มาตรา 2:
ห้ามยื่นฟ้องคดีต่อศาลใดก็ได้มั่วๆ ต้องเข้าเงื่อนไข 2 อย่างพร้อมกัน คือ:
- ✅ ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี
- ตามชั้นศาลและประเภทคดี
- อ้างอิงจาก พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
- ✅ คดีอยู่ใน “เขตศาล” ที่จะฟ้อง
- ตามบทบัญญัติใน ปวิพ. (เช่น มาตรา 4)
- และกฎหมายที่กำหนดเขตอำนาจศาล
📝 ยกตัวอย่าง:
จะฟ้องคดีแพ่งทั่วไปที่เกิดใน จ.นนทบุรี → ต้อง
- ฟ้องศาลชั้นต้น (เช่น ศาลจังหวัดนนทบุรี)
- เพราะคดีเกิดในเขตศาลนนทบุรี
- และศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง
มาตรา ๓ ปวิพ.
🔹 หลักทั่วไป: เพื่อประโยชน์ในการฟ้องคดีในไทย
✅ (1) ถ้ามูลคดีเกิดในเรือหรือเครื่องบิน ไทย ที่อยู่นอกประเทศ
➡️ ศาลแพ่ง มีอำนาจพิจารณา
🔹 (2) ถ้าจำเลย ไม่มีภูมิลำเนาในไทย — ดู 2 กรณีย่อย
🅰️ (ก) ถ้าเคยมีภูมิลำเนาในไทย ภายใน 2 ปีก่อนฟ้อง
➡️ ใช้ที่นั่นเป็นภูมิลำเนา
🅱️ (ข) ถ้าเคยทำธุรกิจในไทย (บางส่วนหรือทั้งหมด)
- ไม่ว่าจะทำเอง / ตัวแทน / คนติดต่อ
➡️ ที่ใช้ทำธุรกิจนั้น = ภูมิลำเนา
➡️ หรือ ถิ่นอยู่ของตัวแทน/ผู้ติดต่อ ณ วันฟ้อง หรือ ภายใน 2 ปีก่อนฟ้อง
🎯 จำง่ายแบบย่อ
| เงื่อนไข | ศาลที่มีอำนาจ |
|---|---|
| มูลคดีเกิดบนเรือ/เครื่องบินไทยนอกประเทศ | ศาลแพ่ง |
| จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทย แต่เคยมีใน 2 ปี | ศาลที่ภูมิลำเนาเดิม |
| จำเลยเคยทำธุรกิจในไทย | ศาลที่ทำกิจการหรือตัวแทนอยู่ |
มาตรา ๔ ปวิพ.
✅ หลักสำคัญ:
“ฟ้อง – ดูที่จำเลย หรือที่เกิดเหตุ / ร้อง – ดูที่ผู้ร้อง หรือที่เกิดเหตุ”
🔹 (1) กรณี “คำฟ้อง”
ฟ้องได้ที่:
- ศาลที่ จำเลยมีภูมิลำเนา
- หรือศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้น
❗ไม่จำกัดว่าจำเลยจะอยู่ในไทยหรือไม่
📝 จำแบบย่อ:
ฟ้อง = ที่อยู่จำเลย หรือที่เกิดเหตุ
🔹 (2) กรณี “คำร้องขอ” (ไม่ใช่ฟ้องคดี เช่น ขอคำสั่งศาล)
ยื่นได้ที่:
- ศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้น
- หรือศาลที่ ผู้ร้องมีภูมิลำเนา
📝 จำแบบย่อ:
ร้อง = ที่อยู่ผู้ร้อง หรือที่เกิดเหตุ
🎯 สรุปจำง่ายใน 1 บรรทัด:
ฟ้อง – ดู “จำเลย” หรือ “ที่เกิดเหตุ” / ร้อง – ดู “ผู้ร้อง” หรือ “ที่เกิดเหตุ”
มาตรา ๔ + ทวิ + ตรี
สรุป มาตรา 4, 4 ทวิ, 4 ตรี ทำเป็นตาราง เพื่อความเข้าใจง่าย:
| มาตรา | ประเภทคำร้อง/คำฟ้อง | ศาลที่สามารถยื่นได้ | เงื่อนไขเพิ่มเติม |
|---|---|---|---|
| มาตรา 4 (1) | คำฟ้องทั่วไป | – ศาลที่ จำเลยมีภูมิลำเนา – ศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้น | ไม่ว่าจำเลยจะอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ |
| มาตรา 4 (2) | คำร้องขอ | – ศาลที่ มูลคดีเกิดขึ้น – ศาลที่ ผู้ร้องมีภูมิลำเนา | – |
| มาตรา 4 ทวิ | คำฟ้องเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ หรือ สิทธิ/ประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาฯ | – ศาลที่ อสังหาฯ ตั้งอยู่ – ศาลที่ จำเลยมีภูมิลำเนา | ไม่ว่าจำเลยจะอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ |
| มาตรา 4 ตรี (วรรค 1) | คำฟ้องอื่น (นอกเหนือจาก ม.4 ทวิ) จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทยและมูลคดีไม่ได้เกิดในไทย | – ศาลแพ่ง – ศาลที่ โจทก์มีภูมิลำเนา | เฉพาะกรณีโจทก์เป็น คนไทย หรือมี ภูมิลำเนาในไทย |
| มาตรา 4 ตรี (วรรค 2) | กรณี จำเลยมีทรัพย์สินในไทย (แม้คดีไม่ได้เกิดในไทย) | – ศาลที่ ทรัพย์สินจำเลยอยู่ | ไม่ว่าทรัพย์จะเป็นชั่วคราวหรือถาวร |
✅ จำง่าย:
- ม.4 = คดีทั่วไป
- ม.4 ทวิ = คดีอสังหา
- ม.4 ตรี = คดีที่จำเลยอยู่นอกประเทศหรือคดีข้ามแดน
✅ สรุป มาตรา 6
📌 จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอโอนคดีได้
– ต้องยื่น ก่อนยื่นคำให้การ
– ต้องแสดงเหตุผลว่า
- การพิจารณาในศาลนี้ ไม่สะดวก
- หรือจำเลยอาจ ไม่ได้รับความยุติธรรม
📌 ศาลจะอนุญาตได้ ก็ต่อเมื่อ
– ศาลปลายทาง (ที่จะโอนคดีไป) ยินยอม ก่อนเท่านั้น
📌 ถ้าศาลปลายทางไม่ยินยอม
– ให้ศาลต้นทาง ส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด
– คำสั่งของอธิบดีศาลอุทธรณ์นั้น ถือว่าเป็นที่สุด
🧠 จำง่ายด้วยสูตร
“จำเลยขอโอนคดี ก่อนยื่นคำให้การ — ต้องอ้างเหตุไม่สะดวก หรือไม่ยุติธรรม — ศาลปลายทางต้องยินยอม — ถ้าไม่ยินยอม ส่งเรื่องให้อธิบดีศาลอุทธรณ์ชี้ขาด“
มาตรา 8 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
⚖️ คดี 2 เรื่องจากคนละศาล — แต่มี ประเด็นเดียวกัน หรือ เกี่ยวเนื่องกันมาก
→ อาจขอรวมให้ศาลเดียวพิจารณาได้
🔁 ขั้นตอนและสิทธิของคู่ความ:
- ถ้า ศาลทั้งสอง ปฏิเสธ คำร้องที่จะรวมคดีไว้พิจารณาในศาลเดียว
- และ ยังไม่มีคำพิพากษา ใดในสองคดีนั้น
- คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถ:
✅ ยื่น คำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
📌 อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีอำนาจ:
- สั่งให้ ศาลใดศาลหนึ่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หรือ
- สั่งให้ โอนคดีไปอีกศาลหนึ่ง
✅ คำสั่งถือเป็นที่สุด (ไม่มีอุทธรณ์)
🔑 สรุปสั้นจำง่าย:
“คดี 2 ศาล เรื่องเดียวกัน ศาลไม่ยอมรวม – ขอให้อธิบดีศาลอุทธรณ์สั่งรวมได้ คำสั่งนั้นเป็นที่สุด”
สรุป ปวิพ. มาตรา 10 — แบบเข้าใจง่ายและจำง่าย
📘 ใจความสำคัญ:
ถ้าศาลเจ้าของคดีดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ได้เพราะเหตุสุดวิสัย
คู่ความที่เสียหายหรืออาจเสียหายสามารถยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลอื่นได้
🔹 เงื่อนไขและสิทธิของคู่ความ:
- ✅ เกิดเหตุสุดวิสัย
➤ เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้ศาล, ภัยสงคราม ฯลฯ - ✅ ศาลเจ้าของคดีไม่สามารถดำเนินกระบวนการได้
- ✅ คู่ความที่ได้รับผลกระทบ (หรืออาจได้รับผล)
➤ มีสิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียว (ex parte) - ✅ ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่…
- คู่ความ มีภูมิลำเนาอยู่ หรือ
- พำนักอยู่ ในขณะนั้น
- ✅ ศาลที่รับคำร้องมีอำนาจออกคำสั่ง
➤ ตามที่เห็นว่า เหมาะสมและเป็นธรรม
🧠 จำง่ายสุด:
“เหตุสุดวิสัย → ยื่นศาลที่ตนอยู่ได้ → ศาลออกคำสั่งเพื่อความยุติธรรม”
มาตรา 18
📌 ศาลมีอำนาจตรวจคำคู่ความ (เช่น คำฟ้อง คำให้การ ฯลฯ)
ก่อนรับไว้หรือส่งให้คู่ความ
✳️ ถ้ามีข้อบกพร่อง ศาลสั่ง “คืน” หรือ “ไม่รับ” ได้ เช่น…
- อ่านไม่ออก / อ่านไม่เข้าใจ
- เขียนฟุ่มเฟือยเกินไป
- ขาดรายการ / ไม่มีลายเซ็น / ไม่แนบเอกสารที่กฎหมายบังคับ
- ไม่ชำระค่าธรรมเนียม หรือชำระไม่ครบถ้วน
🔁 ศาลอาจกำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนด
⛔ หากไม่แก้ไขตามที่สั่ง → ศาลสั่ง “ไม่รับคำคู่ความ” ได้
✳️ หากคำคู่ความผิดเงื่อนไขทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่อง
- เขตอำนาจศาลไม่ถูกต้อง
➡ ศาล ไม่รับ หรือ คืนให้ไปยื่นใหม่ ต่อศาลที่มีอำนาจ
✅ ถ้าคำคู่ความถูกต้องครบถ้วน
➡ ศาล ลงรับคำคู่ความ ทันที
⚖️ คำสั่งศาลเกี่ยวกับการไม่รับ / คืนคำคู่ความ
➡ อุทธรณ์ / ฎีกาได้ ตาม มาตรา 227, 228 และ 247
🧠 จำง่าย
“ศาลเช็คก่อนรับ – ถ้ามีปัญหา คืนไปแก้ – เขตศาลผิด ก็ส่งศาลใหม่ – สั่งไม่รับ อุทธรณ์ได้”
สรุปมาตรา 20 ทวิ – การไกล่เกลี่ยในศาล (แบบจำง่าย เข้าใจไว)
🔹 1. การไกล่เกลี่ยเป็นการลับได้
- ศาล สามารถสั่งให้ไกล่เกลี่ยแบบลับ ได้
- ต่อหน้า คู่ความทุกฝ่าย หรือ เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- มีหรือไม่มีทนายอยู่ด้วยก็ได้
- ✳️ เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย
🔹 2. แต่งตั้งผู้ประนีประนอมได้
- ศาล สามารถแต่งตั้งบุคคล/คณะบุคคล เป็นผู้ประนีประนอม
- เพื่อ ช่วยศาลไกล่เกลี่ย ให้คู่ความตกลงกันได้
🔹 3. หลักเกณฑ์ วิธีการ อำนาจหน้าที่
- เป็นไปตาม ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
- โดยความเห็นชอบของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
- และเมื่อ ประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว → มีผลใช้บังคับ
📌 สรุปจำง่าย:
“ศาลมีอำนาจสั่งไกล่เกลี่ยแบบลับ หรือแต่งตั้งผู้ช่วยเจรจาได้ → ทำตามข้อกำหนดที่ออกโดยประธานศาลฎีกา“
มาตรา 24
📌 หลักการสำคัญ:
ถ้าฝ่ายใด ยกปัญหาข้อกฎหมาย ขึ้น
➡️ และถ้าศาล วินิจฉัยแล้วเป็นคุณ ต่อฝ่ายนั้น
➡️ คดีจะจบลงบางส่วนหรือทั้งคดีได้เลย
✅ เมื่อไหร่ศาลจะวินิจฉัยก่อน?
