อความยุติธรรมหรือไม่จงใจพลาด → ศาลยังรับฟังได้”