- ถ้า ศาลเห็นสมควร
- หรือฝ่ายใด ยื่นคำขอ
➡️ ศาลสามารถ พิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาด “ข้อกฎหมาย” นั้นก่อน
➡️ ก่อนจะไปพิจารณาคดีในภาพรวม
🧾 ถ้าศาลวินิจฉัยแล้ว
- และ คดีสิ้นสุดได้บางส่วนหรือทั้งหมด
➡️ ศาลสามารถ ตัดสินในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดียวเลย
➡️ ไม่ต้องไปรอพิจารณาส่วนอื่นให้ครบ
⚖️ คำสั่งตามมาตรานี้
➡️ อุทธรณ์ / ฎีกาได้ ตาม มาตรา 227, 228 และ 247
📌 สรุปใจความสั้น ๆ:
“ถ้าฝ่ายใดยกข้อกฎหมายที่วินิจฉัยแล้วอาจทำให้คดีจบได้ ศาลอาจวินิจฉัยล่วงหน้าได้ และถ้าเห็นว่าคดีจะยุติหรือจบประเด็นได้ ก็สามารถตัดสินเลยในคำสั่งเดียว — และคำสั่งนี้ อุทธรณ์/ฎีกาได้ตามกฎหมาย”
Ask ChatGPT
มาตรา 36
หลักทั่วไป:
- การพิจารณาคดีต้องทำในศาล
- ต้อง ต่อหน้าคู่ความ และ โดยเปิดเผย
ข้อยกเว้น (ทำแบบไม่เปิดเผยได้ในบางกรณี):
(1) ศาลขับไล่คู่ความออกเพราะประพฤติไม่เหมาะสม
- ศาล พิจารณาต่อได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายนั้นอยู่
(2) เพื่อความเหมาะสม หรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์
- ศาลอาจ สั่งห้ามเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ ทั้งหมดหรือบางส่วน
โดยมีคำสั่งดังนี้: - (ก) ห้ามประชาชนเข้าฟัง ทั้งหมดหรือบางส่วน
- (ข) ห้ามสื่อโฆษณา ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์
คดีพิเศษ เช่น:
- ฟ้องหย่า / ฟ้องชายชู้ / ฟ้องให้รับรองบุตร
→ ศาล ต้องห้ามเปิดเผย เรื่องใดที่อาจทำให้คู่ความหรือบุคคลอื่นเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม
ข้อสำคัญที่สุด:
- แม้คดีจะลับหรือมีคำสั่งห้ามเปิดเผย
→ คำพิพากษาต้องอ่านโดยเปิดเผยเสมอ
→ สื่อสามารถโฆษณาคำพิพากษาได้ ถ้าเสนออย่างเป็นกลางและถูกต้อง
จำง่าย:
“พิจารณาต้องเปิดเผย – เว้นแต่มีเหตุขับออก ห่วงสาธารณประโยชน์ หรือคดีครอบครัว
แต่ ‘คำพิพากษา’ ต้องเปิดเผยเสมอ – สื่อเสนอได้ถ้าเป็นกลาง”
มาตรา 42 (จำง่าย):
- ถ้าคู่ความคนใด “เสียชีวิต” ขณะคดียังไม่พิพากษา
- ศาลต้องเลื่อนพิจารณา
- เพื่อรอให้ “ทายาท / ผู้จัดการมรดก / ผู้ดูแลทรัพย์มรดก”
⟶ เข้ามาแทนผู้ตาย - วิธีเข้ามาแทนได้ 2 แบบ:
- บุคคลนั้นยื่นขอเอง
- ศาลออกหมายเรียกให้เข้าแทน (เมื่ออีกฝ่ายร้องขอ)
- ต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับจากวันที่คู่ความตาย
- ถ้าไม่มีใครขอเข้าแทนในเวลา 1 ปี
⟶ ศาลสั่งจำหน่ายคดี (ลบออกจากสารบบ)
จำง่าย:
“ตายก่อนคดีจบ – ศาลรอคนแทน 1 ปี – ไม่มา = จำหน่ายคดี”
มาตรา 43 (จำง่าย):
- ถ้าทายาท / ผู้จัดการมรดก / ผู้ดูแลทรัพย์มรดก
⟶ ต้องการเข้ามาเป็นคู่ความแทน ผู้ตาย
⟶ ต้องยื่นคำร้อง ต่อศาล - ศาลจะพิจารณาคำร้องนั้น โดย:
- อาจให้แสดงพยานหลักฐาน (ถ้าศาลเห็นสมควร หรือมีฝ่ายใดร้องขอ)
- เมื่อพิจารณาหลักฐานแล้ว
⟶ ศาลจะ มีคำสั่ง “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้เข้ามาแทน
จำง่าย:
“อยากแทนผู้ตาย – ต้องยื่นคำร้อง + อาจต้องมีหลักฐาน – ศาลพิจารณาแล้วสั่ง อนุญาตหรือไม่”
มาตรา 57
เรื่อง: การร้องสอด – บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความในคดี
🟢 1. ร้องสอดโดยสมัครใจ – เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
(1) ✅ ร้องเพราะมีสิทธิเกี่ยวข้องกับคดีนั้น
- เพื่อให้ได้รับ คุ้มครอง บังคับ หรือรับรองสิทธิ
- ยื่นคำร้องต่อ:
- ศาลที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา
- หรือ ศาลที่ออก หมายบังคับคดี (ถ้ามีสิทธิหลังคำพิพากษา)
🟢 2. ร้องสอดโดยสมัครใจ – เพราะมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี
(2) ✅ ร้องในฐานะมี “ส่วนได้เสียตามกฎหมาย”
- ยื่นได้ ก่อนศาลมีคำพิพากษา
- ขอเข้าเป็น:
- โจทก์ร่วม
- จำเลยร่วม
- หรือ แทนที่ คู่ความฝ่ายหนึ่ง (โดยต้องได้รับความยินยอมของฝ่ายนั้น)
- ถ้าเข้าแทนที่ได้ → ต้องรับผูกพันตามคำพิพากษาทุกประการ เสมือนไม่มีการเปลี่ยนตัว
🟢 3. ร้องสอดโดยถูกหมายเรียก (ถูกดึงเข้าคดี)
(3) ถูกศาลหรือคู่ความ “เรียกเข้าคดี” ได้ 2 แบบ:
(ก) ตามคำร้องของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง:
- เช่น ฟ้องไล่เบี้ย, ฟ้อง เรียกค่าเสียหาย ภายหลังแพ้คดี
- ศาลต้องพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ก่อนอนุญาต
(ข) ศาลเรียกเอง หรือคู่ความร้องขอ:
- ในกรณี:
- กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้าคดี
- หรือ ศาลเห็นว่าจำเป็นเพื่อความยุติธรรม
✅ ต้องขอศาลก่อน
✅ ต้องแนบคำร้อง + คำฟ้องเดิมในหมายเรียก
🔺 หมายเหตุ:
- ไม่ตัดสิทธิ เจ้าหนี้ ที่จะใช้สิทธิเข้าแทนลูกหนี้ในคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ
🔑 สรุปสั้นจำง่าย:
“ร้องสอด ได้ทั้งเพราะ สิทธิตนเอง, ส่วนได้เสีย, หรือถูก ศาล/คู่ความเรียก
ก่อนพิพากษาเท่านั้น — ขอเองได้ เรียกเข้ามาได้ แต่ต้องผ่านศาลอนุญาต”
มาตรา 67 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ถ้าต้องส่ง คำคู่ความหรือเอกสารต่าง ๆ ให้คู่ความหรือบุคคลอื่น ต้องมีองค์ประกอบดังนี้:
🔹 ส่วนที่ 1: รายการที่ต้องมีในเอกสาร
- ชื่อศาล ที่จะรับคำฟ้อง หรือชื่อศาลที่พิจารณาคดี พร้อม เลขคดี
- ชื่อคู่ความทั้งสองฝ่าย
- ชื่อผู้รับเอกสาร (เช่น คู่ความฝ่ายตรงข้าม หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง)
- ใจความสำคัญ และ เหตุผล (ถ้าจำเป็น)
- วัน เดือน ปี ที่ทำเอกสาร และ ลายเซ็นของผู้ออกเอกสาร (เจ้าพนักงาน หรือคู่ความ)
🔹 ส่วนที่ 2: รูปแบบของเอกสาร
- ถ้ามีแบบพิมพ์ราชการที่กำหนดไว้ ต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น
- กระดาษแบบพิมพ์อาจมีค่าใช้จ่ายตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนด
🔹 ส่วนที่ 3: กรณีนิติบุคคล
- ให้เรียกตาม ชื่อจดทะเบียน และถือ ที่อยู่หลัก/สำนักงานใหญ่ในเขตศาลนั้น เป็นหลักในการส่งฟ้องหรือดำเนินคดี
📝 จำง่าย:
ถ้าจะส่งเอกสารในคดีความ เอกสารต้องมี ชื่อศาล-ชื่อคู่ความ-ชื่อผู้รับ-เนื้อหา-วันเวลา-ลายเซ็น และต้องใช้แบบฟอร์มที่ทางราชการกำหนด ถ้าเป็นนิติบุคคลให้ยึดที่อยู่สำนักงานใหญ่ในเขตศาลนั้นเป็นหลัก.
มาตรา 83 (จำง่าย)
เรื่อง: การยื่น/ส่งคำคู่ความหรือเอกสารต่อศาล คู่ความ หรือบุคคลภายนอก
✅ หลักการสำคัญ:
- หากต้องยื่น/ส่งเอกสารภายในเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนด
→ แค่ ยื่นให้เจ้าพนักงานศาล เพื่อดำเนินการ ภายในเวลาที่กำหนด ก็ถือว่า ทำตามกฎหมายแล้ว
→ แม้เจ้าพนักงานจะส่งออกจริงช้ากว่าเวลากำหนด ไม่เป็นไร - ถ้ากฎหมายบอกว่าต้องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือบุคคลภายนอกทราบล่วงหน้า
→ ผู้ส่งต้อง ยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานศาลอย่างน้อย 3 วัน ก่อนวันเริ่มต้นของระยะเวลาที่ต้องแจ้งล่วงหน้านั้น - ถ้าสามารถส่งเอกสารตรงถึงอีกฝ่ายได้ (เช่นส่งสำเนาเอง)
→ ทำได้ ไม่ต้องผ่านศาล
→ แต่ต้องเอาใบรับของอีกฝ่ายมายื่นต่อศาล ภายในเวลาที่กำหนด
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
- ✅ ยื่นกับเจ้าหน้าที่ศาลทันเวลา = ถูกต้อง แม้ส่งถึงปลายทางช้า
- ✅ ถ้ากฎหมายบังคับให้แจ้งล่วงหน้า → ต้องยื่นศาล ล่วงหน้า 3 วัน ก่อนระยะเวลานั้นเริ่ม
- ✅ ถ้าส่งเองได้ → ทำได้ แต่ อย่าลืมใบรับ ไปยื่นศาลทันเวลา
มาตรา 83 ทวิ (จำง่าย)
เรื่อง: การส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยที่อยู่นอกราชอาณาจักร
✅ หลักการสำคัญ:
- กรณีจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทย
→ ให้ส่ง หมายเรียกและคำฟ้อง ไปยัง- ที่อยู่จริงของจำเลย นอกราชอาณาจักร
- หรือ สำนักงาน/ที่ทำการ ของจำเลยนอกราชอาณาจักร
- แต่ถ้ามีเงื่อนไขพิเศษต่อไปนี้ ให้ส่งในไทยได้เลย
- จำเลยประกอบกิจการในไทย ด้วยตนเอง หรือโดยตัวแทน
- จำเลยมีตัวแทนในไทยที่รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ให้รับคำคู่ความหรือเอกสารแทน
- สถานที่ประกอบกิจการของจำเลยหรือตัวแทน
- หรือ ที่อยู่ของตัวแทนในไทย แล้วแต่กรณี
- กรณีเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความตาม ม.57(3)
→ ให้นำหลักการในวรรคแรกนี้มาใช้ “โดยอนุโลม” (คือ ใช้หลักการเดียวกัน เท่าที่ทำได้)
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
- จำเลยอยู่ ต่างประเทศ → ส่งไปต่างประเทศ
- ถ้ามี ตัวแทนในไทย หรือ ทำธุรกิจในไทย → ส่งตัวแทนในไทยแทนได้
- เรียกบุคคลภายนอกที่อยู่นอกไทยเข้ามาในคดี → ใช้หลักเดียวกัน
มาตรา 83 ตรี (จำง่าย)
เรื่อง: การส่งคำคู่ความ/เอกสารอื่น ๆ ให้ผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักร (ที่ไม่ใช่คำฟ้องหรือหมายเรียก)
✅ หลักการสำคัญ:
- ใช้กับเอกสารอื่น ที่ ไม่ใช่ หมายเรียกหรือคำฟ้อง
เช่น: คำร้อง, คำแถลง, คำให้การ, เอกสารประกอบ ฯลฯ - ถ้าผู้รับ ไม่มีภูมิลำเนาในไทย แต่มีกรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้ → ให้ส่งในไทยได้เลย
- ประกอบกิจการในไทยเอง
- มี ตัวแทนในการทำงานหรือรับเอกสาร อยู่ในไทย
- มี ทนายความในคดี อยู่ในไทย
- ตัวผู้รับ (ถ้าอยู่)
- ตัวแทนของผู้รับ
- หรือ ทนายความ ณ ที่อยู่/ที่ทำการของบุคคลเหล่านี้ในราชอาณาจักร
- ถ้า ไม่มีใครเลยในไทย (ไม่มีสำนักงาน ตัวแทน หรือทนายความ)
→ ให้ส่งเอกสารโดย การปิดประกาศไว้ที่ศาล
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
- 📍มีตัวแทน/ทนายในไทย → ส่งที่ไทยได้
- 📍ไม่มีใครในไทยเลย → ปิดประกาศที่ศาล
📌 หมายเหตุ:
- มาตรา 83 ตรี นี้ ต่างจาก มาตรา 83 ทวิ ตรงที่
→ 83 ทวิ = ใช้กับ หมายเรียก/คำฟ้อง
→ 83 ตรี = ใช้กับ เอกสารอื่นทั่วไป
มาตรา 83 จัตวา (จำง่าย)
เรื่อง: การส่งหมายเรียกและคำฟ้องแก่จำเลยที่อยู่นอกราชอาณาจักร (ตาม ม.83 ทวิ)
✅ หลักการสำคัญ:
- เมื่อจะส่งหมายเรียกและคำฟ้องไปยังต่างประเทศ
→ โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นฟ้อง
→ ขอให้ศาล จัดส่งหมายเรียกและคำฟ้อง ไปยังจำเลยที่อยู่นอกประเทศ - ถ้าไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
→ โจทก์ต้องแนบ:- คำแปล หมายเรียก + คำฟ้อง + เอกสารอื่นที่จะส่ง
→ เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาราชการของประเทศนั้น - พร้อม คำรับรองความถูกต้องของคำแปล
- และต้อง วางค่าใช้จ่าย ต่อศาลตามที่ศาลกำหนด
- คำแปล หมายเรียก + คำฟ้อง + เอกสารอื่นที่จะส่ง
- ศาลอาจสั่งให้จัดทำเอกสารเพิ่มเติม ก็ได้
→ โจทก์ต้องจัดส่งตามเวลาที่ศาลกำหนด - ถ้าโจทก์เพิกเฉย ไม่ดำเนินการตามข้อ 1 หรือ 2
→ ให้ถือว่า โจทก์ทิ้งฟ้อง (ตามมาตรา 174) - กรณีเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความ (ม.57(3))
→ ให้ใช้หลักในวรรค 1–3 นี้ โดยอนุโลม
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
- 📌 โจทก์ต้องยื่นคำร้องภายใน 7 วัน ขอให้ศาลส่งเอกสารไปยังต่างประเทศ
- 📌 แนบ คำแปล + คำรับรอง + ค่าวางศาล
- 📌 ถ้าไม่ทำ → ถือว่าทิ้งฟ้อง
- 📌 ถ้าเรียกบุคคลภายนอกที่อยู่นอกประเทศ → ใช้หลักเดียวกัน
มาตรา 83 เบญจ (จำง่าย)
เรื่อง: ระยะเวลาที่การส่งหมายเรียกและคำฟ้องข้ามประเทศจะมีผลใช้บังคับ
✅ หลักการสำคัญ:
กรณีส่งถึงจำเลย/บุคคลภายนอกโดยตรง (ตาม ม.83 ทวิ)
→ การส่ง จะมีผลใช้ได้ เมื่อ พ้น 60 วัน
→ นับจากวันที่มีการส่งเอกสารไปยังที่อยู่นอกประเทศ
กรณีไม่ได้ส่งถึงตัวโดยตรง (ใช้วิธีอื่นแทน)
เช่น ผ่านตัวแทน, สถานทูต, ช่องทางตามอนุสัญญา ฯลฯ
→ การส่ง จะมีผลใช้ได้ เมื่อ พ้น 75 วัน
→ นับจากวันที่ส่งด้วยวิธีอื่นนั้น
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
📬 ส่งถึงตัวจำเลยโดยตรงที่ต่างประเทศ → มีผลหลัง 60 วัน
📦 ส่งโดยวิธีอื่น (ไม่ถึงตัวโดยตรง) → มีผลหลัง 75 วัน
📌 หมายเหตุ:
เวลานี้ ไม่ใช่เวลาตอบหรือยื่นคำให้การ แต่เป็นเวลาที่ “การส่ง” จะถือว่ามี **ผลตามกฎหมาย”
สำคัญมากในเรื่องการเริ่มนับเวลาเพื่อตอบคำฟ้องหรือดำเนินกระบวนพิจารณา
มาตรา 83 ฉ (จำง่าย)
เรื่อง: ระยะเวลาที่ “การส่งเอกสาร” ตาม ม.83 ทวิ และ ม.83 ตรี จะเริ่มมีผลทางกฎหมาย
✅ แบ่งเป็น 3 กรณีหลัก:
🔹 1) ส่งหมายเรียกและคำฟ้อง (ตาม ม.83 ทวิ)
- กรณี ส่งถึงจำเลยหรือตัวแทนในราชอาณาจักร
→ มีผลใช้ได้เมื่อพ้น 30 วัน นับแต่วันที่ส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย
🔹 2) ส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น (ตาม ม.83 ตรี)
- เช่น คำร้อง คำแถลง ฯลฯ
- กรณีส่งถึง ผู้รับ / ตัวแทน / ทนายความ
→ มีผลใช้ได้เมื่อพ้น 15 วัน นับแต่วันที่ส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย
🔹 3) กรณีปิดประกาศตาม ม.83 ตรี
- ถ้าไม่มีที่อยู่ ตัวแทน หรือทนายในไทย
- จึงใช้วิธี ปิดประกาศไว้ที่ศาล
→ มีผลใช้ได้เมื่อพ้น 30 วัน จากวันปิดประกาศ
→ ไม่ใช้ ม.79 (ที่ว่าการปิดประกาศทั่วไปมีผล 15 วัน)
🔁 สรุปแบบจำง่าย (ตัวเลขชัดเจน):
| กรณี | ส่งแบบไหน | กี่วันจึงมีผล |
|---|---|---|
| ม.83 ทวิ | ส่งให้จำเลยหรือตัวแทนในไทย | ✅ 30 วัน |
| ม.83 ตรี | ส่งคำคู่ความ/เอกสารให้ตัวแทน/ทนาย | ✅ 15 วัน |
| ม.83 ตรี | ปิดประกาศที่ศาล | ✅ 30 วัน |
📌 จำไว้:
- ส่งตรง (ทวิ) = รอ 30 วัน
- ส่งเอกสารทั่วไป (ตรี) = รอ 15 วัน
- ปิดประกาศ (ตรี) = รอ 30 วัน
- ❌ ไม่ใช้ ม.79 กับกรณีนี้เด็ดขาด
มาตรา 83 สัตต (จำง่าย)
เรื่อง: วิธีการที่ศาลจะใช้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องไปยังต่างประเทศ
✅ หลักการสำคัญ:
- เมื่อ โจทก์ได้ดำเนินการครบถ้วนตาม มาตรา 83 จัตวา
เช่น ยื่นคำร้อง, แนบคำแปล, วางค่าใช้จ่าย ฯลฯ - ถ้า ไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศ (เช่น สนธิสัญญา หรืออนุสัญญา) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีกำหนดวิธีอื่น
→ ให้ ศาลเป็นผู้ดำเนินการส่งเอกสารไปต่างประเทศ โดยใช้วิธีใดก็ได้ตามนี้:
📦 วิธีการที่ศาลสามารถเลือกใช้:
- 📮 ไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ (EMS)
- 📦 ผู้ให้บริการส่งพัสดุระหว่างประเทศ (เช่น DHL, FedEx)
- 🏛️ ผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ
⚖️ ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตาม:
- ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
- ซึ่งต้องได้รับ ความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
- และ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงใช้บังคับได้
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
- โจทก์ทำเรื่องครบ (ตาม ม.83 จัตวา)
- ศาลส่งหมายไปต่างประเทศให้
- โดยใช้ EMS / บริษัทขนส่ง / ส่งผ่าน กต. ตามกฎที่ประธานศาลฎีกากำหนดและประกาศใช้แล้ว
มาตรา 83 อัฏฐ (จำง่าย)
เรื่อง: การส่งหมายเรียกและคำฟ้องข้ามประเทศ โดยปิดประกาศแทน
✅ กรณีที่ใช้มาตรานี้:
- ต้องการส่ง หมายเรียก + คำฟ้อง ไปยังจำเลยหรือบุคคลภายนอก ที่อยู่นอกประเทศ
(เป็นกรณีของ มาตรา 83 ทวิ) - แต่ ไม่สามารถส่งตาม มาตรา 83 สัตต ได้ เนื่องจาก:
- ไม่ทราบ ที่อยู่หรือที่ทำการ ของจำเลย/บุคคลนั้นในต่างประเทศ
- หรือ ส่งไปแล้วแต่ไม่ทราบผลการส่ง (เช่น ไม่มีหลักฐานตอบรับ)
📝 โจทก์ต้องทำอย่างไร:
- ยื่น คำร้องฝ่ายเดียว ขออนุญาตศาล
- และแสดงเหตุผลให้ศาลเชื่อว่า ไม่สามารถส่งตามช่องทางปกติได้จริง
⚖️ ศาลทำอะไรได้บ้าง:
- ศาลอาจอนุญาต ให้ใช้วิธี ปิดประกาศที่ศาลแทน
- และ อาจสั่งเพิ่มเติมให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือวิธีอื่นๆ ก็ได้ ตามเห็นสมควร
⏱️ ระยะเวลาการมีผล:
- การส่งแบบนี้ จะมีผลเมื่อพ้น 60 วัน นับจากวันปิดประกาศที่ศาล
- ❌ ไม่ใช้ มาตรา 79 (ที่กำหนด 15 วันสำหรับประกาศทั่วไป)
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
| เงื่อนไข | วิธีส่ง | มีผลเมื่อ |
|---|---|---|
| ส่งไปต่างประเทศไม่ได้ (ไม่รู้ที่อยู่ / ไม่รู้ผลการส่ง) | ขอศาลใช้ วิธีปิดประกาศที่ศาล | ✅ 60 วันหลังปิดประกาศ |
| + ศาลอาจสั่งให้ โฆษณาเพิ่ม ในหนังสือพิมพ์หรือวิธีอื่น | – | – |
📘 ตารางสรุปมาตรา 83 – 83 อัฏฐ
| มาตรา | ประเด็นหลัก | ใช้ในกรณี | วิธีการส่ง | เมื่อไรจึงมีผล |
|---|---|---|---|---|
| 83 | การยื่นคำคู่ความหรือเอกสารผ่านศาล | ฝ่ายใดยื่นผ่านเจ้าพนักงานศาลภายในเวลา | ส่งให้เจ้าหน้าที่ศาลก่อนหมดเวลา | ถือว่าทำถูกต้อง แม้ศาลส่งจริงช้า |
| 83 ทวิ | ส่งหมายเรียกและคำฟ้องไปต่างประเทศ | จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทย | ส่งไปยังภูมิลำเนาหรือตัวแทนที่มีในไทย (ถ้ามี) | ดูมาตรา 83 เบญจ/ฉ |
| 83 ตรี | ส่งเอกสารอื่น (ไม่ใช่ฟ้อง) ไปต่างประเทศ | ผู้รับอยู่นอกไทย | ถ้ามีตัวแทน/ทนายในไทย ให้ส่งที่นั่น / ถ้าไม่มี → ปิดประกาศที่ศาล | ส่งถึงตัวแทน/ทนาย: 15 วัน ปิดประกาศ: 30 วัน |
| 83 จัตวา | ขั้นตอนโจทก์เมื่อจะส่งฟ้องข้ามประเทศ | ต้องส่งตาม ม.83 ทวิ | ยื่นคำร้อง + คำแปล + ค่าธรรมเนียม | ถ้าไม่ทำตาม → ทิ้งฟ้อง (ม.174) |
| 83 เบญจ | กำหนดเวลาการมีผลของการส่งตาม ม.83 ทวิ | ส่งไปต่างประเทศโดยตรง หรือผ่านตัวแทน | ส่งโดยตรง: 60 วัน ส่งทางอ้อม: 75 วัน | หลังพ้นกำหนด 60/75 วัน |
| 83 ฉ | เวลาการมีผลของการส่งในไทย | ส่งให้ตัวแทนในไทย (ฟ้อง/เอกสารทั่วไป/ปิดประกาศ) | ฟ้อง: 30 วัน เอกสารทั่วไป: 15 วัน ปิดประกาศ: 30 วัน | ตามแต่ละกรณีที่กำหนด |
| 83 สัตต | วิธีที่ศาลใช้ส่งฟ้องไปต่างประเทศ | หลังโจทก์ทำตาม ม.83 จัตวา | EMS, บริษัทส่งพัสดุ, ผ่าน กต. | ตามระเบียบที่ประกาศในราชกิจจาฯ |
| 83 อัฏฐ | ส่งไม่ได้ / ไม่รู้ผลการส่ง | ส่งตาม ม.83 สัตต ไม่ได้หรือไม่รู้ผล | ขอศาลปิดประกาศแทน / หรือสั่งโฆษณาเพิ่มเติม | มีผลเมื่อพ้น 60 วันหลังปิดประกาศ |
📌 หมายเหตุเพิ่มเติม:
- มาตรา 79 ซึ่งปกติใช้กับการปิดประกาศทั่วไป (มีผลหลัง 15 วัน) จะไม่ใช้กับ มาตรา 83 ตรี และ 83 อัฏฐ
- การส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย หมายถึงการส่งตามที่ศาลกำหนดหรืออนุญาต และอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด
🔹 ปวิพ. มาตรา 86 — หลักการเรื่องการพิจารณาพยานหลักฐาน
📌 ศาลมีอำนาจ “คัดกรองพยานหลักฐาน” โดยแบ่งเป็น 3 กรณีหลัก:
- พยานหลักฐานที่ “รับฟังไม่ได้” หรือยื่นผิดระเบียบ
→ ❌ ศาลไม่รับไว้พิจารณา - พยานหลักฐานที่ “ฟุ่มเฟือย / ชักช้า / ไม่เกี่ยวข้อง”
→ ❌ ศาลสามารถงดการสืบได้ - พยานหลักฐานที่ “จำเป็นต่อความยุติธรรม”
→ ✅ ศาลสั่งให้สืบเพิ่มเติมได้
🧠 วิธีจำแบบง่ายๆ (3 สั้น ๆ):
“ไม่ได้ – ฟุ่มเฟือย – จำเป็น”
- ไม่ได้รับฟัง → ปัดทิ้ง
- ฟุ่มเฟือย → งดสืบ
- จำเป็น → สั่งสืบ
สรุปมาตรา 88
หลักการสำคัญ:
ถ้าฝ่ายใดจะใช้อะไรเป็นพยานหลักฐาน (เช่น เอกสาร พยานบุคคล สถานที่ วัตถุ ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ) ต้อง “ยื่นบัญชีพยาน” ให้ศาลล่วงหน้า
🔹 1. ยื่นบัญชีพยานปกติ:
- ต้องยื่นต่อศาล ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันสืบพยาน
- ให้แนบ เอกสาร รายชื่อ ที่อยู่ สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ที่จะใช้อ้างเป็นพยาน
- แนบ สำเนา ให้ครบ เพื่อให้อีกฝ่ายมารับจากเจ้าพนักงานศาล
🔹 2. ถ้าจะเพิ่มพยานภายหลัง:
- ต้อง ยื่นคำแถลง + บัญชีพยานเพิ่มเติม + สำเนา
- ยื่นได้ภายใน 15 วันนับแต่วันสืบพยาน
🔹 3. กรณีเหตุพิเศษ (ยื่นล่าช้าได้):
- หากพยานนั้น เพิ่งรู้ เพิ่งพบ หรือมีเหตุจำเป็นจริง ๆ
- แม้จะเลยกำหนดแล้ว ก็ยังยื่นได้ ก่อนศาลพิพากษา
- ต้องยื่นคำร้อง + บัญชีพยาน + สำเนา
- ศาลจะอนุญาตก็ต่อเมื่อ เห็นว่า “เพื่อความยุติธรรม” จำเป็นต้องรับฟังพยานนั้น
✅ สรุปจำง่าย:
ยื่นพยานให้ทันก่อนสืบ ถ้าเพิ่มก็ต้องแจ้งใน 15 วัน
เลยเวลาก็ยังยื่นได้ ถ้ามีเหตุจำเป็นและศาลเห็นว่า “ยุติธรรมต้องมาก่อน”
สรุปมาตรา 95
✅ หลักการสำคัญ:
ห้ามรับฟังพยานบุคคล เว้นแต่พยานนั้น…
- เข้าใจและตอบคำถามได้
- รู้เห็นเรื่องนั้นด้วยตนเองโดยตรง
(เช่น ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบเองโดยตรง)
❗ยกเว้นกรณีกฎหมายหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
⚖️ ถ้าศาลไม่รับฟังพยาน:
- ต้องจดรายงาน ระบุ:
- ชื่อพยาน
- เหตุผลที่ไม่รับฟัง
- ข้อคัดค้านของคู่ความ
- หากมีข้อคัดค้านจากคู่ความก่อนศาลดำเนินคดีต่อ:
- ศาลอาจให้ยื่นคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อแนบในสำนวน
💡 จำง่าย:
“พยานต้องพูดรู้เรื่อง และรู้เห็นเรื่องนั้นเอง ไม่ใช่แค่ได้ยินจากคนอื่น ยกเว้นกฎหมายหรือศาลสั่งว่าได้”
สรุปมาตรา 106
✅ หลักการสำคัญ:
หากคู่ความพาพยานมาศาลเองไม่ได้
➡️ ยื่นขอศาลออก “หมายเรียกพยาน” ได้
(ต้องขอก่อนวันสืบพยาน)
📌 เงื่อนไขในการขอ:
- อาจต้อง แถลงเหตุผล ว่าพยานเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงใดในคดี
- ต้องส่งหมายเรียก + สำเนาคำแถลง ให้พยาน ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน
📄 ข้อความใน “หมายเรียกพยาน” ต้องมี:
- ชื่อ ที่อยู่พยาน, ชื่อคู่ความ, ศาล, ทนายผู้ขอ
- สถานที่ วัน เวลา ให้พยานมาศาล
- คำเตือนโทษ หาก:
- ไม่มาศาลตามหมาย
- หรือเบิกความเท็จ
⚖️ หากพยานต้องเตรียมตัว:
- ศาลสามารถใส่คำถามที่อาจถูกถามไว้ในหมาย เพื่อให้พยานเตรียมตัวล่วงหน้า
💡 จำง่าย:
“พายากพยานมาเองไม่ได้ ขอศาลออกหมายเรียกได้ แต่ต้องแถลงว่าเกี่ยวกับคดี และแจ้งพยานล่วงหน้า 3 วัน หมายต้องมีชื่อ เวลา สถานที่ และคำเตือนโทษให้ครบ”
สรุปมาตรา 106/1 แบบจำง่าย:
🚫 ห้ามออกหมายเรียกพยานในกรณีต่อไปนี้:
- พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
➡️ ห้ามเด็ดขาด ไม่ว่าในกรณีใด - พระภิกษุ และสามเณร (ในพุทธศาสนา)
➡️ ห้ามออกหมายเรียก - ผู้มีเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมาย
➡️ เช่น ทูต หรือผู้แทนทางการระหว่างประเทศ
✅ วิธีดำเนินการแทนการออกหมายเรียก:
- กรณี (2) พระภิกษุ/สามเณร:
➡️ ศาลออก “คำบอกกล่าว” กำหนดสถานที่และวันเวลา
➡️ ส่งคำบอกกล่าวไปให้ “พยานโดยตรง” - กรณี (3) ผู้มีเอกสิทธิ์/ความคุ้มกัน:
➡️ ส่งคำบอกกล่าวไปยัง สำนักงานศาลยุติธรรม
➡️ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายหรือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
💡 จำง่าย:
“ห้ามออกหมายเรียก 3 กลุ่ม: พระราชวงศ์ พระภิกษุ-สามเณร และผู้มีเอกสิทธิ์ ให้ใช้ ‘คำบอกกล่าว’ แทน”
สาระสำคัญของมาตรา 118 คือเรื่อง “ข้อห้ามในการถามพยาน”
🔹 1. ห้ามใช้ “คำถามนำ”
- ฝ่ายที่ อ้างพยานเอง
→ ห้ามถามแบบนำคำตอบ
✅ ยกเว้น:- อีกฝ่ายยินยอม
- หรือ ศาลอนุญาต
🔸 2. ข้อจำกัดในการถามติง (ถามพยานฝ่ายตัวเอง หลังอีกฝ่ายถามค้านเสร็จ)
- ต้องถามเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ
→ สิ่งที่พยาน ตอบในการถามค้านเท่านั้น
❌ ห้ามขยายประเด็นใหม่
🔻 3. คำถามที่ห้ามเด็ดขาด ไม่ว่าฝ่ายใดถามก็ตาม:
(1) คำถามไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี
(2) คำถามที่อาจทำให้…
- พยาน
- คู่ความอีกฝ่าย
- บุคคลภายนอก
ต้องรับโทษอาญา หรือ
เป็นคำถามหมิ่นประมาท
✅ ยกเว้น: ถ้าเป็น “ข้อสาระสำคัญ” ที่จำเป็นต่อการตัดสินคดี
⚖️ 4. หากฝ่ายใดฝ่าฝืน → ศาลมีอำนาจตัดสินว่าจะรับหรือไม่
- เมื่อ ศาลเห็นควรเอง
- หรือ อีกฝ่ายร้องคัดค้าน
→ ศาลจะ ชี้ขาด ว่า- ใช้คำถามนั้นได้หรือไม่
- ถ้ามีฝ่ายใด คัดค้านคำชี้ขาด
→ ศาลต้อง- จดคำถาม+เหตุคัดค้านลงในรายงาน
- และอาจให้คู่ความ ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือ แนบสำนวน
✅ สรุปจำง่ายสุด:
| ประเด็น | ห้าม / ได้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| คำถามนำ | ❌ ห้าม | ยกเว้นอีกฝ่ายยินยอมหรือศาลอนุญาต |
| ถามติง (ฝ่ายอ้างพยานถามหลังถูกถามค้าน) | ✅ ได้ | แต่ต้องถามเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคำตอบในการถามค้าน |
| คำถามไม่เกี่ยวกับคดี | ❌ ห้ามถาม | |
| คำถามที่อาจทำให้คนใดคนหนึ่งโดนคดีอาญา / ถูกหมิ่น | ❌ ห้ามถาม | เว้นแต่จำเป็นต่อการพิสูจน์ประเด็นหลักในคดี |
หลักสำคัญของ มาตรา 119
✨ ศาลมีอำนาจ “สอบถามพยานเพิ่มเติม” เพื่อให้ข้อมูลชัดเจน
✅ แบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ
① ศาลถามพยานเพิ่มเติมได้
- ไม่ว่า ระหว่างที่เบิกความ หรือ หลังเบิกความแล้ว
- แต่ต้อง ก่อนมีคำพิพากษา
- ถามได้เพื่อ:
- ให้คำเบิกความ ชัดเจน หรือ สมบูรณ์
- สอบสวนพฤติการณ์ ที่ทำให้พยานเบิกความแบบนั้น
📌 จำง่าย: “ศาลถามได้ ถ้าจะทำให้ชัดเจนขึ้น”
② กรณีพยานเบิกความขัดกัน
- ถ้า พยานขัดกันในประเด็นสำคัญ
- และ ศาลเห็นสมควร หรือ คู่ความฝ่ายใดร้องขอ
- ศาลมีอำนาจเรียกพยานนั้นมา สอบสวนพร้อมกัน ได้
📌 จำง่าย: “พยานขัดกัน → เรียกมาซักพร้อมกัน”
🧠 สรุปจำง่ายสุด:
“ศาลถามเพิ่มได้ เพื่อความชัดเจน / พยานขัดกัน → เรียกสอบพร้อม”
มาตรา 124 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
✅ ใจความสำคัญ:
ถ้าคู่ความ อ้างเอกสาร แล้ว…
- ไม่ยอมนำต้นฉบับมา
- หรือ ทำลาย / ปิดบัง / ทำให้เอกสารไร้ประโยชน์
- และ มีเจตนากีดกันไม่ให้อีกฝ่ายใช้อ้างอิง
➡️ ศาลจะ ถือว่า “ยอมรับ” ข้อเท็จจริง ที่อีกฝ่ายต้องใช้เอกสารนั้นเพื่อพิสูจน์
📌 จำง่าย:
“ไม่ยื่น-ทำลายเอกสารโดยเจตนา ศาลถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายจะใช้เอกสารพิสูจน์”
มาตรา 125 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
✅ ใจความสำคัญ:
หากถูก อีกฝ่ายอ้างเอกสารมายันตน (ใช้เป็นพยานหลักฐาน)
สามารถคัดค้านได้ ถ้า…
- ไม่มีต้นฉบับ
- ต้นฉบับปลอม (ทั้งหมดหรือบางส่วน)
- สำเนาไม่ตรงกับต้นฉบับ
โดยต้อง คัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารเสร็จ
🕒 ถ้ารู้ไม่ทันก่อนสืบเสร็จ?
✅ ขอคัดค้านได้ภายหลัง ก่อนศาลพิพากษา
- ต้องแสดงว่า มีเหตุผลสมควร
- ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รับฟังได้ → ศาลอนุญาต
❌ ถ้าไม่คัดค้านทันเวลา หรือศาลไม่อนุญาต
- จะ คัดค้านเรื่องความมีอยู่ / แท้จริง / ความถูกต้องของเอกสารไม่ได้
แต่…
📌 ศาลยังมีอำนาจ
- ไต่สวนเองได้ หากเห็นสมควร
- คู่ความยัง อ้างความไม่สมบูรณ์ของสัญญา หรือการตีความผิดได้
🧠 จำง่าย:
“จะคัดค้านเอกสาร ต้องรีบทำก่อนสืบจบ
ถ้าเลยเวลา ต้องขออนุญาตศาล
ถ้าไม่ทำทัน ห้ามคัดค้านเว้นแต่ศาลจะพิจารณาเอง”
มาตรา 126
✅ ใจความสำคัญ:
หากมีข้อพิพาทว่า
- เอกสาร ไม่แท้จริง
- หรือ สำเนาไม่ถูกต้อง
แต่ฝ่ายที่อ้าง ยังยืนยัน ว่าเอกสารถูกต้อง
➡️ ศาลสามารถ ชี้ขาดข้อโต้แย้งนั้นได้ทันที
ถ้าเห็นว่า ไม่ต้องสืบพยานเพิ่ม
🕵️♂️ ถ้าศาลเห็นว่าควรสืบพยานต่อ ให้ทำตามวิธีใดวิธีหนึ่ง (หรือทั้งหมด):
- ตรวจสอบเอกสารอื่นที่ไม่ได้ถูกคัดค้าน
→ เพื่อเปรียบเทียบหรือยืนยันข้อความของเอกสารที่ถูกโต้แย้ง - ซักถามพยาน
→ ผู้รู้เกี่ยวกับเอกสารนั้น หรือสามารถยืนยันความแท้/ความถูกต้อง - ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเอกสาร
📌 ศาลสามารถ ยึดเอกสารที่สงสัยว่าไม่แท้หรือไม่ถูกต้อง ไว้ชั่วคราว
แต่… ไม่รวมถึงเอกสารราชการ ที่หน่วยงานต้องการเรียกคืน
🧠 จำง่าย:
“โต้เถียงเรื่องเอกสารแท้หรือปลอม → ศาลอาจชี้ขาดเลย หรือสั่งสืบต่อ
สืบได้ 3 ทาง: ตรวจเอกสารอื่น – ถามพยาน – ให้ผู้เชี่ยวชาญดู
ถ้ายังไม่ชี้ขาด ศาลเก็บเอกสารไว้ก่อน (ยกเว้นเอกสารราชการ)”
มาตรา 142
✅ หลักทั่วไป:
คำพิพากษาหรือคำสั่ง ต้องตัดสิน ตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ
แต่ ห้ามตัดสินเกินหรือผิดไปจากคำฟ้อง
❗❗❗ เว้นแต่กรณีพิเศษที่กฎหมายยกเว้นไว้
✅ กรณียกเว้น 6 กรณีที่ศาล “พิพากษาเกินฟ้องได้”
| ข้อยกเว้น | ศาลพิพากษาเกินฟ้องได้ เมื่อ… |
|---|---|
| (1) | ฟ้องเรียก อสังหาริมทรัพย์ → ศาลมีอำนาจ สั่งขับไล่จำเลยและบริวาร ได้เลย |
| (2) | ฟ้องว่า ทรัพย์เป็นของโจทก์ทั้งหมด → แต่ศาลเห็นว่าโจทก์ได้เพียง บางส่วน ก็พิพากษาให้เท่าที่ได้ |
| (3) | ฟ้องเรียก เงิน+ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง → ศาลพิพากษาให้ ดอกเบี้ยถึงวันชำระเสร็จ ได้ |
| (4) | ฟ้องเรียก ค่าเช่าหรือค่าเสียหายถึงวันฟ้อง → ศาลให้ชำระ ถึงวันชำระเสร็จ ได้ |
| (5) | คดีที่มีเรื่อง ความสงบเรียบร้อยของประชาชน → ศาล ยกขึ้นวินิจฉัยเอง ได้ แม้คู่ความไม่กล่าวอ้าง |
| (6) | คดีฟ้องเรียก ดอกเบี้ย (ไม่มีอัตราตามสัญญา) → ศาลอาจกำหนด ดอกเบี้ยสูงขึ้น (ไม่เกิน 15% ต่อปี) ได้ โดยดูความสุจริตในการต่อสู้คดี |
🔎 จำง่าย:
ศาล ต้องไม่พิพากษาเกินคำฟ้อง ยกเว้นกรณีที่กฎหมาย เปิดทางให้ตัดสินได้เกินฟ้อง เช่น
ขับไล่, ได้แค่บางส่วน, ดอกเบี้ยจนจ่ายเสร็จ, ค่าเสียหายต่อเนื่อง, ความสงบประชาชน, หรือดอกเบี้ยสูงขึ้น
มาตรา 144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
📌 หลักการสำคัญ:
เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นใดแล้ว → ห้ามพิจารณาซ้ำในศาลเดิม
❗️ข้อยกเว้นที่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดิมได้อีก:
(1) แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ตาม มาตรา 143
(2) พิจารณาใหม่ (เช่น คดีฝ่ายเดียว หรือเอกสารสูญหาย) ตาม มาตรา 209 และ 53
(3) เรื่องเกี่ยวกับอุทธรณ์ / ฎีกา และการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์ ตาม มาตรา 229, 247, 254
(4) เมื่อ ศาลสูงส่งคดีกลับมาให้ศาลล่าง พิจารณาใหม่ ตาม มาตรา 243
(5) การบังคับตามคำพิพากษา ตาม มาตรา 271
📍 ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
- ไม่ตัดสิทธิ์ในการใช้ มาตรา 16 และ 240 เพื่อให้ ศาลอื่นที่ได้รับแต่งตั้ง ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้
📝 สรุปสั้นจำง่าย:
ถ้าศาลตัดสินหรือวินิจฉัยเรื่องใดไปแล้ว → ห้ามพิจารณาเรื่องเดิมซ้ำ
❗️เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น แก้ไขผิดพลาด, พิจารณาใหม่, เรื่องอุทธรณ์-ฎีกา, คำสั่งศาลสูง, หรือการบังคับคดี.
มาตรา 145
- หลักทั่วไป
- คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ผูกพันคู่ความ ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
- จะไม่ผูกพันอีกต่อไปถ้ามีการ เปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรือยกเลิก
- ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก
- แม้ศาลจะระบุทั่วไปให้ใช้บังคับกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความ
- คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นก็ ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก
- ยกเว้น ตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่:
- มาตรา 142 (1)
- มาตรา 245
- มาตรา 366
- และกรณีต่อไปนี้:
- ข้อยกเว้นที่ผูกพันบุคคลภายนอก
- (1) คำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะบุคคล เช่น ความสามารถ, การยกเลิกนิติบุคคล, การล้มละลาย
➝ บุคคลภายนอกสามารถอ้างอิงหรือถูกยกขึ้นยันได้ - (2) คำพิพากษาเรื่องกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน
➝ อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้
➝ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้น พิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า
- (1) คำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะบุคคล เช่น ความสามารถ, การยกเลิกนิติบุคคล, การล้มละลาย
มาตรา 148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
📌 หลักการสำคัญ:
เมื่อคดี มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
➤ ห้ามคู่ความฟ้องซ้ำ ใน ประเด็นเดิม ที่ใช้ เหตุเดียวกัน
❗️ข้อยกเว้นที่ “ยังสามารถฟ้องได้”:
(1) เป็นกระบวนการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาเดิม
(2) คำพิพากษานั้นเป็น มาตรการชั่วคราว ที่สามารถเปลี่ยน/ยกเลิกได้
(3) คำพิพากษานั้น ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิ โจทก์ → สามารถยื่นใหม่ได้ ภายในอายุความ
📝 สรุปสั้นจำง่าย:
คดีตัดสินถึงที่สุดแล้ว ฟ้องใหม่เรื่องเดิมไม่ได้
❗️เว้นแต่เป็นการ บังคับคดี, คำสั่งชั่วคราว, หรือยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิ
🧠 จำคำง่าย:
“ถึงที่สุด = ห้ามฟ้องซ้ำ / เว้นบังคับ – ชั่วคราว – ไม่ตัดสิทธิ”
มาตรา 149 – ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีแพ่ง (จำง่าย เข้าใจเร็ว)
🔹 1. ค่าฤชาธรรมเนียม คืออะไรบ้าง?
ค่าฤชาธรรมเนียม = รวมค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี เช่น
- ✅ ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล)
- ✅ ค่าสืบพยานนอกศาล
- ✅ ค่าป่วยการ / ค่าเดินทาง / ค่าเช่าที่พักของ:
- พยาน
- ผู้เชี่ยวชาญ
- ล่าม
- เจ้าพนักงานศาล
- ✅ ค่าทนายความ
- ✅ ค่าใช้จ่ายดำเนินคดีอื่น ๆ
- ✅ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่กฎหมายบังคับให้ชำระ
🔹 2. ใครต้องจ่าย?
- ฝ่ายที่ยื่นฟ้อง (โจทก์)
➤ ต้องเป็นผู้ ชำระค่าขึ้นศาล ตอนยื่นฟ้อง
🔹 3. วิธีชำระค่าธรรมเนียมศาล
- ชำระได้โดย:
- เงินสด
- เช็คที่ธนาคารรับรอง
- หรือ วิธีอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา
- ศาลจะออก ใบรับ โดยเจ้าพนักงานศาล
🔹 4. ถ้ายื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียม (มาตรา 156)
- ไม่ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมศาลหรือวางเงินในตอนยื่น:
- คำฟ้อง
- คำอุทธรณ์
- คำฎีกา
- คำให้การ
- คำร้องสอด
- คำร้องอื่น ๆ
- รวมถึง กระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนคำร้อง
✅ เว้นแต่ศาลจะยกคำร้อง → จึงต้องจ่าย
🧠 สรุปจำง่าย:
“ค่าฤชาธรรมเนียมคือทุกอย่างที่ต้องจ่ายเพื่อสู้คดี — โจทก์ต้องจ่ายก่อน ยกเว้นขอยกเว้นตาม ม.156 แล้วศาลอนุญาต ไม่ต้องจ่ายทันที“
ปวิพ มาตรา 170
ใจความหลัก:
คดีต้องเริ่มที่ศาลชั้นต้นก่อนเสมอ
ห้ามฟ้อง หรือให้ศาลอื่นพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก นอกจากศาลชั้นต้น
เว้นแต่ มีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าให้ทำได้
ข้อยกเว้น:
- คดีไม่มีข้อพิพาท
- คดีมโนสาเร่
- คดีขาดนัด
- คดีที่ส่งให้ อนุญาโตตุลาการ ชี้ขาด
การพิจารณาในศาลชั้นต้น ต้องปฏิบัติตาม:
- กฎหมายทั่วไปใน ภาค 1
- และบทเฉพาะใน ลักษณะนี้ (ภาค 2)
จำง่าย:
“คดีต้องเริ่มที่ศาลชั้นต้น เว้นแต่มีกฎหมายให้เริ่มที่อื่นได้ + คดีบางประเภทมีข้อยกเว้น”
มาตรา 172 (จำง่าย)
เรื่อง: การเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลชั้นต้น
✅ หลักการสำคัญ:
- โจทก์ต้องเสนอคำฟ้องเป็นหนังสือ
→ ยื่นต่อ ศาลชั้นต้น
→ ภายใต้เงื่อนไขของ มาตรา 57 (เกี่ยวกับศาลที่มีอำนาจรับฟ้อง) - เนื้อหาในคำฟ้อง ต้องมีรายละเอียดชัดเจน:
- สภาพแห่งข้อหา (ฟ้องเรื่องอะไร)
- คำขอบังคับ (เรียกร้องอะไรจากจำเลย เช่น ให้ชำระเงิน คืนทรัพย์สิน ฯลฯ)
- ข้ออ้างและเหตุผลทางกฎหมาย ที่ใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อหา
- เมื่อศาลได้รับคำฟ้อง
→ ศาลมีหน้าที่ ตรวจคำฟ้อง และจะ:- สั่งรับฟ้องไว้
- หรือ ยกฟ้อง (ไม่รับพิจารณา)
- หรือ คืนคำฟ้อง (ให้โจทก์ไปแก้ไข แล้วมายื่นใหม่)
→ ทั้งหมดนี้เป็นไปตาม มาตรา 18
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1️⃣ ยื่นคำฟ้อง | โจทก์ต้องยื่นฟ้องเป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้น |
| 2️⃣ เนื้อหาคำฟ้อง | ต้องแจ้งชัดเจน: ฟ้องเรื่องอะไร, ขอให้ศาลสั่งอะไร, อ้างกฎหมายหรือเหตุผลใด |
| 3️⃣ ศาลตรวจคำฟ้อง | จะสั่ง “รับฟ้อง / ยกฟ้อง / คืนคำฟ้อง” ตาม ม.1 |
ปวิพ มาตรา 173
📌 หลักสำคัญ
เมื่อศาลรับคำฟ้องแล้ว → ศาลต้องออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลย
โจทก์ต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายภายใน 7 วันนับแต่วันฟ้อง
⚖️ ผลจากการยื่นฟ้อง
ถือว่าคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้วทันที
และมีผลตามมา 2 ข้อ:
- ห้ามฟ้องซ้ำ
- โจทก์ห้ามฟ้องเรื่องเดียวกัน ซ้ำอีก ไม่ว่าที่ศาลเดิมหรือศาลอื่น
- การเปลี่ยนที่อยู่ของจำเลย
- หากจำเลยย้ายที่อยู่ หลังจากฟ้องแล้ว → ไม่กระทบอำนาจศาลเดิม
(ศาลเดิมยังมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไปได้)
- หากจำเลยย้ายที่อยู่ หลังจากฟ้องแล้ว → ไม่กระทบอำนาจศาลเดิม
🔑 จำง่าย:
“ฟ้องแล้ว = คดีเริ่มทันที
ต้องส่งหมายภายใน 7 วัน
ห้ามฟ้องซ้ำ
จำเลยย้ายบ้านก็ไม่เปลี่ยนศาล”
สรุปมาตรา 177
🔹 หลักการทั่วไป:
เมื่อศาล ส่งหมายเรียกและคำฟ้อง ให้จำเลยแล้ว →
จำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 15 วัน
🔸 เนื้อหาในคำให้การต้องมีอะไร?
- ชี้แจงชัดเจนว่า
- ยอมรับ หรือ
- ปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์
→ ทั้งหมด หรือบางส่วน พร้อม เหตุผล
- จำเลยสามารถฟ้องแย้ง ในคำให้การได้
- ❗ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคดีเดิม →
→ ศาลมีอำนาจ สั่งให้แยกฟ้องเป็นคดีใหม่
- ❗ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคดีเดิม →
🔹 การตรวจคำให้การ:
- ศาลจะตรวจคำให้การ → แล้ว
- สั่งรับไว้
- หรือ คืนไป / ไม่รับไว้ ตามมาตรา 18
🟩 ผู้ร้องสอด (บุคคลภายนอก) ก็ใช้กฎนี้:
- หากบุคคลภายนอกถูกเรียกเข้ามาเป็น “ผู้ร้องสอด” ตามมาตรา 57 (3)
→ ให้ใช้ กฎเดียวกันกับจำเลย โดย “อนุโลม”
✅ สรุปย่อแบบจำง่าย:
- 15 วัน หลังได้รับฟ้อง → ต้องยื่นคำให้การ
- ต้องตอบรับ/ปฏิเสธชัดเจน + มีเหตุผล
- ฟ้องแย้งได้ ถ้า เกี่ยวกับคดีเดิม
- ศาล ตรวจคำให้การ ว่าจะรับหรือไม่
- ผู้ร้องสอด → ใช้กติกาเดียวกัน
มาตรา 179
เรื่อง: การแก้ไขคำฟ้อง/คำให้การระหว่างพิจารณาคดี
✅ หลักการสำคัญ:
- คู่ความ ทั้งโจทก์และจำเลย
→ มีสิทธิ แก้ไขข้อหา / ข้อต่อสู้ / ข้ออ้าง / ข้อเถียง
→ ที่ระบุไว้ใน คำฟ้องหรือคำให้การดั้งเดิม
🔧 ตัวอย่างการแก้ไข (โดยเฉพาะ):
- เปลี่ยนแปลงทุนทรัพย์
- เพิ่มหรือลดมูลค่าทรัพย์ในข้อพิพาท
- เพิ่มเติมหรือสละข้อหาในฟ้อง
- ลบข้อหาออกบางส่วน
- เพิ่มข้อหาเพิ่มเติม เช่น เสนอคำฟ้องเพิ่มเติมเพื่อ:
- ให้ฟ้องสมบูรณ์
- คุ้มครองสิทธิระหว่างพิจารณา
- หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา/คำสั่ง
- เปลี่ยนข้อโต้แย้งหรือข้ออ้างฝ่ายจำเลย
- ยกข้อต่อสู้ใหม่
- หรือแก้ไขข้ออ้างเดิม
- เพื่อสนับสนุนตนเองหรือโต้แย้งคู่ความ
❌ ข้อห้ามสำคัญ:
- ห้ามฟ้องใหม่เพิ่มเติม/ฟ้องแย้งภายหลัง
เว้นแต่:- คำฟ้องเดิม และ คำฟ้องภายหลัง เกี่ยวข้องกันโดยตรง
- และสามารถรวมพิจารณา-ตัดสินพร้อมกันได้
🔁 สรุปอีกที (จำง่ายสุด):
| ทำได้ | ตัวอย่าง |
|---|---|
| ✅ แก้ไขข้อหา / ข้อโต้แย้ง | เพิ่มทุนทรัพย์, เปลี่ยนข้ออ้าง, ยกข้อสู้ใหม่ |
| ✅ ยื่นคำฟ้องเพิ่มเติม | เพื่อให้สมบูรณ์ หรือเพื่อบังคับตามคำสั่งศาล |
| ❌ ห้ามยื่นฟ้องใหม่/แย้งทีหลัง | เว้นแต่คดี เกี่ยวข้องกันชัดเจน และ รวมพิจารณาได้ |
สรุปมาตรา 182 (แบบจำง่าย):
📌 หลักการ:
เมื่อยื่น คำฟ้อง – คำให้การ – คำให้การแก้ฟ้องแย้ง (ถ้ามี) แล้ว
➡️ ศาลจะกำหนดวัน “ชี้สองสถาน”
➡️ แจ้งล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 15 วัน
❌ แต่ไม่ต้องชี้สองสถาน ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้:
- จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
- จำเลยรับฟ้องทั้งหมด
- จำเลย ปฏิเสธทั้งหมด โดย ไม่มีเหตุผล ที่ศาลรับฟังได้
- ศาลเห็นว่าไม่ต้องสืบพยาน – ตัดสินได้เลย
- คดี เล็กน้อย (มโนสาเร่) ม.189 หรือ ไม่มีข้อยุ่งยาก ม.196
- ศาลเห็นว่า ประเด็นไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องชี้สองสถาน
📌 หากไม่ชี้สองสถาน:
➡️ ศาลจะมีคำสั่ง งดชี้สองสถาน
➡️ และ กำหนดวันสืบพยานเลย
📝 คู่ความสามารถตกลงประเด็นเอง ได้
➡️ โดย ยื่นคำแถลงร่วมกัน
➡️ แต่ถ้า ศาลไม่เห็นด้วย ก็มีอำนาจ ยกคำแถลงนั้นทิ้ง
➡️ แล้ว ดำเนินการชี้สองสถานตามปกติ
✅ สรุปใจความสั้น ๆ:
“หลังยื่นฟ้อง – ให้มีการชี้สองสถาน เว้นแต่บางกรณี เช่น ขาดนัด รับฟ้องหมด ปฏิเสธไม่มีเหตุ ศาลเห็นตัดสินได้เลย หรือคดีง่าย ถ้าไม่ชี้ ศาลต้องแจ้งคู่ความและนัดสืบพยานต่อไป”
มาตรา 188 (จำง่าย)
เรื่อง: การดำเนินคดีในกรณี “ไม่มีข้อพิพาท”
✅ นิยาม “คดีไม่มีข้อพิพาท”
คือ คดีที่ฝ่ายหนึ่ง ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตหรือให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่มีคู่กรณีขัดแย้ง
🔍 ข้อบังคับสำคัญ 4 ข้อ (ตามมาตรา 188):
| ลำดับ | รายละเอียด |
|---|---|
| (1) | เริ่มคดีโดย ยื่นคำร้องขอต่อศาล ไม่ใช่คำฟ้อง |
| (2) | ศาล เรียกพยานมาสืบเองได้ ถ้าเห็นจำเป็น และวินิจฉัยตามความ ยุติธรรม |
| (3) | อุทธรณ์/ฎีกาได้เฉพาะ 2 กรณี เท่านั้น: ก) ศาลยกคำร้องบางส่วนหรือทั้งหมด ข) ศาลไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนพิจารณาหรือออกคำสั่งผิดขั้นตอน |
| (4) | หากมีบุคคลอื่น (นอกเหนือจากผู้ยื่นคำร้อง) เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม → ถือว่าเป็น คู่ความ และ คดีจะกลายเป็น “คดีมีข้อพิพาท” ❗แต่มีข้อยกเว้น: |
- คดีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิเสธอนุญาต หรือขอถอนคำอนุญาตให้แก่ผู้ไร้ความสามารถ → ยังถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท
- แม้ผู้แทนฯ หรือผู้ไร้ความสามารถ จะคัดค้านในศาล
🧭 สรุปง่ายที่สุด:
| ประเด็น | คำอธิบาย |
|---|---|
| เริ่มคดี | ใช้ คำร้อง ไม่ใช่คำฟ้อง |
| ศาลสืบเองได้ | ได้ ถ้าเห็นว่าจำเป็น |
| อุทธรณ์/ฎีกาได้เมื่อไร | ศาลยกคำร้อง หรือทำผิดขั้นตอนพิจารณา |
| คดีเปลี่ยนเป็น “คดีมีข้อพิพาท” เมื่อไร | ถ้ามีบุคคลอื่นเข้ามาขัดแย้ง ยกเว้น คดีเกี่ยวกับการอนุญาตผู้ไร้ความสามารถ |
สรุปมาตรา 192
🔹 หลักการ:
ถ้าศาลเห็นว่าคดีไม่ใช่คดีมโนสาเร่ (คดีเล็กน้อย) และศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้แบบคดีสามัญ → ศาลต้องดำเนินการตามรูปแบบคดีสามัญ
💼 กรณีต่าง ๆ ตามมาตรา:
- ถ้าฟ้องด้วยวาจา
➤ ศาลสั่งให้ยื่นฟ้องเป็น หนังสือ แบบคดีสามัญ - ถ้ายื่นฟ้องเป็นหนังสืออยู่แล้ว
➤ ศาลต้อง ออกหมายเรียกแบบคดีสามัญเท่านั้น - ฟ้องเพิ่มทีหลัง ทำให้คดีไม่ใช่มโนสาเร่อีกต่อไป
➤ ศาลดำเนินคดีแบบคดีสามัญ - ถ้าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีแบบคดีสามัญ
➤ คืนคำฟ้อง ให้ไปยื่นต่อศาลที่มีอำนาจ - จำเลยฟ้องแย้งในคดีมโนสาเร่ → แต่ฟ้องแย้งไม่ใช่คดีมโนสาเร่
หรือ
คดีมโนสาเร่รวมกับคดีสามัญ
➤ ให้ศาลดำเนินไปแบบ คดีสามัญ - แต่ถ้าศาลพิจารณาแล้วว่า:
- ทุนทรัพย์น้อย
- ลักษณะคดีง่าย
- สถานะคู่ความเหมาะสม
- หรือเพื่อความเร็วและเป็นธรรม
➤ ศาล อาจกลับมาดำเนินแบบคดีมโนสาเร่ ได้
- คำสั่งตามข้อ 6
➤ ไม่กระทบค่าขึ้นศาล ที่คู่ความได้จ่ายไปก่อนหน้านั้น
🧠 จำง่าย:
“ถ้าไม่ใช่มโนสาเร่ → ทำเหมือนคดีใหญ่ แต่ถ้าพิจารณาแล้วง่าย → กลับมาทำแบบคดีเล็กได้ ศาลต้องดูอำนาจตนเองก่อน”
สรุปมาตรา 193 – คดีมโนสาเร่
✅ 1. ศาลนัดวันพิจารณาเร็ว
- ต้องรีบกำหนดวันนัดพิจารณา
- ออกหมายเรียกจำเลย โดย:
- ระบุ ประเด็นแห่งคดี
- แจ้ง จำนวนทุนทรัพย์ / ราคาที่เรียกร้อง
- บอกให้จำเลยมาศาลเพื่อ
- ไกล่เกลี่ย
- ให้การ
- สืบพยาน
- ในวันเดียวกัน
- โจทก์ต้องมาศาลด้วย ในวันนั้น
🤝 2. ขั้นตอนในวันนัดพิจารณา
- ถ้าทั้งสองฝ่ายมาแล้ว
➤ ศาลต้องพยายาม ไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอม ก่อน
📑 3. ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ได้
- และจำเลยยัง ไม่ได้ให้การ
- จำเลยจะ:
- ยื่นเป็นหนังสือ ก็ได้
(ให้นำ มาตรา 191 วรรคสอง มาใช้) - หรือ ให้การด้วยวาจา ก็ได้
(ศาลบันทึกและอ่านให้ฟัง → จำเลยเซ็นชื่อ)
- ยื่นเป็นหนังสือ ก็ได้
- จำเลยจะ:
⚠️ 4. ถ้าจำเลยไม่ให้การเลย
- ศาล อาจไม่ให้เลื่อน ยื่นคำให้การ
- ถือว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
- ศาลมีอำนาจ:
- พิพากษาโดยชี้ขาดได้ทันที
(ตาม มาตรา 198 ทวิ) - แต่ถ้าศาลสั่งให้สืบพยานต่อ
➤ ให้ดำเนินการต่อไปตาม- มาตรา 193 ตรี
- มาตรา 193 จัตวา
- มาตรา 193 เบญจ
- พิพากษาโดยชี้ขาดได้ทันที
📌 สรุปสั้นจำง่าย
“คดีมโนสาเร่ นัดเร็ว ไกล่เกลี่ยก่อน ถ้าไม่ยอม จำเลยให้การทันที วันเดียวจบ ถ้าเงียบอีก → ศาลตัดสินได้เลย“
มาตรา 199 จัตวา
เรื่อง “ขอพิจารณาคดีใหม่กรณีขาดนัดยื่นคำให้การ”
✅ ยื่นคำขอได้เมื่อใด
- ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลย ได้รับคำบังคับ
- ถ้าใช้วิธีอื่น (เช่น ส่งทางไปรษณีย์) ต้อง ปฏิบัติตามที่ศาลกำหนด ก่อนนับ 15 วัน
✅ หากมีเหตุสุดวิสัย (เช่น ป่วยหนัก, โดนกักขัง)
- ยื่นได้ ภายใน 15 วัน นับแต่เหตุสุดวิสัย สิ้นสุดลง
❌ หมดสิทธิยื่น
- ถ้าเกิน 6 เดือน นับแต่
- ยึดทรัพย์ หรือ
- บังคับตามคำพิพากษา
📌 เนื้อหาในคำขอ ต้องระบุชัดว่า
- ทำไมถึง ขาดนัดยื่นคำให้การ
- เหตุผลที่คิดว่า ถ้าศาลพิจารณาใหม่ อาจชนะคดี
- ถ้ายื่นช้า ต้องบอกเหตุว่า ทำไมล่าช้า
🔍 จำง่าย:
15 วันรู้ – 6 เดือนสุด – ระบุเหตุให้ครบ – อาจชนะคดี
สรุปมาตรา 228
📚 หลักเกี่ยวกับ “คำสั่งก่อนพิพากษา” ที่อุทธรณ์ได้
✅ 1. คำสั่งประเภทที่อุทธรณ์ได้ก่อนพิพากษา
ถ้าศาลมีคำสั่ง ก่อนชี้ขาดคดี แบบใดแบบหนึ่งต่อไปนี้ — อุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่ง:
- (1) คำสั่งให้
- กักขัง
- ปรับไหม
- จำขัง
เช่น โทษฐานละเมิดอำนาจศาล
- (2) คำสั่งเกี่ยวกับ
- คำขอคุ้มครองชั่วคราว เช่น ขอคุ้มครองสิทธิระหว่างพิจารณา
- คำขอบังคับคดีล่วงหน้า เช่น ขอให้ยึดทรัพย์ก่อนพิพากษา
- (3) คำสั่ง
- ไม่รับ/คืนคำคู่ความ (มาตรา 18)
- วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น (มาตรา 24)
แต่ต้องเป็นกรณีที่ ไม่ได้ทำให้คดีจบทั้งหมด (จบแค่บางประเด็น)
⚖️ ผลของการอุทธรณ์
- แม้จะมีการอุทธรณ์ระหว่างพิจารณา → ศาลต้นยังพิจารณาคดีต่อไปได้
- ยกเว้น กรณีอุทธรณ์คำสั่งตาม (3) แล้วศาลอุทธรณ์เห็นว่า ถ้าเปลี่ยนหรือแก้คำสั่งนั้นจะกระทบ “การตัดสินคดีหรือประเด็นสำคัญ”
→ ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ก่อน จนกว่าจะวินิจฉัยเสร็จ
📌 หากไม่อุทธรณ์ทันทีระหว่างพิจารณา
→ ยังสามารถอุทธรณ์พร้อมคำพิพากษาได้ภายหลัง (ตามมาตรา 223)
📝 สรุปจำง่าย
❗ คำสั่งก่อนพิพากษา บางอย่าง อุทธรณ์ได้ทันทีภายใน 1 เดือน
⚖️ ศาลพิจารณาต่อได้ ยกเว้นกระทบการตัดสิน
🕒 ถ้าไม่อุทธรณ์ตอนนั้น ก็ทำพร้อมคำพิพากษาภายหลังได้
มาตรา 224 ป.วิ.พ.
🔹 หลักการ:
❌ ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีแพ่งที่ “ทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาท” ในชั้นอุทธรณ์
ไม่เกิน 50,000 บาท
(หรือจำนวนที่กำหนดใน พ.ร.ฎ.)
🔹 ข้อยกเว้นที่ “อุทธรณ์ได้” แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์:
| เงื่อนไข | อธิบายง่าย ๆ |
|---|---|
| 🧑⚖️ (1) ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ทำความเห็นแย้ง | เช่น ไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากในคำพิพากษา |
| ✍️ (2) ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุควรอุทธรณ์ | ยืนยันเองว่าเรื่องนี้ควรให้อุทธรณ์ได้ |
| 📝 (3) ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร | จากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือภาค (ตามเขตอำนาจ) |
🔹 คดีที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อห้าม (อุทธรณ์ได้เสมอ):
- คดีเกี่ยวกับ สิทธิแห่งสภาพบุคคล
เช่น เพิกถอนบุตร, เพิกถอนบิดา, คดีหย่า - คดีเกี่ยวกับ สิทธิในครอบครัว
- คดีขอปลดเปลื้องทุกข์ ที่ ตีเป็นเงินไม่ได้
เช่น ขอให้หยุดรบกวนสิทธิ, คดีละเมิดไม่ใช่เรื่องเงิน - ✅ ยกเว้น: คดีฟ้องขับไล่จากอสังหาริมทรัพย์ ที่มีค่าเช่าต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท (หรือเกณฑ์ใน พ.ร.ฎ.)
→ คดีแบบนี้ยัง ห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
🛠️ วิธีขอรับรองเหตุอุทธรณ์:
- ยื่นคำร้องขอรับรอง พร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ ต่อศาลชั้นต้น
- ศาลจะส่งเรื่องให้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พิจารณาว่าจะรับรองหรือไม่
📌 สรุปจำง่าย (แบบภาพรวม):
ทุนทรัพย์ ≤ 50,000 บาท
→ ห้ามอุทธรณ์ "ข้อเท็จจริง"
ยกเว้น:
✅ ผู้พิพากษาแย้ง
✅ ผู้พิพากษารับรอง
✅ ได้รับอนุญาตจากอธิบดีฯ
คดีสภาพบุคคล / ครอบครัว / ไม่ใช่ตัวเงิน → อุทธรณ์ได้เสมอ
แต่คดีขับไล่ ค่าเช่าต่ำ → ยังห้ามอยู่
มาตรา 243 – อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการ “ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น” และส่งกลับไปให้พิจารณาใหม่
✅ สาระสำคัญ:
ศาลอุทธรณ์ มีอำนาจยกคำพิพากษา/คำสั่งของศาลชั้นต้น แล้ว สั่งให้พิจารณาใหม่ ในกรณีที่พบความบกพร่อง ดังต่อไปนี้:
🔹 (1) บกพร่องเรื่อง “คำพิพากษา/คำสั่ง”
- ถ้าศาลชั้นต้นออกคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
- ศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุสมควร
➡️ สั่งยกคำพิพากษาเดิม แล้วส่งกลับไปให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่
➡️ ศาลชั้นต้นชุดใหม่หรือเดิมก็ได้
➡️ คำพิพากษาใหม่ อาจตัดสินต่างจากของเดิมได้
🔹 (2) บกพร่องเรื่อง “การพิจารณา”
- ไม่ทำตามขั้นตอนพิจารณาตาม ป.วิ.อาญา
- หรือ ศาลปฏิเสธไม่สืบพยาน ที่ผู้อุทธรณ์ร้องขอ ทั้งที่ควรสืบ
➡️ ศาลอุทธรณ์ สั่งยกคำพิพากษา แล้วให้ พิจารณาใหม่บางส่วนหรือทั้งหมด
➡️ โดยศาลชุดเดิม, ศาลชุดใหม่ หรือศาลอื่นก็ได้
🔹 (3) ศาลอุทธรณ์ต้องยึดข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น แต่พบปัญหา
- (ก) ศาลชั้นต้น วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดกฎหมาย
➡️ ศาลอุทธรณ์อาจ วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่เอง - (ข) ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริง ไม่เพียงพอจะวินิจฉัยกฎหมาย
➡️ ศาลอุทธรณ์อาจ สั่งให้พิจารณาใหม่ (ทั้งหมด/บางส่วน)
➡️ พร้อมกำหนดให้ศาลปฏิบัติตามแนววินิจฉัยของตน
🔸 หมายเหตุสำคัญ:
หากศาลชั้นต้น พิพากษาใหม่ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์
➡️ คู่ความสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาใหม่นั้นได้อีกครั้ง
📌 สรุปสั้นๆ จำง่าย:
❝ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ หากพบว่า
- มีข้อบกพร่องเรื่องคำพิพากษา,
- ขาดกระบวนการพิจารณา,
- หรือวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิด/ไม่พอ
และสามารถส่งกลับไปพิจารณาใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนได้❞
มาตรา 253
📚 เกี่ยวกับการ “ให้โจทก์วางเงิน” ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในคดี
✅ 1. เหตุที่จำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินได้
จำเลยสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาล สั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกัน ได้ ก่อนพิพากษา
ในกรณีที่:
- 🔸 โจทก์ ไม่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานในราชอาณาจักร
- 🔸 โจทก์ ไม่มีทรัพย์สินที่บังคับคดีได้ในราชอาณาจักร
- 🔸 หรือ มีเหตุควรเชื่อว่า ถ้าแพ้คดีแล้วจะ หลีกเลี่ยงไม่ชำระ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
⚖️ 2. ศาลจะพิจารณาอย่างไร
- ศาลจะไต่สวนก่อน
- ถ้าเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุควรเชื่อได้ →
🔹 ศาลมีอำนาจ สั่งให้โจทก์วางเงินหรือหาประกัน ภายในเวลาที่กำหนด
🔹 ศาลอาจ กำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมได้
❌ 3. ถ้าโจทก์ไม่ทำตามคำสั่งศาล
- ศาลจะ สั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบ
❗ เว้นแต่
- จำเลย ขอให้พิจารณาคดีต่อได้
- หรือมีการ อุทธรณ์คำสั่งศาล
📌 สรุปจำง่าย
🔹 ถ้าโจทก์ไม่มีภูมิลำเนา/ทรัพย์ในไทย หรือเสี่ยงไม่จ่ายค่าธรรมเนียม
🔸 จำเลยร้องขอให้ศาล “บังคับให้วางเงินหรือหาประกัน”
⚖️ ศาลไต่สวน → ถ้าเห็นควร → มีคำสั่ง
❌ ถ้าโจทก์ไม่ทำตาม → ศาลจำหน่ายคดีได้ (เว้นแต่มีอุทธรณ์หรือจำเลยไม่ขอจำหน่าย)
๒๕๓ ทวิ
📚 การขอให้โจทก์วางเงินใน “ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา”
✅ 1. ใช้ในกรณีใด
เมื่อโจทก์เป็นฝ่าย ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา คัดค้านคำพิพากษา
หากมีเหตุ เหมือนตามมาตรา 253 วรรคหนึ่ง ได้แก่:
- ❌ โจทก์ไม่มีภูมิลำเนา/สำนักทำการในไทย
- ❌ ไม่มีทรัพย์สินในไทยที่ใช้บังคับคดีได้
- ❌ มีเหตุให้เชื่อว่า โจทก์จะ หลีกเลี่ยงไม่จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย
→ จำเลยสามารถ ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
ไม่ว่า เวลาใดก่อนมีคำพิพากษา
🏛️ 2. กรณีศาลชั้นต้นยังไม่ส่งสำนวน
- ให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลชั้นต้น ก่อน
- ศาลชั้นต้นจะ ไต่สวน แล้ว
- ส่ง คำร้องพร้อมสำนวน ไปให้ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา พิจารณาและมีคำสั่ง
⚖️ 3. วิธีการพิจารณา
ให้ใช้ มาตรา 253 วรรคสองและวรรคสาม “โดยอนุโลม” ได้แก่:
- ถ้าศาลเห็นว่า “มีเหตุอันสมควร” → สั่งให้โจทก์ วางเงินหรือหาประกัน
- หากโจทก์ไม่ทำตามคำสั่ง → ศาลสามารถ จำหน่ายอุทธรณ์/ฎีกาออกจากสารบบ
❗ เว้นแต่จำเลยไม่ขอ หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งนั้นอีก
📌 สรุปจำง่าย
🧾 ถ้าโจทก์อุทธรณ์/ฎีกา แต่ดูแล้ว “ไม่น่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย”
⚖️ จำเลยร้องขอให้ศาล บังคับวางเงินหรือหาประกัน ได้
🏛️ ถ้ายังอยู่ศาลต้น → ยื่นที่ศาลต้นก่อน แล้วส่งต่อให้ศาลบน
📌 ถ้าไม่วางเงิน → อาจโดน จำหน่ายอุทธรณ์/ฎีกา
